โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ถอดสูตรสำเร็จ-ล้มเหลว ต้นฉบับ ‘บัตรทองอัปเกรด’ จากอังกฤษ อนาคตประกันสุขภาพถ้วนหน้าในรัฐบาลก้าวไกล

TODAY

อัพเดต 08 มิ.ย. 2566 เวลา 15.53 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2566 เวลา 10.55 น. • workpointTODAY

นโยบาย ’30 บาทรักษาทุกโรค’ เป็นหนึ่งในนโยบายด้านสุขภาพที่อยู่คู่สังคมไทยและประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี จนหลายพรรคการเมืองหยิบยกเอานโยบายที่เกี่ยวกับสุขภาพคนไทยมาใช้หาเสียง ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ความจริงแล้ว นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย รวมไปถึงนโยบายด้านสุขภาพของพรรคก้าวไกล แกนนำการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ มีต้นแบบบางส่วนมาจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service; NHS) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหาในการบริหารงบประมาณและบุคลากรทางแพทย์ จนผู้เชี่ยวชาญในวงการสาธารณสุขของไทยมักจะหยิบยกทั้งสองกรณีมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

TODAY ชวนทุกคนตั้งข้อสังเกตร่วมกันว่า ประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้อะไรจากสหราชอาณาจักรได้บ้าง และนโยบายสาธารณสุขที่บรรดาพรรคการเมืองหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายจากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ระบบสุขภาพจากการปฏิวัติระบบสาธารณสุข

จุดเริ่มต้นของนโยบายสาธารณสุขของไทยและสหราชอาณาจักรมีความใกล้เคียงกันมาก

ย้อนกลับไปในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง สหราชอาณาจักรมีการพัฒนาอุตสาหกรรม เริ่มเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ยังมีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจน หากมีอาการเจ็บป่วยก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเอง ซึ่งบุคคลากรทางการแพทย์ยังเน้นหาประโยชน์ส่วนตนจากการรักษาคนไข้ ตั้งแต่เก็บเงินค่ารักษาแพงลิบลิ่ว ไปจนถึงการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น

เมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม ทรัพยากรขาดแคลนโรงพยาบาลทุกแห่งเตรียมรองรับผู้ป่วยจากภัยสงครามโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นั่นเป็นครั้งแรกที่ประชาชนทุกคนได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้นโยบายแบบรัฐสวัสดิการเริ่มมีบทบาทในประเทศแถบยุโรปหลายประเทศ รวมถึงประเทศสหราชอาณาจักรด้วย

หลังจาก เคลเมนต์ แอตลี หัวหน้าพรรคแรงงานชนะ วินสตัน เชอร์ชิลในการเลือกตั้งปีพ.ศ. 2488 ได้ รัฐบาลของแอตลีร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์บางส่วน เริ่มต้นนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHS แต่มีเสียงคัดค้านจากบุคคลากรทางการแพทย์อีกกลุ่ม จากเดิมที่พวกเขาสามารถเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลได้เอง กลายเป็นต้องรับเงินเดือนจากรัฐบาลแทน และที่สำคัญคือคนไข้หลั่งไหลเข้ามาที่โรงพยาบาลมากขึ้น เพราะคนอังกฤษทุกคนจะได้รับการรักษา โดยไม่ต้องเสียค่าบริการอีกต่อไป

เคลเมนต์ แอตลี อดีตหัวหน้าพรรคแรงงาน

เคลเมนต์ แอตลี อดีตหัวหน้าพรรคแรงงาน

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ก่อนจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยก็ต้องออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเอง แต่คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ หากต้องการรักษาพยาบาลจริง ๆ จะต้องรอให้โรงพยาบาลอนุมัติเป็น “ผู้ป่วยอนาถา” เสียก่อน

ในปีพ.ศ. 2518 รัฐบาลของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบประมาณสำหรับทำ ‘โครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อย’ หรือ สปน. ให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 1,000 บาทต่อเดือน สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยได้ แต่ผู้ใช้บริการก็ถูกมองเป็นพลเมืองชั้นสอง

จนกระทั่ง นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับทุนการศึกษาต่อที่ประเทศเบลเยียมและอังกฤษมีโอกาสได้ศึกษาระบบหลักประกันสุขภาพของยุโรป จากนั้นจึงได้ทุนจากสหภาพยุโรปให้ทดลองทำ ‘โครงการอยุธยา’ หรือ ‘70 บาทรักษาทุกโรค’ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ด้วยการเก็บค่ารักษาพยาบาลรายโรคครั้งเดียว 70 บาทก่อน แล้วทางโครงการจะสมทบเงินส่วนที่เหลือในการรักษาจนหายขาด ระหว่างนั้นก็ได้นำโครงการนี้ไปเสนอให้กับพรรคการเมืองต่างๆ แต่ได้รับการปฏิเสธว่าเกิดขึ้นได้ยาก มีเพียงพรรคการเมืองเดียวที่ตอบรับโครงการนี้คือพรรคไทยรักไทย

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์  อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

เมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2544 จึงมีการสนับสนุนโครงการนี้ให้ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศไทย และออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดตั้งหน่วยงานสปสช. ที่กำกับดูแลด้านการรักษาพยาบาลประชาชนในเวลาต่อมา

เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นนโยบายที่มักจะเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองมาก่อน จนนำมาสู่นโยบายปฏิรูประบบสาธาณสุขอย่างแท้จริง แต่นโยบายประชานิยมลักษณะนี้ก็มีความท้าทายในการบริหารจัดการให้มีความต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนานโยบายให้เท่าทันต่อยุคสมัยเหมือนกัน

ความท้าทายที่พบร่วมกัน

นอกจากสหราชอาณาจักรและไทยจะมีจุดเริ่มต้นของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนกันแล้ว ยังพบความท้าทายที่เป็นจุดร่วมกันอีกด้วย

1.ปัญหาแรกคือปัญหาสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging society

ประชากรอังกฤษกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าภายในปีพ.ศ.2587 ประชากรอังกฤษราว 25% จะมีอายุมากกว่า 65 ปี

ส่วนไทยคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ. 2573 จะมีจำนวนผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปมากขึ้นถึง 28% ซึ่งผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยและใช้ค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าคนวัยหนุ่มสาว

2.ปัญหาต่อมาคือเรื่องงบประมาณสูงขึ้น

ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพของอังกฤษเริ่มต้นใช้งบประมาณจากประมาณ 1 หมื่นล้านปอนด์ และมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ.2566 นี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 แสนล้านปอนด์หรือประมาณ 16 เท่าจากเดิม

ส่วนประเทศไทย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา งบประมาณของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคในระยะเริ่มต้นอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท และมีการปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี โดยในปีพ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีวงเงินอยู่ที่ 198,891.79 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 6.42 ของงบประมาณประเทศ

3.ปัญหาสุดท้ายคือเรื่องบุคลากรทางการแพทย์

เมื่อปริมาณผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มมากขึ้น ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ก็เพิ่มขึ้นตาม แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษพยายามผลิตแพทย์ พยาบาล สร้างโรงพยาบาลใหม่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยที่มากขึ้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักมากและได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้แพทย์และพยาบาลลาออกจากระบบ

พอแพทย์และพยาบาลไม่เพียงพอ ผู้ป่วยต้องรอคิวตรวจนาน จึงกลายเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งทำให้เกิด Brexit หรือออกจากสหภาพยุโรป เพื่อปิดประตูไม่ให้ผู้อพยพจากชาติอื่นมาแย่งใช้บริการสาธารณสุข

ประเทศไทยเกิดปัญหาเช่นเดียวกับอังกฤษ โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดที่ พญ.นภสร วีระยุทธวิไล หรือหมอปุยเมฆ นักร้อง นักแสดงและแพทย์ ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ จนเกิดกระแสที่บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ร่วมออกมาสะท้อนปัญหาผ่านโลกออนไลน์ว่า ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรของไทยเกิดจากภาระงานที่มากเกินไป ค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และการจัดสรรบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ไม่เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

ส่วนความแตกต่างของนโยบายหลักประกันสุขภาพของทั้ง 2 ประเทศ คือประชาชนทุกคนในสหราชอาณาจักรรักษาพยาบาลภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบเดียวคือ NHS ส่วนประเทศไทยมีการแบ่งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่ ระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

นอกจากนี้ งบประมาณ NHS ของอังกฤษครอบคลุมค่าเดินทางในการรักษาพยาบาล รวมไปถึงนโยบายตัดแว่นฟรีด้วย ซึ่งงบประมาณบัตรทองของไทยยังไม่ครอบคลุมในส่วนนี้

นโยบายก้าวไกล-เพื่อไทย เปลี่ยนไทยให้เหมือนอังกฤษได้จริงไหม

ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองหลายพรรคชูนโยบายด้านสาธารณสุขในการหาเสียงมากมาย โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่กำลังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

เริ่มต้นที่พรรคเพื่อไทยที่เสนอนโยบายยกระดับ ’30 บาทรักษาทุกโรค’ ด้วยการรักษา จ่ายยาออนไลน์ ปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านระบบ Telemedicine นโยบายรักษาใกล้บ้าน และระบบช่วยจัดตารางงานบุคคลากรทางการแพทย์ เพื่อไม่ให้ประชาชนรอคิวการรักษานาน

ขณะที่พรรคก้าวไกลบอกว่า “สิทธิประโยชน์ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังไม่ครอบคลุมสิทธิประโยชน์บางประการที่มีความจำเป็นต่อสุขภาพของคนไทย” จึงเสนอนโยบายทางการแพทย์ 25 นโยบาย ซึ่งมีหลายนโยบายที่คล้ายกับระบบ NHS ของอังกฤษ เช่น

  • ตรวจสุขภาพประจำปี ฟรีทั้งค่าตรวจและค่าเดินทาง : NHS มีระบบจ่ายค่าเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วยที่ต้องย้ายสถานพยาบาล ผู้ที่อยู่ในเรือนจำ และสำหรับผู้ดูแล (ในกรณีที่แพทย์มีดุลยพินิจเห็นสมควร) โดยระบบจะคำนวณค่าโดยสารที่เหมาะสมในราคาที่ต่ำที่สุด
  • แว่นตาฟรีถึง 18 ปี : NHS ในยุคแรกเริ่มมีการรวมค่าวัดสายตาและค่าตัดแว่นฟรีให้ประชาชนด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยต้องรอคิวยาวไปจนถึง 18 เดือนและใช้งบประมาณสูงหลักสิบล้านปอนด์ ภัายหลังจึงมีการเสนอให้เก็บค่าแว่นสายตา ปัจจุบัน NHS มีระบบจ่ายค่าตรวจสายตา ค่าแว่นตาและคอนแทกเลนส์ สำหรับนักเรียนนักศึกษาเต็มเวลา ผู้สูงอายุ ผู้พิการทางสายตา ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีปัญหาต้อหิน ผู้ที่อยู่ในเรือนจำ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในระบบ
  • การสงวนการตรวจในห้องฉุกเฉิน (ER) ไว้สำหรับอาการฉุกเฉิน : เป็นที่น่าสนใจตรงที่สถิติบอกว่าจริง ๆ แล้วผู้ป่วยไทยในห้องฉุกเฉินกว่า 60% ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่ในอังกฤษ ห้องฉุกเฉินมีไว้สำหรับรักษาอาการที่อันตรายถึงแก่ชีวิตเท่านั้น หากอาการไม่เร่งด่วนจะได้รับคำแนะนำให้ตรวจกับแพทย์ในคลินิคแทน เพื่อให้ห้องฉุกเฉินได้รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินจริง ๆ

นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังเสนอนโยบายที่ครอบคลุมนโยบายการรักษาและพยาบาลผู้สูงอายุ นโยบายลดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสม เปลี่ยนอาสากู้ชีพให้เป็นอาชีพ นโยบายสุขภาพท้องถิ่น ไปจนถึงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ

หากทั้ง 2 พรรคการเมืองต้องการเพิ่มสวัสดิการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น แน่นอนว่างบประมาณในส่วนของการดูแลสุขภาพประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้นตาม

แต่ปัจจุบันคนไทยเสียภาษีอยู่ในอัตรา 16-17% ของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ หรือ GDP ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการจัดสรรนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในประเทศ ในวงการสาธารณสุขของไทยจึงมีการพูดถึงแนวคิดที่จะให้ประชาชนร่วมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล (co-payment) เหมือนในญี่ปุ่น ที่รัฐบาลไม่ได้ออกเงินให้ทั้งหมด เพื่อลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐและทำให้ประชาชนหันกลับมาป้องกันและดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น แต่ก็มีเสียงคัดค้านจนบรรดาพรรคการเมืองไม่กล้าแตะต้องเสมอ

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคและระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษเริ่มต้นด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ ให้คนในประเทศได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งวันนี้นโยบายสุขภาพของไทยยังพื้นที่ให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามายกระดับสาธารณสุขให้ดีและเท่าเทียมมากกว่าเดิมได้อีก

ต้องรอดูต่อไปว่าพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคตจะเริ่มต้นพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร

สามารถติดตามรายการ TOMORROW ตอน ‘บัตรทองยังเหลื่อมล้ำ เจาะลึกระบบประกันสุขภาพไทย จะดีกว่านี้ได้อย่างไร’ ได้ที่ด้านล่างนี้

อ้างอิง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...