โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ThaiBev กำลังพุ่งที่เวียดนาม สูงสุดในรอบ 2 ปี

Reporter Journey

อัพเดต 13 ม.ค. 2568 เวลา 16.08 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 09.08 น. • Reporter Journey

SUMMARY : แม้รัฐบาลเวียดนามออกกฎหมายต่อต้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขึ้นภาษีเบียร์ถึง 65% หลังขาย ‘Sabeco’ รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตเบียร์ไซง่อนให้กับ ‘ThaiBev’ แต่กำไรกลับยังพุ่งเกือบ 7,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 2 ปี แถมเตรียมจ่ายปันผลให้ ThaiBev อีก 3,300 ล้านบาท ขณะที่ Heineken ปิดโรงงานหนี

Thai Beverage (ThaiBev) บริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยของตระกู ‘สิริวัฒนภักดี’ ที่เข้าซื้อกิจการ ‘Saigon Beer - Alcohol - Beverage Corporation หรือ SABECO’ ซึ่งเป็นรัฐวิสหกิจของรัฐบาลเวียดนาม และเป็นผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังของประเทศอย่าง ‘เบียร์ไซ่ง่อน หรือ Saigon Beer’ เมื่อปี 2017 ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท และครองสัดส่วนหุ้นถึง 54%

หลังจากที่ลุยตลาดเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตสูงเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดมาหลายปี กระทั่งรัฐบาลเวียดนามได้ออกกฎหมายต่อต้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีมาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสําหรับเบียร์เป็น 65% จากเดิมที่ 20% หวังลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากร ส่งผลทำให้ ThaiBev เผชิญกับยอดขายที่หดตัวลงในเวียดนาม

แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่สามารถทำไรบริษัทของเจ้าสัวเจริญได้ เพราะล่าสุดได้มีการเปิดเผยรายได้ของ ThaiBev ในเวียดนามโดยมีรายได้ในปีงบประมาณ 2024 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ) อยู่ที่ 58,319 ล้านบาท ลดลง 2.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี

จากงบการเงินของไทยเบฟในช่วงเวลาดังกล่าว เวียดนามเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากประเทศไทยเป็นตลาดบ้านเกิดที่มีมูลลค่าที่ 219,873 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปีเป็น 340,289 ล้านบาท โดยรายได้จากเวียดนามคิดเป็น 17.1% ของพอร์ตทั้งหมด

ทั้งนี้ SABECO ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทลูกของ ThaiBev ประกาศรายได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 โดยมีรายได้เกือบ 324 ล้านดอลลาร์ หรือราว 11,178 ล้านบาท ลดลง 2.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่กําไรหลังหักภาษีนั้นเพิ่มขึ้น 9% เป็น 52.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,821 ล้านบาท ในจํานวนนี้อัตรากําไรขั้นต้นดีขึ้นจาก 29.9% เป็น 30.2% ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 โดยผลกำไรจากไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 นับว่าเป็นกําไรสูงสุดในช่วง 7 ไตรมาสติดต่อกัน หรือเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 SABECO ทํากําไรสุทธิรวม 132.83 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,582 ล้านบาท จากรายได้ 906.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 31,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% และ 4.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี และคาดว่าตลอดทั้งปี 2024 บริษัทจะมีผลกำไรรวมสูงถึง 197.10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,800 ล้านบาท

การเติบโตของรายได้และกําไรในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 SABECO กล่าวว่ารายได้สุทธิยังคงสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากผลกระทบเชิงบวกจากการขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้น แม้ว่าจะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิต และการออกกฎหมายว่าด้วยบทลงโทษทางปกครองสําหรับความผิดเกี่ยวกับการจราจรทางถนนและความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางรถไฟ ที่มีอัตราโทษรุนแรงสำหรับผู้เมาแล้วขับคือ ปรับ 10,000 บาท และยึดใบขับขี่ตลอดชีวิต รวมทั้งและการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังเวียดนามเสนอปรับขึ้นภาษีการบริโภคพิเศษสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นร้อยละ 100 ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มในเวียดนามอย่างมาก โดยกระทรวงการคลังเสนอให้เก็บภาษีเพิ่มในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อาหารหมักดองจากผลไม้ และธัญพืช นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท Soft Drink จะต้องเสียภาษีบริโภคพิเศษนี้ด้วย

“การเก็บภาษีในอัตราสูงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

อุตสาหกรรมเบียร์ของเวียดนามได้รับผลกระทบจากกฎหมายดื่มแล้วขับที่เข้มงวดของประเทศ ที่จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์สำหรับผู้ขับขี่เป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2019

เมื่อปีที่ผ่านมา รายได้ของอุตสาหกรรมเบียร์ลดลง 11% และกำไรลดลง 23% ตามการคาดการณ์ของสมาคมเบียร์ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่ม

แต่ในมุมของคณะนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางอุตสาหกรรม ต่างเตือนให้รัฐบาลใคร่ครวญระวังก่อนเพิ่มภาษีการบริโภคพิเศษสำหรับเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเรียกร้องฝ่ายกำกับควบคุม พิจารณาผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณ เนื่องจากกระทบต่อการจัดเก็บภาษีที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในการดำเนินกิจการภายในประเทศ โดยรายได้ภาษีสรรพาสามิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คิดเป็น 2% ต่อ GDP ของประเทศ

ทั้งนี้ Heineken ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และครองส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ต้องตัดสินใจปิดโรงเบียร์ในจังหวัดกว๋างนาม ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

Heineken ระบุว่า บริษัทได้ตัดสินใจปิดโรงเบียร์เป็นการชั่วคราว ซึ่งโรงเบียร์ที่ปิดไปนั้นเป็นโรงเบียร์ที่เล็กที่สุดจากโรงเบียร์ที่มีอยู่ทั้งหมด 6 แห่งในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยพนักงานที่ได้รับผลกระทบบางส่วนจะถูกย้ายไปยังโรงเบียร์อื่นๆ ในเวียดนาม

ยอดขายเริ่มลดลงมาตั้งแต่ปี 2023 ในครึ่งปีแรกยอดขายร่วงลงถึง 22% ส่งผลกระทบต่อภาพรวมบริษัท เพราะเวียดนามถือเป็นตลาดใหญ่ที่ทำรายได้ให้กับบริษัท โดย Heineken ดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านบริษัท Heineken Vietnam ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น Saigon Trading Group มาตั้งแต่ปี 1991 ปัจจุบันขึ้นเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่มานานกว่า 30 ปี

และแม้ก่อนหน้านี้บริษัทได้ลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งเครื่องทำตลาดในเวียดนาม แต่ทิศทางตลาดเบียร์ในเวียดนามปี 2024 ก็ยังไม่ฟื้นตัว เห็นได้จากรายได้ในไตรมาสแรกของปี อัตราการบริโภคของกลุ่มวัยรุ่นยังถือว่าน้อย

พร้อมยังต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังของเวียดนามเตรียมพิจารณาเพิ่มภาษีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น 100% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันเก็บภาษีอยู่ที่ 65% แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบธุรกิจเบียร์และสุราแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...