ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ขานรับภาษีนำเข้าทรัมป์ ฉุดสกุลเงินทั่วโลกอ่อนค่ามากสุดในรอบหลายปี
ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ดัชนีดอลลาร์เพิ่มขึ้น 0.11% แตะที่ 109.65 ขานรับภาษีนำเข้าทรัมป์ ฉุดสกุลเงินทั่วโลกอ่อนค่ามากสุดในรอบหลายปี
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นในวันจันทร์ (3 ก.พ.68) ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาและเปโซเม็กซิโก อ่อนค่ามากสุดในรอบหลายปี
ขณะที่ค่าเงินหยวนของจีนร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายนอกประเทศ หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จุดชนวนสงครามการค้าด้วยการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรที่เข้มงวด ขณะที่แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ 2 รายของสหรัฐ ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ทันที ขณะที่จีนกล่าวว่าจะท้าทายการจัดเก็บภาษีของทรัมป์ต่อองค์การการค้าโลก
โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.7% แตะที่ 7.2552 หยวนในตลาดต่างประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.3765 หยวน ตลาดในจีนยังคงปิดทำการเนื่องในวันตรุษจีน และจะกลับมาซื้อขายอีกครั้งในวันพุธ ซึ่งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในวงกว้าง โดยเงินยูโรร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี และฟรังก์สวิสซึ่งปกติแล้วจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กลับอ่อนค่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567
Tony Sycamore นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG กล่าวว่า"สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับตลาดคือ แคนาดาและเม็กซิโกตอบโต้ทันที และประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป อาจทำตาม ส่งผลให้การค้าโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็ว" พร้อมเสริมว่า"วันที่เริ่มต้นการขึ้นภาษีของสหรัฐ ต่อแคนาดา เม็กซิโก และจีน ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น เร็วกว่าที่หลายๆ คนคาดไว้มาก"
ตามที่ทรัมป์ได้สัญญาไว้เมื่อเดือนที่แล้ว สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก 25% และเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 10% โดยเรียกร้องมาตรการที่จำเป็นในการปราบปรามผู้อพยพที่ผิดกฎหมายและการค้ายาเสพติด
นายมานซูร์ โมฮี-อุดดิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า "คาดว่าภาษีของสหรัฐฯ จะคุกคามแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เท่านั้น หลังจากการเจรจาอันยาวนานระหว่างสหรัฐและหุ้นส่วนการค้าหลักก่อน"
ด้าน จอห์น ฮาร์ดี หัวหน้านักยุทธศาสตร์มหภาคของ Saxo กล่าวว่า หากการดำเนินการทางภาษีศุลกากรและการตอบโต้ยังคงดำเนินต่อไป เราจะอยู่ในสงครามการค้าโดยมีผลสืบเนื่องต่อการเติบโต ราคา และความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานและบริษัทต่างๆ ความเสี่ยงหลักในระยะยาวคือภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่มีการเติบโตช้า ซึ่งได้แก่ การเติบโตที่อ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 2.7% สู่ระดับ 21.40 เปโซเม็กซิโก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 และเพิ่มขึ้น 1.4% สู่ระดับ 1.4755 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ 2546 ยูโรอ่อนค่าถึง 2.3% สู่ระดับ 1.0125 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นและเปลี่ยนมือมาที่ 1.025725 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเตรียมรับมือภาษีศุลกากรยุโรปจากรัฐบาลทรัมป์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าถึง 1.1% สู่ระดับ 0.9210 ฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ก่อนที่จะซื้อขายที่ 0.9142 ฟรังก์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลง 0.74% เหลือ 1.2304 ดอลลาร์ เงินเยนของญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยลดลงเล็กน้อยที่ 155.50 ดอลลาร์ต่อดอลลาร์
ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดค่าเงินของสหรัฐเทียบกับหน่วยเงินอื่นอีก 6 หน่วย แข็งค่าขึ้น 0.11% แตะที่ 109.65 โดยแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อช่วงเช้าของการซื้อขาย
และราคาบิตคอยน์ลดลงประมาณ 4.4% เหลือ 97,622 ดอลลาร์ ร่วงลงต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ ส่วน Ether ลดลง 15% เหลือ 2,812.8 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน
อ้างอิง : reuters.com