โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคาทองคำ 2568 ปีแห่งความผันผวน เปิด 4 เรื่องรุมเร้า ขึ้นได้แต่คนรอขายทำกำไรเพียบ

Thairath Money

อัพเดต 12 ม.ค. 2568 เวลา 17.43 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2568 เวลา 17.43 น.
ภาพไฮไลต์

ทิศทางราคาทองคำในปี 2568 ยังคงเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย YLG ประเมินว่า ราคาทองคำในปีนี้ มีลุ้นทดสอบ 3,000 ดอลลาร์ได้ ด้วยแรงหนุนหลัก 4 ปัจจัยที่เข้ามาขับเคลื่อน แต่อย่างไรก็ตามราคาจะผันผวนมากขึ้นกว่าปีก่อน จากการรอเทขายทำกำไรของนักลงทุนที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยทองคำ ให้น้ำหนักกับปัจจัยที่จะเข้ามากระทบราคาทองคำในช่วงนี้ โดยเฉพาะสถานการณ์ของประเทศจีน ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ และนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน มีกำหนดการเยือนญี่ปุ่น เพื่อเจรจาลดความตึงเครียด หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามของกองทัพจีนและประเด็นไต้หวัน

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางของปี 2568 แม้ว่าเปิดต้นปีมาราคาทองคำจะถือว่าทรงตัวในระดับสูง แต่มองว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ทิศทางยังอยู่ในขาขึ้น แม้ระหว่างทางจะมีแรงเทขายทำกำไรออกมาบ้าง แต่ภาพรวมยังไปได้

โดย YLG ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ระดับเดิมคือ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทย 96.5% มีโอกาสขึ้นแตะระดับ 50,000 บาทต่อบาททองคำ (หากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่โซน 35.10-35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากมองว่าในปี 2568 ปัจจัยบวกที่เคยสนับสนุนทองคำในปี 2567 จะยังคงอยู่หลายปัจจัย และมีบางปัจจัยจะมีความชัดเจนมากขึ้น

ประกอบด้วย 4 เรื่อง

1. นโยบายทางด้านการเงินของกลุ่ม BRICS ที่เกิดกระแสว่าอยู่ระหว่างการเตรียมออกเงิน BRICS Currency Digital ที่มีทองคำหนุนหลัง เพื่อใช้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศสมาชิก ปัจจัยนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายกำแพงภาษีแก่ประเทศที่มีความขัดแย้งและประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ โดยเคยกล่าวไว้ว่าจะขึ้นภาษี 100% ในกลุ่ม BRICS หากพวกเขานำสกุลเงินที่ท้าทายอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐมาใช้ ดังนั้น จึงควรจับตาอย่างใกล้ชิดว่า หลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่งช่วงวันที่ 20 มกราคม 2568 แล้วจะยังแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นเดิมหรือไม่

2. ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม โดยปัจจัยนี้เกี่ยวเนื่องจากปัจจัยแรกที่ประเทศสมาชิก BRICS กำลังทำการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง เช่น จีนที่กลับเข้าซื้อทองคำเมื่อปลายปี 2567 หลังจากหยุดไปเมื่อกลางปี โดย ณ ปัจจุบัน กลุ่ม BRICS ได้ถือครองทองคำสะสม รวมกันกว่า 5,700 ตัน หรือคิดเป็นกว่า 16% ของการถือครองในธนาคารกลางทั่วโลก นอกจากนี้ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก BRICS ก็ยังคงเก็บสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

3. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศว่าจะยุติสงครามได้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับตำแหน่ง แต่ความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกก็ยังคงมีอยู่ และยังให้น้ำหนักกับการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำ เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นยังตึงเครียดอยู่เป็นระยะๆ จากทั้งฝั่งเลบานอนที่ได้เปิดเผยว่า เครื่องบินรบอิสราเอลได้โจมตีทางอากาศใส่ฝั่งตะวันออกของเลบานอน แม้อิสราเอล-เลบานอน จะเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ขณะที่ฝั่งอิสราเอล-ฮามาส นั้นยังไม่สามารถบรรลุการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซาได้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้

4. ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเฟด โดยแม้ว่าจะยังไม่มีความชัดเจนว่าเฟดจะมีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกมากแค่ไหน แต่หากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาลงก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นผลบวกต่อราคาทองคำ และหากนักลงทุนซึมซับต่อปัจจัยที่ตลาดกังวลว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยทั้งปี 2568 ได้เหลือเพียง 0.50% ตามที่ปรากฏใน Dot Plot ไปหมดแล้ว หรือหากเกิดเห็นสัญญาณการอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อันส่งผลให้เฟดจำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลบวกต่อราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของทองคำหลายด้าน ทั้งการขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 2,790 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจากต้นปีถึงราคาสูงสุดกว่า 35% ขณะเดียวกันก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในการทรงตัวอยู่ระดับสูงตลอดปีแม้ว่าช่วง 3 ไตรมาสแรก อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทรงตัวในระดับสูง ทำให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความต้องการในทุกภาวะตลาด

มองเทรนด์ เป็นขาขึ้น

ด้านศูนย์วิจัยทองคำ ได้รายงานผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 67 – 3 ม.ค. 68 จากการสำรวจ GRC Gold Survey โดยศูนย์วิจัยทองคำ ตอบโดย 14 ผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำที่ได้มีส่วนร่วมตอบแบบสำรวจ ในจำนวนนี้มี 3 ราย หรือเทียบเป็น 21% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวน 6 ราย หรือเทียบเป็น 43% คาดว่าราคาทองคำจะลดลง และจำนวน 5 ราย หรือเทียบเป็น 36% คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ราคาทองคำ ราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศสมาคมค้าทองคำ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 42,350 – 42,650 บาท ต่อบาททองคำ โดยราคาทองคำปิดอยู่ที่ระดับ 42,350 บาท ต่อบาททองคำ ลดลง 250 เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้า (สัปดาห์ก่อนหน้าปิดที่ 42,600 บาท)

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปี 2568 โดยรัฐบาลจีนเตรียมออกพันธบัตรรุ่นพิเศษมูลค่า 3 ล้านล้านหยวน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐฯ
  • การเยือนญี่ปุ่นของรัฐมนตรีต่างประเทศจีน นายหวัง อี้ จะเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี เพื่อเจรจาลดความตึงเครียด หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามของกองทัพจีนและประเด็นไต้หวัน
  • บรรยากาศการซื้อขายตลาดการเงินและทองคำปลายปี ตลาดเงินและทองคำอาจเบาบางจากการชะลอการลงทุนของนักลงทุนช่วงวันหยุดปลายปี ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบจนถึงเทศกาลปีใหม่ รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนธันวาคม 2567 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ราคาทองคำ 2568 ปีแห่งความผันผวน เปิด 4 เรื่องรุมเร้า ขึ้นได้แต่คนรอขายทำกำไรเพียบ

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...