(มี ebook)ยอดคุณหนูตระกูลไป๋
<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p style="text-align:center;" class="indent-a"><br> </p><p style="text-align:center;" class="indent-a">กู้หมิงหลินแม่ทัพหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งชีวิตไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด แต่กลับพลาดรักคนผิด จนชีวิตต้องดับสลาย</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ไม่รู้ว่าสวรรค์เล่นกลหรืออย่างไร นางได้เกิดใหม่อีกครั้งในโลกสีน้ำเงิน ในร่างของแพทย์หญิงที่เก่งกาจที่สุดในศตวรรษ ที่เก่งทั้งแพทย์แผนโบราณ และแผนปัจจุบัน</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรลับของชาติในการสร้างห้องทดลองในการสร้างยาชีวภาพ ทั้งยังได้ครอบครองช่องว่างระหว่างมิติที่สุดแสนมหัสจรรย์ ในชาติภพนี้นางตั้งใจว่าจะไม่รักผู้ใด</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ทุกวันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปกับการทำงานและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในโลกสีน้ำเงินนี้ ที่นางไม่เคยพบมาก่อนในชาติภพเก่าของตน</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ทว่านางก็ต้องมาตายตกไปอีกครั้งเพราะห้องทดลองลับเกิดระเบิดขึ้นกระทันหัน</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">และเหมือนสวรรค์ได้เล่นตลกกับนางอีกครั้ง ที่แม้แต่น้ำแกงยายเมิงก็ไม่ได้ให้นางดื่ม จึงยังคงมีความทรงจำของในสองภพชาติก่อนของตนเองได้อย่างดี</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">นางได้มายุคในยุคสมัยที่คล้ายคลึงกับชาติภพแรกของนาง ซึ่งในโลกสีน้ำเงินเรียกยุคสมัยเช่นนี้ว่ายุคโบราณ</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">แล้วในชาติภพนี้นางได้มาเกิดใหม่ในร่างของคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ตระกูลแม่ทัพใหญ่ที่กำลังตกอับ ถูกผู้คนเหยียดหยาม ดูถูกและรังแก</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ในเมื่อต่อไปนี้นางคือไป๋ชิงชิงแล้ว เช่นนั้นก็มาติดตามดูว่าเธอจะทำให้ตระกูลไป๋กลับมายิ่งใหญ่เพียงใด</p><p style="text-align:center;" class="indent-a"> </p><p style="text-align:center;" class="indent-a">นิยายเรื่องนี้สร้างขึ้นมาจากจินตนาการของนักเขียนเพื่อความบรรเทิงเท่านั้น</p><p style="text-align:center;" class="indent-a"> ชื่อ สถานที ตัวละคร ไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ฝากติดตามผลงานนิยายเรื่องนี้ของไรท์ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของคุณริ้ดที่น่ารักทุกคนด้วยนะคะ หากชื่นชอบอย่าลืม กดเข้าชั้น กดหัวใจ คอมเม้นต์ให้กำลังใจพูดคุย ติชมกันได้นะคะ </p><p style="text-align:center;" class="indent-a">แต่อย่ารุนแรงนัก เพราะนักเขียนค่อนข้างใจบ้าง ขอบคุณค่ะ</p><p style="text-align:center;" class="indent-a"><span style="color:#ff1212;">©สงวนลิขสิทธิ์ และปกหนังสือเล่มนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีอื่นใด นำส่วนหนึ่ง ส่วนใด ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น</span></p><p style="text-align:center;" class="indent-a"><br> </p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>คุณหนูตกอับ</h2><p> </p><p style="text-align:center;" class="indent-a">ตอนที่ 1</p><p style="text-align:center;" class="indent-a">คุณหนูตกอับ</p><p style="text-align:center;" class="indent-a"> </p><p class="indent-a">“นี่ พวกเจ้าคิดจะทำอะไร”</p><p class="indent-a">สตรีรูปร่างอรชร ใบหน้างามล่มเมืองสวมอาภรณ์เขียวลายดอกเหลียนฮวา (ดอกบัว) อายุสิบห้าหนาว เอ่ยถามกลุ่มหญิงสาวสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน ซึ่งยืนล้อมหน้านางอยู่บริเวณขอบสระบัว ด้วยท่าทางที่ระแวดระวัง</p><p class="indent-a">“ไป๋ชิงชิง ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ว่าเจ้าจะเลิกยุ่งกับท่านพี่ซีซวนของข้าหรือไม่” เสียงที่กดต่ำเต็มไปด้วยความข่มขู่นี้เป็นของ คุณหนูใหญ่ของรองแม่ทัพหยูเฟิ่งกับภรรยาเอกเยว่จวน นามว่า หยูเยียน</p><p class="indent-a">ด้านข้างของนางยังมีหญิงสาวอีกสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทของนาง นามว่า พานลี่อิน บุตรสาวคนรองของพานเลี่ยงหรงรองหัวหน้าองครักษ์ราชเวนและจื่อรั่ว บุตรสาวคนรองของเจ้าหน้าที่กรมพิธีการ</p><p class="indent-a"> ไป๋ชิงชิงดวงตาสั่นไหวเมื่อมองดูเหล่าหญิงสาวทั้งสามคนที่ยืนล้อมอยู่ด้านหน้าของนางด้วยความกดดันแกมข่มขู่ นางมองไปด้านหลังเห็นเพียงสระบัวขนาดใหญ่เท่านั้น</p><p class="indent-a"> หากนางยังคงเดินถอยหลังไปเช่นนี้อีกเพียงไม่เกินสามก้าว นางจะต้องตกลงไปในสระบัวแห่งนี้แน่นอน แต่กระนั้นนางก็ยังกัดฟันกำมือที่สั่นเทาแน่น แล้วตอบกลับความในใจของตนไป</p><p class="indent-a">“เหตุใดข้าต้องเลิกยุ่งกับท่านพี่ซีซวนด้วยเล่า ในเมื่อข้ากับเขาพูดคุยคบหากันด้วยความจริงใจ” เหล่าหญิงสาวทั้งสามได้ยินคำพูดนี้ของไป๋ชิงชิงราวกับได้ยินเรื่องตลกพากันหัวเราะออกมาลั่น</p><p class="indent-a">หยูเยียน “พูดคุยคบหากันด้วยความจริงใจอย่างนั้นหรือ ฮ่า ฮ่า เจ้าไปเอาความคิดเช่นนี้มาจากไหน ข้าจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้ว่าท่านพี่ซีซวนน่ะลำคานเจ้าจะแย่ เพียงแต่เขาเป็นสุภาพบุรุษมากเกินไป จึงไม่อาจปฏิเสธเจ้าตรง ๆได้ จึงได้พยายามหลบหน้าเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงตามตอแยเขาไม่เลิก</p><p class="indent-a">นี่เจ้ายังคิดว่า เจ้ายังเป็นคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพใหญ่ไป๋ผู้เลื่องชื่อ ที่ใคร ๆ ก็อยากที่จะเข้าหาและเกี่ยวดองด้วยอย่างนั้นหรือ ไม่เจียมตัวเสียบ้าง</p><p class="indent-a"> ว่าตอนนี้ตระกูลไป๋ของเจ้าตกต่ำเพียงใด ตั้งแต่ที่บิดาของเจ้าถูกสังหารในสงครามใหญ่เมื่อสองปีก่อน แม้พี่ใหญ่ของเจ้าจะแก้แค้นตัดหัวแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามนำชัยชนะมาให้แคว้นเทียนหลางของเราได้</p><p class="indent-a">แต่เขาก็ได้กลายเป็นคนพิการไม่สามารถเดินเหินได้ด้วยตนเองด้วยซ้ำ กำลังทหารของตระกูลเจ้าก็ถูกฝ่าบาทเรียกคืนไปหมดแล้ว ยามนี้จวนเจ้าก็เหลือเพียงชื่อโหวแต่ไร้ซึ่งอำนาจ</p><p class="indent-a">คนที่เขาฉลาดพอใครเขาจะยังอยากเกี่ยวดองกับเจ้าที่เหลือเพียงเปลือกกันไป๋ชิงชิง”</p><p class="indent-a">พานลี่อิน “ใช่ ความสามารถก็มีเพียงน้อยนิด ยังจะกล้าทำตัวหยิ่งยโสอีก”</p><p class="indent-a">จื่อรั่ว “หรือเจ้าคิดว่าตนมีใบหน้าที่งดงาม รูปร่างอรชรก็จะเป็นที่ต้องตาต้องใจใคร ๆ แล้ว แต่ก็นะ สวยแต่รูปแบบเจ้าก็คงต้องตาแต่พวกคุณชายเจ้าสำราญที่มองเพียงภายนอกนั่นแหละ” สิ้นคำพูดนี้หญิงสาวทั้งสามก็พากันหัวเราะร่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน</p><p class="indent-a">ไป๋ชิงชิงดวงตาแดงก่ำกำมือแน่นจ้องมองไปที่หญิงสาวทั้งสาม พูดอะไรไม่ออก เพราะทุกอย่างเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นางเคยเป็นคุณหนูที่เป็นหนึ่งในสามหญิงงามของเมืองหลวง</p><p class="indent-a">เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายตระกูลในเมืองหลวง แม้แต่เหล่าคุณหนูตรงหน้าก็เคยเข้าหานางเพื่ออยากที่จะเอาอกเอาใจนาง แต่หลังจากเสียบิดาไป พี่ชายก็มาพิการ นางก็กลายเป็นเพียงหญิงงามที่ไร้เกียรติยศ ไร้คนหนุนหลัง มีแต่คนถอยห่าง</p><p class="indent-a">แล้วนางผิดอันใดกัน เหตุใดทุกคนต้องมองนางราวกับเป็นตัวน่ารังเกียจ ไม่อยากพูดคุยไม่อยากเข้าใกล้นางกันเล่า นางไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว นางอยากกลับบ้าน</p><p class="indent-a">“พวกเจ้าถอยไปนะ ข้าไม่อยากพูดคุยกับพวกเจ้าแล้ว ข้าจะกลับบ้าน” ไป๋ชิงชิงใช้มือข้างหนึ่งปาดน้ำตา มืออีกข้างผลักหยูเยียนให้เปิดทาง กลับถูกหยูเยียนผลักนางกลับ</p><p class="indent-a">“ใครอนุญาตให้เจ้าไปไม่ทราบ เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลยนะ”</p><p class="indent-a">“ข้าตอบไปแล้วว่า ไม่! เจ้ายังต้องการอะไรอีก”</p><p class="indent-a"> “หากเจ้ายังไม่ยอมเลิกคิดฝันในตัวท่านพี่ซีซวน เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะออกไปจากตรงนี้ได้เลย” หยูเยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดันพร้อมกับผลักร่างบางของไป๋ชิงชิงอย่างแรง จนไป๋ชิงชิงต้องเดินเซถอยหลังไปสองก้าว</p><p class="indent-a">อีกเพียงนิดเดียวนางก็จะตกลงไปในสระบัวแล้ว แม้จะรู้สึกหวาดกลัว แต่ไป๋ชิงชิงก็ยังคงกัดฟันพูดคำเดิมออกไป พร้อมกับรวบรวมเรี่ยวแรงของตนที่มีผลักไปที่ร่างของหยูเยียน</p><p class="indent-a">“ข้าบอกว่าไม่ หลีกไปนะ”</p><p class="indent-a">หยูเยียนถูกแรงผลักของไป๋ชิงชิงเต็มแรง ทำให้เดินเซถอยหลังไปหลายก้าว เกือบจะทรงตัวไม่อยู่ล้มก้นจ้ำเบ้า โชคดีที่นางร่างกายแข็งแรงและเคยเรียนยุทธจากบิดาของตนมาบ้าง จึงทำให้ตั้งหลักได้ทัน</p><p class="indent-a">ความเดือดดาลจึงปะทุขึ้นมาในใจของหยูเยียนทันที หันกลับไปเห็นไป๋ชิงชิงฉวยโอกาสในครั้งนี้สาวเท้าหนี พลันตวาดลั่นให้เพื่อนสาวอีกสองคนจับตัวไป๋ชิงชิง</p><p class="indent-a">“พวกเจ้ารีบจับตัวนางให้ข้าเร็วเข้า อย่าให้นางสาระเลวไป๋ชิงชิงหนีไปได้”</p><p class="indent-a">พานลี่อิงกับจื่อรั่วได้สติก็รีบสาวเท้าตามไป๋ชิงชิงไปด้วยความเร็ว อาจเพราะร้องไห้ไปวิ่งไปจึงทำให้ความเร็วของไป๋ชิงชิงช้า ไม่นานก็ถูกหญิงสาวทั้งสองจับตัวเอาไว้ได้ทัน</p><p class="indent-a">“ปล่อยข้านะ หากพวกเจ้ายังไม่ปล่อยข้า ข้าจะร้องให้คนช่วย”</p><p class="indent-a">พานลี่อิง “เหอะ อยากร้องก็ร้องไป ที่นี่คือสระบัวหลังสำนักศึกษา ยามนี้คือเวลาเข้าเรียน เจ้าคิดว่าจะมีใครเดินผ่านมาแถวนี้แล้วได้ยินเสียงเจ้ากัน”</p><p class="indent-a">พูดไปพานลี่อิงและจื่อรั่วก็ลากไป๋ชิงชิงไปหาหยูเยียน หยูเยียนที่ยืนรออยู่ อดทนรอไม่ไหว สาวเท้าเข้าไปหาไป๋ชิงชิงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นเต็มที่ พร้อมกับง้างฝ่ามือ ฟาดใส่ใบหน้างามของไป๋ชิงชิงเต็มแรง</p><p class="indent-a">เพี้ยะ!</p><p class="indent-a">“สาระเลวกล้าผลักข้า”</p><p class="indent-a">ไป๋ชิงชิงรู้สึกแสบร้อนที่บริเวณใบหน้าที่ถูกฝ่ามือของหยูเยียนฟาดลงมาจนหน้าหัน หยูเยียนไม่หยุดเพียงเท่านั้น ออกคำสั่งเสียงเข้ม</p><p class="indent-a">“โยนนางลงไป หากนางยังไม่ยอมรับคำว่าจะตัดใจเลิกยุ่งกับท่านพี่ซีซวน ก็ให้นางแช่อยู่ในสระน้ำแห่งนี้ทั้งวันไปเสีย”</p><p class="indent-a">พานลี่อิงและจื่อรั่วได้ยินคำสั่งพลันหันไปมองสบตา เชิงถามหยูเยียนว่าจะทำเช่นนั้นจริง ๆ หรือ</p><p class="indent-a">“ข้าพูดจริง หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นข้าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง โยนนางลงไปเดี๋ยวนี้”</p><p class="indent-a">ไป๋ชิงชิงมองหยูเยียนด้วยสายตาไม่เชื่อ เพียงเรื่องแค่นี้ไม่คิดว่าหยูเยียนจะถึงกับทำร้ายนางเพียงนี้ พานลี่อิงและจื่อรั่วสบตากันมีความลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะผลักไป๋ชิงชิงลงไปในสระบัวตามคำพูดของหยูเยียน ใครใช้ให้ครอบครัวนางมีฐานะด้อยกว่าหยูเยียนกัน</p><p class="indent-a">ไป๋ชิงชิงถูกลากไปใกล้ขอบสระก็พยายามดิ้นรน ให้หลุดออกจากการจับกุมด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับส่งเสียงร้องที่สั่นเครือออกมา</p><p class="indent-a">“ปล่อยข้านะ!! พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ ปล่อยข้า”</p><p class="indent-a">แต่คนเดียว จะสู้แรงคนสองคนได้อย่างไร สุดท้ายไป๋ชิงชิงจึงถูกหญิงสาวทั้งสองผลักลงไปในสระบัวใหญ่</p><p class="indent-a">ตู้ม!!</p><p class="indent-a">หลังจากผลักไป๋ชิงชิงลงไปแล้ว พานลี่อิงและจื่อรั่วเกิดรู้สึกหวาดกลัว และคิดว่าที่พวกตนทำกันอยู่นี้เกินไปหรือไม่ ประกอบกับได้ยินคำพูดของไป๋ชิงชิง พร้อมกับท่าทางตะเกียกตะกาย ยิ่งทำให้พวกนางตัวสั่นเทา</p><p class="indent-a">“ชะ ช่วย ช่วยด้วย ข้า ข้าว่ายน้ำไม่เป็น ฮึก”</p><p class="indent-a">ไป๋ชิงชิงพยายามตะเกียกตะกาย ให้ตนเองขึ้นจากน้ำ จนสำลักน้ำไปหลายอึก</p><p class="indent-a">พานลี่อิง “นะ…นี่หยูเยียน นางว่ายน้ำไม่เป็น พวกเราช่วยนางขึ้นมาก่อนดีหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้นางอาจจะ..”</p><p class="indent-a">จื่อรั่ว “ชะ..ใช่ หากนางเป็นอะไรไป พวกเราสามคนไม่เท่ากับเป็นคนสังหารนางอย่างนั้นหรือ”</p><p class="indent-a">หยูเยียนรู้สึกไม่พอใจกับสหายที่ขี้กลัวของตนทั้งสองคน จึงเอ่ยกับพวกนางทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ</p><p class="indent-a">“พวกเจ้าจะกลัวอะไรกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางว่ายน้ำไม่เป็น นางเพียงแค่เสแสร้งเท่านั้น หากนางกลัวตายจริง เพียงแค่นางยอมรับคำข้ามาก็จบเรื่องแล้ว</p><p class="indent-a">ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยไปช่วยนางก็ไม่สาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะเอาชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ พวกเจ้ารอดูกันไปเถิด” หลังจากพูดกับสหายทั้งสองคนของตนเองจบ หยูเยียนก็หันไปพูดกับไป๋ชิงชิงที่ยังพยายามตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ</p><p class="indent-a">“ว่าอย่างไรไป๋ชิงชิง เจ้าจะรับปากข้าได้หรือไม่ ว่าจะเลิกยุ่งกับท่านพี่ซีซวนของข้า หากเจ้ารับปาก พวกข้าจะช่วยเจ้าขึ้นมา หากไม่เจ้าก็แช่อยู่ในน้ำเช่นนั้นนั่นแหละ”</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"><br> </p><hr/>
ราวกับไม่ใช่คนเดิม
ราวกับไม่ใช่คนเดิม
ไป๋ชิงชิงมองไปที่หยูเยียนและสหายทั้งสองของนางด้วยความโกรธ ดวงตาของนางแดงก่ำ ทว่านางไร้เรี่ยวแรงแม้จะเอ่ยคำใดออกไป เพราะสำลักน้ำเข้าไปหลายคำ แขนขาของนางหนักอึ้ง ร่างของนางค่อย ๆ จมลงสู่ก้นสระบัวขนาดใหญ่
ดวงตาของนางเริ่มหม่นหมอง ความหวาดกลัวและความหนาวเย็นเข้ามาเกาะกุมจิตใจ ความเสียใจและความไม่ยินยอมพวยพุ่งขึ้นมาในความรู้สึก
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ นางทำผิดอันใดกัน เพียงแค่รักใครสักคนจากใจมันเป็นเรื่องผิดหรือ เหตุใดนางถึงต้องถูกผู้คนทำร้ายนางเช่นนี้ ทั้งที่ตลอดมานางไม่เคยทำร้ายใคร ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้ากลัวยิ่งนัก
ฮึก
นางสำลักลมหายใจสุดท้ายออกมา ร่างบางจมลงสู่ความมืดมิด ดวงตาคู่งามค่อย ๆปิดลงด้วยความไม่ยินยอม
ด้านบนขอบสระบัวพานลี่อิงและจื่อรั่วเห็นไป๋ชิงชิง จมหายลงไปในน้ำพลันรู้สึกร้อนใจ หากไป๋ชิงชิงเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกนางก็ต้องกายเป็นฆาตกรแล้ว พวกนางไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือในห้องขังนะ
พานลี่อิง “หยูเยียนทำอย่างไรดี ไป๋ชิงชิงนางจมลงไปแล้วนะ หากนางเป็นอะไรไปขึ้นมาจริง ๆจะทำอย่างไร”
จื่อรั่ว “นั่น นั่นสิ ข้าไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือในห้องขังนะ เจ้าทำอะไรสักอย่างสิ”
หยูเยียนเองก็เห็นแล้วเช่นกันว่าไป๋ชิงชิงจมหายลงไปในน้ำแล้วจริง ๆ นางไม่ได้คิดว่าเรื่องราวมันจะกลายเป็นเช่นนี้ นางเพียงแค่อยากสั่งสอนไป๋ชิงชิงให้เลิกยุ่งกับคนของนางเท่านั้น
แต่หากไป๋ชิงชิงเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ นางจะทำเช่นไร นางเองก็ไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือในห้องขังหรอกนะ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจของนาง
แต่เรื่องกลายเป็นเช่นนี้แล้ว นางจะทำอะไรได้ หยูเยียนจึงรีบเค้นสมองน้อย ๆของตน ก่อนจะคิดหาทางออกได้ แล้วเอ่ยคำสั่งกับสหายทั้งสองคนออกไป
“ระ..เรื่องที่พวกเรากับไป๋ชิงชิงมาที่นี่ไม่มีใครรู้ หากข้าไม่พูด พวกเจ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือพวกเรา ขอเพียงแค่พวกเราปิดปากให้สนิทแล้วเก็บเรื่องนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจ หากลืมไปได้เลยยิ่งดี แค่นี้ก็ไม่มีใครเอาผิดพวกเราได้แล้ว
ตอนนี้พวกเราต้องรีบกลับไปที่ห้องเรียน เพื่อที่จะได้มีที่อยู่ยืนยันตัว หากมีการสืบสวนพวกเราก็แค่ยืนการว่าพวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับไป๋ชิงชิง
บอกว่าพวกเราสามคนไปเข้าห้องน้ำพร้อมกันก็เท่านั้น เรื่องนี้ก็จะไม่มีใครรู้ ไป พวกเรารีบกลับห้องเรียนกันเถิด หากชักช้าอาจมีใครมาพบพวกเราได้”
พานลี่อิงและจื่อรั่วแม้จะรู้สึกหวาดกลัว แต่สิ่งที่หยูเยียนพูดนั้นเป็นสิ่งเดียวที่พวกนางทำได้แล้วตอนนี้ จึงพยักหน้ารับคำเตรียมที่จะเดินสาวเท้าออกไปจากที่นี่ กลับได้ยินเสียง พร้อมกับศีรษะของไป๋ชิงชิงโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ
“เฮือก แค่ก แค่ก”
“กรี๊ดดดดดด!!”
หญิงสาวทั้งสามกระโดดเข้าไปกอดกันหลับตาปี๋ กรี๊ดลั่น ร่างทั้งร่างสั่นเทาไม่หยุดด้วยความกลัว กระทั่งได้ยินเสียงที่แหบพร่าของไป๋ชิงชิงดังขึ้น
“อายุเพียงเท่านี้กลับโหดเหี้ยมทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้ได้ คงถูกเลี้ยงดูให้เอาแต่ใจ จะกรีดร้องกันอีกนานหรือไม่ น่ารำคาญเสียจริง”
เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของไป๋ชิงชิง หยูเยียนกลับเป็นคนแรกที่ได้สติ นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา มองไป๋ชิงชิงที่ยืนตัวตรงจ้องมองมาที่พวกนางอยู่ริมขอบสระบัว จึงกัดฟันก่อนจะเอ่ยถามไปด้วยความสงสัย
“เจ้า เจ้ายังไม่ตายอย่างนั้นหรือไป๋ชิงชิง”
กลับได้ยินเสียงสบถที่เย็นเยียบคำหนึ่ง แล้วตามมาด้วยคำตอบที่ชวนให้งงงวย
“เจ้าคิดว่าหากเป็นเจ้า เจ้าจะยังมีชีวิตรอดหรือไม่เล่า ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าครั้งสุดท้าย จะขอโทษไป๋ชิงชิงหรือไม่”
เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าต่อปากต่อคำกับตนเองได้ หยูเยียนก็รู้แน่ชัดแล้วว่าไป๋ชิงชิงยังไม่ตาย ทั้งยังใจกล้ามาออกคำสั่งกับนางอีกต่างหาก
“พวกเจ้าเลิกกลัวได้แล้ว นางยังไม่ตาย หึ ข้าว่าแล้วว่านางจะต้องเสแสร้งทำเป็นอ่อนแอ มารยา เรียกร้องความสนใจจากผู้คน คิดจะให้ข้าขอโทษอย่างนั้นหรือฝันไปเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดโต้เถียงของทั้งสองฝ่าย พานลี่อิงและจื่อรั่วจึงลืมตาขึ้นมามองไป๋ชิงชิง แล้วก็เป็นดังที่หยูเยียนว่า นางยังไม่ตาย ทั้งยังดูมีเรี่ยวแรงเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก น่าแปลกที่พวกนางกลับรู้สึกโล่งอกที่ไป๋ชิงชิงไม่เป็นอะไร
ไป๋ชิงชิงไม่สนใจสายตาและท่าทางของหญิงสาวทั้งสาม นางจ้องมองไปที่ทั้งสามคนเขม็ง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเหยียบชวนให้ผู้คนรู้สึกขนลุกขนพอง
“ข้าจะพูดอีกเพียงครั้งเดียว จะขอโทษไป๋ชิงชิงหรือไม่”
หยูเยียนและสหายทั้งสองต่างรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ต่างคนต่างรู้สึกว่าไป๋ชิงชิงมีท่าทางที่เปลี่ยนไป ราวกับไม่ใช่คน ๆ เดิมรอบกายแผ่ความน่าเกรงขามและไอเย็นแปลก ๆออกมา
แต่กระนั้นหยูเยียนก็ตั้งสติได้ว่าพวกตนมีจำนวนคนมากกว่า และคิดว่าไป๋ชิงชิงทำท่าทางขึงขังเช่นนี้เพียงเพื่อข่มขู่พวกตนเท่านั้น นางจึงเหยียดยิ้มมุมปาก เชิดหน้าขึ้นด้วยความลำพอง
“หากข้าบอกไม่เล่า เจ้าจะทำ…”
เพี้ยะ! เพี้่ยะ! เพี้ยะ!
“เจ้า…กรี๊ดดด!!”
ตู้ม!!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หยูเยียนที่ยืนพองขนวางท่าใหญ่โตเมื่อครู่ ถูกไป๋ชิงชิงตบหน้าไปสามครั้งเต็มแรง ยังไม่ทันได้สติดี เตรียมจะหันมาด่าทอไป๋ชิงชิงก็ถูกนางจับโยนลงน้ำไปแล้ว
ไม่ผิด นางถูกจับโยน โดยการหิ้วจากคอเสื้อด้านหลัง แล้วโยนลงน้ำไปราวกับโยนตุ๊กตาตัวหนึ่ง ทำเอาพานลี่อิงและจื่อรั่วตกตะลึงตาโตอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน กว่าจะได้สติก็ตอนที่หยูเยียนตะโกนร้องขอให้พวกนางช่วย เพราะหยูเยียนเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น
“ชะ..ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย ข้าว่ายน้ำไม่เป็น ฮึก ”
“หยูเยียน” ทั้งสองคนเอ่ยเรียกหยูเยียนออกมาพร้อมกันด้วยความเป็นห่วง และคิดว่าจะลงไปช่วยนาง กลับถูกไป๋ชิงชิงขวางไว้แล้วเอ่ยคำพูดเดียวกับที่พูดกับหยูเยียน
“พวกเจ้าสองคนก็ขอโทษมาเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
พานลี่อิงเคยถูกไป๋ชิงชิงวางอำนาจใส่ตนเช่นนี้เมื่อไรกัน เป็นแค่คุณหนูตกอับ มีสิทธิ์อันใดมาวางท่าใส่นางกัน ช่างไม่รู้จักเจียมตัว นางจึงพูดลอดไรฟันตอบกลับไป๋ชิงชิงไปพร้อมกับจ้องมองไป๋ชิงชิงอย่างคาดโทษ
“อย่าให้มันมากนักนะไป๋ชิงชิง เจ้าคิดว่าเจ้าคนเดียว จะรับมือพวกเราสองคนได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ ไสหัวไป หากปล่อยให้หยูเยียนเป็นอันใดไป คุณหนูตกอับเช่นเจ้ารับผิดชอบไหวอย่างนั้นหรือ”
จื่อรั่วรีบกล่าวสำทับด้วยอีกแรง “ใช่ เมื่อครู่แค่หยูเยียนไม่ทันได้ตั้งตัว เจ้าก็คิดว่าตัวเองมีฝีมือแล้วอย่างนั้นหรือ หากยังไม่หลบไป ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
ไป๋ชิงชิงได้ยินดังนั้น ไม่เพียงแต่นางไม่รู้สึกหวาดกลัว ยังยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะจ้องมองคนทั้งสองราวกับมองตัวตลก
“เป็นดั่งที่โบราณว่า คนประเภทเดียวกันก็มักจะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ในเมื่ออยากลงไปช่วยนางนัก ข้าจะช่วยสงเคาระห์ให้ แต่ก่อนอื่นก็ต้องคืนหนี้ที่พวกเจ้าเคยทำร้ายไป๋ชิงชิงมาให้เสียก่อน”
พูดจบไป๋ชิงชิงก็ไม่พูดพร่ำ นางยกมือขึ้นมาตบไปที่ใบหน้างามของหญิงสาวทั้งสองเต็มแรง คนล่ะสามครั้งก่อนที่จะจับพวกนางโยนลงไปในสระบัว โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้พวกนางตอบโต้แม้แต่น้อย
เพี้ยะ! เพี้ยะ! เพี้ยะ!
ตู้ม! ตู้ม!!
“จงจำกันเอาไว้ให้ดี ว่าวันนี้พวกเจ้าได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างร้ายแรง สิ่งที่ข้าทำกับพวกเจ้า เป็นเพียงการลงโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทางที่ดีต่อไปนี้อย่าได้คิดจะมีปัญหากับข้าอีก ไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจดำ”
พูดจบไป๋ชิงชิงก็หันหลังสาวเท้าเดินจากไป โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องและด่าทอของหญิงสาวทั้งสามคน บนต้นไม้ที่ไกลออกจากนี้ไปหนึ่งลี้ มีบุรุษหนุ่มรูปงามสวมอาภรณ์สีน้ำเงินลายเมฆกำลังระบายยิ้มแล้วมองตามร่างบางของไป๋ชิงชิงไป
“อืม ช่างเป็นหญิงงามที่…ไม่เหมือนใครจริง ๆ น่าสนใจ”
ทำความรู้จักคนในครอบครัว
ตอนที่ 3
ทำความรู้จักกับคนในครอบครัว
จวนตระกูลไป๋
หลังจากไป๋ชิงชิงอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย เมื่อเดินออกมาจากห้องด้านข้าง นางก็ต้องพบเจอกับสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย และเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของสาวใช้คนสนิท นามว่า เสี่ยวหลัน ที่เติบโตมาพร้อมกับไป๋ชิงชิง
จึงเป็นทั้งสาวใช้และเพื่อนในเวลาเดียวกัน ไป๋ชิงชิงถอนหายใจออกมายาว ก่อนจะเอ่ยพูดกับเสี่ยวหลันเสียงเรียบ
“ข้าไม่ได้เป็นอันใด แค่ถูกคนหาเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“จะไม่เป็นอะไรได้ยังไงเจ้าค่ะ คุณหนูกลับมาตัวเปียกปอน ทั้งยังมีรอยแดงที่ใบหน้านั่นอีก ใครมันกล้าทำกับคุณหนูของบ่าวเช่นนี้กันเจ้าค่ะ บ่าวจะไปเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด”
“เสี่ยวหลันเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้จวนของเราเป็นอันใดได้ แม้แต่จะหายใจแรงก็ยังทำไม่ได้ พวกเรากล้าที่จะมีเรื่องกับตระกูลใดในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างนั้นหรือ เจ้าทำใจเถิด ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่เป็นอันใด ขอข้าพักอยู่เงียบ ๆคนเดียวสักครู่ เจ้าไปต้มน้ำแกงอะไรอุ่น ๆ มาให้ข้าดื่มสักถ้วยเถิด”
เสี่ยวหลันได้ฟังคำผู้เป็นนายพลันพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะรับคำเสียงเบา แล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย เมื่อได้อยู่คนเดียว ไป๋ชิงชิงจึงเดินไปนั่งที่เตียงนอนด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ
“เฮ้อ นี่ข้าข้ามภพมาอีกแล้วหรือ”
ใช่ ความจริงแล้วนางไม่ใช่ไป๋ชิงชิง นางคือกู้หมิงหลิน ที่เคยตายมาแล้วสองภพ สองชาติ ชาติแรกนางคือแม่ทัพหญิงที่ยิ่งใหญ่ ออกรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ทั้งยังเก่งทั้งศิลปะทั้งสี่และศาสตร์ทั้งหกอีกด้วย ในชาติภพนั้นมียุคสมัยเดียวกันกับดินแดนเสวียนหยวนแห่งนี้ กลับต้องตายตกไปเพราะหลงรักคนผิด
ในชาติภพที่สองนางได้ไปเกิดในโลกสีน้ำเงิน ที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ในร่างของแพทย์อัจฉริยะที่เชี่ยวชาญทั้งแพทย์แผนโบราณและสมัยใหม่ ซึ่งตัวนางกู้หมิงหลินเหมือนจะไม่ได้ดื่มน้ำแกงของยายเมิง จึงยังจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ของตนเองในชาติภพแรกได้เป็นอย่างดี
นางได้ความรู้จากความทรงจำของเจ้าร่างเดิมมา และตัดสินใจว่าในชาติภพที่สองนี้นางจะไม่รักใคร และเลือกที่จะสนุกกับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่นางไม่เคยรู้จัก ซึ่งในชาติภพที่สองนี่นางยังได้ครอบครอง ช่องว่างระหว่างมิติ ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนอีกด้วย
ด้านในเป็นเพียงพื้นที่โล่ง ๆ ประมาณ แปดพันตารางเมตร มีบ่อน้ำพุอยู่หนึ่งบ่อ ซึ่งหลังจากทดลองดื่มกินแล้ว กู้หมิงหลินจึงรู้ว่ามันมีสรรพคุณ ในการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย และยังช่วยฟื้นฟูร่างกาย ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ทั้งยังฟื้นฟูเซลล์และเส้นประสาททุกส่วนของร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นน้ำพุวิเศษ นางให้ชื่อน้ำพุนี้ว่า น้ำพุพลังชีวิต
ด้านในช่องว่างมิติ มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ทว่าอุณหภูมิกลับไม่ร้อนไม่หนาว และมีเพียงฤดูเดียวในมิติแห่งนี้ ซึ่งกู้หมิงหลินรู้สึกว่าที่นี่เหมาะแก่การเพาะปลูก
นางจึงเริ่มต้นปลูกต้นผลไม้ต่าง ๆ แล้วนางก็ต้องตกใจว่า ต้นไม้ที่อยู่ในมิตินี้เจริญเติบโตได้เร็วกว่าภายนอกถึงสิบเท่า ยิ่งใช้น้ำพุพลังชีวิตในการรด ยิ่งทำให้ออกดอกออกผล และมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมกว่าผลไม้ด้านนอกหลายสิบเท่า
นางจึงปลูกผลไม้หลายอย่างไว้ในช่องว่างมิติแห่งนี้ นางยังซื้อบ้านสำเร็จรูปเข้าไปไว้ในช่องว่างมิติ เพื่อเป็นที่พักผ่อน เก็บข้าวของ ทรัพย์สินที่มีค่า และเริ่มทำแปลงปลูกสมุนไพรไว้สามแปลง ทว่าในระหว่างที่นางกำลังมีความสุข สนุกกับทั้งโลกภายนอกและช่องว่างระหว่างมิติ
ห้องทดลองที่นางเป็นหัวหน้าในการทำการทดลองก็ดันมาเกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ทำให้นางตายจากโลกใบนั้น แล้วทะลุมิติมาเกิดใหม่ในดินแดนเสวียนหยวนแห่งนี้ในร่างของคุณหนูรองตระกูลไป๋ผู้อ่อนแอ มองโลกในแง่ดีเกินไปผู้นี้
“เฮ้อ เอาเถอะฉันจะทำอะไรได้ เกิดใหม่แล้วก็ต้องใช้ชีวิตใหม่ให้ดี น่าเสียดายก็ตรงที่ฉันไม่ได้ย้อนกลับไปในมิติของชาติภพแรก เพื่อไปล้างแค้นคนชั่วเหล่านั้น ช่างเถอะข้าปล่อยวางเรื่องภพนั้นได้แล้ว
จะว่าไปภพนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน จวนแม่ทัพตกอับอย่างนั้นหรือ หึ มาดูกันว่าข้าจะทำให้ตระกูลไป๋กลับมายิ่งใหญ่ได้เพียงใด จะเสียดายก็แต่ช่องว่างระหว่างมิติ…”
วิ้ง!
ระหว่างที่กู้หมิงหลินคิดถึงช่องว่างระหว่างมิติอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงวิ้งขึ้นมาในหัวของนาง นางรีบยกมือขึ้นมามองไปที่ฝ่ามือ ปรากฏว่าที่ฝ่ามือมีรูปดาวห้าแฉกสีแดงขนาดเล็ก ใบหน้างามระบายยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะนี่คือสัญลักษณ์เดียวกับตอนที่นางได้รับช่องว่างระหว่างมิติมา
นางรีบตั้งสมาธิเข้าไปในช่องว่างระหว่างมิติ เพื่อตรวจสอบดูว่าสิ่งที่นางเก็บสะสมไว้เมื่อชาติภพที่แล้วยังคงอยู่ดีหรือไม่ และเมื่อได้เข้าไปแล้วนางพลันกระโดดดีใจราวกับเด็กน้อย
เพราะทั้งต้นไม้ทุกต้น สมุนไพรทั้งหมด ยาแผนปัจจุบัน ยาลูกกลอน อุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งแผนโบราณและปัจจุบัน เงิน ทอง หนังสือ อาหารแห้ง และสิ่งของอื่น ๆ ที่นางเก็บเอาไว้ล้วนอยู่ครบ
กู้หมิงหลินยืนหลับตา สูดลมหายใจยาว ๆ เข้าเต็มปอดตรงสวนสมุนไพรอย่างมีความสุข ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยประกายที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง รอยยิ้มมุมปากระบายขึ้นเล็กน้อย
“เอาล่ะ ต่อไปนี้ข้าคือ ไป๋ชิงชิง ก่อนอื่นคงต้องไปทำความรู้จักกับคนในครอบครัวนี้ด้วยตนเองเสียก่อน”
ไป๋ชิงชิงออกมาจากช่องว่างระหว่างมิติได้ไม่นานนัก เสี่ยวหลันก็เดินถือถ้วยซุปที่มีควันลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย เข้ามาหานาง ไป๋ชิงชิงรับมาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เสี่ยวหลัน ตอนนี้ท่านแม่ของข้าอยู่ที่ใด” เสี่ยวหลันได้ฟังก็คิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับผู้เป็นนายไป
“ตอนนี้ฮูหยินน่าจะอยู่ที่เรือนอิงฮวาเจ้าค่ะ คุณหนูจะไปหาฮูหยินหรือเจ้าคะ”
“อืม ข้ามีเรื่องที่ต้องพูดคุยสอบถามท่านแม่เสียหน่อย”
เรือนอิงฮวา
“ฮูหยิน ท่านจะขายเครื่องประดับทองฝังอัญมนีชุดนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ นี่มันเป็นของขวัญที่นายท่านมอบให้ท่านในวันแต่งงานนะเจ้าคะฮูหยิน”
“ซูเหมย ข้าเองก็ไม่อยากทำ แต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ลูก ๆ ของข้า อยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆได้เช่นกัน อีกทั้งตอนนี้ข้ายังไม่อยากขายจวนที่เป็นเสมือนชื่อเสียงเกียรติยศที่ท่านพี่ของข้าสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและโลหิตในตอนนี้ เพราะฉะนั้น การที่ข้าขายเครื่องประดับชุดนี้นับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดมากแล้ว นำมันออกไปขายให้ข้าเถิด”
พูดจบ เซียงหลี หญิงวัยกลางคนใบหน้างดงาม หากใครมองยังคงคิดว่านางยังดูเหมือนหญิงสาววัยยี่สิบปลาย ๆเท่านั้น หยิบกล่องเครื่องประดับยัดใส่อกของซูเหมยสาวใช้คนสนิท เพื่อให้นางทำตามสิ่งที่ตนต้องการ ทว่าก่อนที่ซูเหมยจะได้ก้าวเดินออกจากห้องนอนของเซียงหลี ก็ได้ยินเสียงหวานดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
“ท่านแม่ ข้าเข้าไปนะเจ้าคะ”
ครู่เดียวร่างอรชร ใบหน้างามล่มเมืองของไป๋ชิงชิง ก็ปรากฏแก่สายตาคนทั้งสองในห้อง เซียงหลียกยิ้มเอ่ยทักทายบุตรสาวของตนทันที ก่อนจะส่งสายตาให้ซูเหมยออกไปทำสิ่งที่ตนสั่งเมื่อครู่ในเวลาเดียวกัน
“ชิงเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ เหตุใดวันนี้เจ้าถึงกลับมาเร็วนัก มีเรื่องใดเกิดขึ้นกับเจ้าหรือไม่”
ไป๋ชิงชิงเดินเข้าไปย่อกายทำความเคารพมารดาอย่างนอบน้อมเหมือนดังเจ้าของร่างเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ก่อนจะเดินยิ้มหวานเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือของนางมากุมไว้ เอ่ยเสียงหวาน
“ไม่มีเรื่องใดกับข้าเจ้าค่ะ เพียงแต่เกิดเรื่องในจวนเราแล้วใช่ไหมเจ้าคะ เมื่อครู่ข้าได้ยินที่ท่านแม่กับน้าซูเหมยพูดคุยกันหมดแล้ว ตอนนี้จวนของเราตกอับถึงขนาดต้องขายเครื่องประดับแทนใจที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่แล้วหรือเจ้าคะ
ไม่ใช่ว่าจวนเรายังมีร้านค้าเป็นของตัวเองถึงห้าร้านหรือเจ้าค่ะ คนในจวนก็ถูกท่านแม่ขายออกไปเกือบหมดแล้ว เหตุใดรายได้ถึงยังไม่พอค่าใช้จ่ายอีกหรือเจ้าคะท่านแม่”
เซียงหลีได้ยินคำพูดของบุตรสาวใบหน้าพลันซีดเผือด นางไม่คิดอยากจะให้ลูก ๆ ของนางรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ นางอยากให้ลูก ๆ ของนางได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่ต้องมานั่งเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นทุกข์กับเรื่องเงินเหมือนที่ผ่านมา
แต่คราวนี้บุตรสาวเพียงคนเดียวของนางได้ยินเรื่องทุกอย่างแล้ว นางควรอธิบายเรื่องต่าง ๆ กับบุตรสาวเช่นไรดี ซูเหมยเห็นใบหน้าของผู้เป็นนายเต็มไปด้วยความลำบากใจ จึงเป็นฝ่ายเอ่ยพูดกับคุณหนูของตนก่อน
“คุณหนูอย่าโทษฮูหยินเลยเจ้าค่ะ ฮูหยินพยายามทำทุกอย่างให้ดี ที่สุดแล้วเจ้าค่ะ ความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายในบ้าน ชักหน้าไม่ถึงหลังมาได้เกือบปีแล้วเจ้าค่ะ เพราะค่ายาของคุณชายใหญ่ และค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์ในการเรียน รวมถึงเงินรายเดือนของคุณหนูและคุณชายน้อย ที่ฮูหยินพยายามรักษาทุกอย่างให้ลงตัว
เพื่อไม่ให้พวกคุณหนู คุณชายรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่นอกจากเสียบิดาไปแล้ว ฐานะที่บ้านก็ยังย่ำแย่ลงไปด้วย กิจการค้าขายทั้งห้าที่นายท่านเปิดเอาไว้ ก็ขาดทุนลงทีละร้านสองร้านจนต้องขายทิ้งไป เหลือไว้เพียงแค่สองร้าน ซึ่งก็ได้กำไรบ้าง
ขาดทุนบ้าง จึงต้องนำของมีค่าในจวนไปขายเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว พอขายของมีค่าเหล่านั้นจนหมด ก็ต้องขายเครื่องประดับที่นายท่านเคยซื้อให้ฮูหยินมาขายออกไปทีละชิ้นเช่นนี้เจ้าค่ะ”
ไป๋ชิงชิงได้ฟังก็คิดว่านี่คือสิ่งที่มารดาคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความรู้หรือความคิดอ่านใด ๆ เพราะเป็นเพียงแค่หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งทำได้ดีที่สุดแล้ว
นางรู้สึกประทับใจในตัวมารดาผู้นี้เพิ่มขึ้นมาอีก นอกจากในความทรงจำของเจ้าร่างเดิมที่ได้รับความรักความอบอุ่นจากมารดาผู้นี้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด แต่นางติดใจเรื่องที่ร้านค้าเหล่านั้นขาดทุนจริงอย่างนั้นหรือ เหตุใดเมื่อก่อนตอนที่บิดาของนางยังอยู่ร้านค้าเหล่านี้ถึงได้ขายได้กำไรดี
ทว่าพอเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของมารดา ไป๋ชิงชิงจึงรู้ว่าสิ่งที่นางควรทำมากที่สุดตอนนี้คือปลอบใจมารดาผู้นี้ พร้อมเอ่ยคำชมในสิ่งที่นางตั้งใจทำเพื่อลูก ๆ ทุกคนของนางเป็นอย่างดีเสียก่อน
“ท่านแม่ ข้าไม่เคยคิดกล่าวโทษท่านเลยสักครั้งเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุดแล้ว ที่พยายามเลี้ยงดูพวกข้ามาเพียงลำพังด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากตลอดสองปีมานี้
หากไม่มีท่านแม่ ข้า ท่านพี่ และหลางเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าจะผ่านคืนวันที่เลวร้ายมาได้อย่างไร ข้าอยากจะบอกท่านแม่ ว่าข้ารักท่านแม่มาก และรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นบุตรสาวของท่านแม่กับท่านพ่อ
ฉะนั้นแล้วตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเรามาช่วยกันแก้ไขปัญหาการเงินที่เกิดขึ้นในบ้านของเราด้วยกันเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะช่วยท่านแม่แบ่งเบาเรื่องต่าง ๆ เอง”
เซียงหลีได้ฟังคำปลอบพร้อมอ้อมกอดที่อบอุ่นจากบุตรสาวอันเป็นที่รักของตน ความอัดอั้น ความเหน็ดเหนื่อย ความเสียใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ตลอดสองปี พลันรู้สึกราวกับได้การปลอบประโลม
น้ำตาร้อนผ่าวไหลทะลักราวกับสร้อยไข่มุกโดนตัดสะบั้นไหลพราก ๆ ลงมาไม่ขาดสาย เต็มสองแก้มคู่งาม กอดร่างของบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนเอาไว้แนบแน่น ปล่อยเสียงร้องไห้โฮ ราวกับเด็กน้อย
ไป๋ชิงชิงไม่พูดอันได้อีก เพียงแค่ยกมือลูบไปที่หลังของผู้เป็นมารดาแผ่วเบา ปล่อยให้นางได้ปลดปล่อยอารมณ์และน้ำตาอย่างเต็มที่ ซูเหมย และเสี่ยวหลันเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะร้องไห้ตามผู้เป็นนายไม่ได้ ผ่านไปสองเค่อ เซียงหลีจึงได้สงบสติอารมณ์ลงได้
ไป๋ชิงชิงรินน้ำชายื่นให้มารดาพร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น “รู้สึกดีขึ้นหรือไม่เจ้าคะท่านแม่”
เซียงหลีรับแก้วน้ำชา พยักหน้าพร้อมกับตอบคำถามบุตรสาวด้วยความเขินอายที่ตนเผลอปล่อยตัวเองร้องไห้ต่อหน้าบุตรสาวของตนเช่นนี้
“อืม แม่รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่แม่…ร้องไห้เช่นนี้ ทำให้ชิงเอ๋อร์รู้สึกว่าแม่ทำตัวไม่สมควรเป็นแม่คนหรือไม่”
“ไม่เลยเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ากลับรู้สึกยินดี ที่ได้เป็นคนที่ทำให้ท่านแม่วางใจ ระบายสิ่งต่าง ๆ กับข้า” พูดกับมารดาของตนเสร็จไป๋ชิงชิงก็หันไปพูดกับซูเหมยที่ยืนอยู่ด้านข้าง “น้าซูช่วยไปหยิบบัญชีรายรับรายจ่ายของจวน รวมถึงบัญชีของกิจการที่เหลือทั้งสองแห่งของเราตลอดทั้งสองปีนี้มาให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู”