โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 11.05 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 11.05 น. • Pinebook
แม้ภายนอกจะห่อหุ้มด้วยหนังมนุษย์ แต่ในกายกลับไหลเวียนด้วยเลือดอสูร…แล้วข้านับเป็นอะไรกัน?

ข้อมูลเบื้องต้น

หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร

妖圣传

ผู้เขียน 单纯宅男

ผู้แปล จินอันเหวิน และ ปิงปิง

ลิขสิทธิ์ภาษาไทยโดย Pine Book

**********

ลงตอนทุกวันจันทร์ - ศุกร์ วันละ 2 ตอน เวลา 18.00 น.

"หลันเฟิง" ประสบอุบัติเหตุระหว่างทางไปเที่ยวภูเขามั่วก้าน จึงมาเกิดใหม่ในโลกแห่งการฝึกยุทธ์พร้อมกับความทรงจำเก่า

เขาใช้ชีวิตดั่ง 'อัฉริยะ' มา 10 กว่าปี กลับเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถูกฉุดลงจากสวรรค์มาใช้ชีวิตดั่ง 'ขยะไร้ค่า'

ในกายไร้ซึ่งเลือดมนุษย์ มีเพียงเลือดของอสูรชั้นต่ำที่ไหลเวียน หน้าตาเสียโฉม ตันเถียนถูกทำลาย

ซ้ำยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากพิษอสูรกำเริบในทุกๆ คืน

ทว่า หลังจากเขาอดทนมาได้ 3 ปี ตาเฒ่า 'ก้านเจี้ยง' วิญญาณศาสตราในตำนานที่ติดตามเขามาจากโลกเดิมด้วยก็ยอมช่วยเสียที!

**********

นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ PINE BOOK

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

จวนค้ำฟ้า หงเซียน

“ขออภัยคุณชายเฟิง ยาหัวมันของร้านเราขายหมดแล้ว ท่านลองไปดูร้านอื่นเถิด” ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูร้านราวกับเสา ข้างหูเขามีเสียงเย็นชาของผู้ดูแลร้านวัยกลางคนดังขึ้น

ฝ่ามืออันเน่าเฟะที่ถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่พลันกำแน่น ความเจ็บแปลบแล่นมาจากใจกลางฝ่ามือ แต่ชายหนุ่มดูเหมือนจะไม่รู้สึกใดๆ

เขาเหลือบมองยาที่วางอยู่บนชั้นวางของแวบหนึ่ง ยาหัวมันสามอันวางเรียงอยู่บนนั้น

ใบหน้าหน้าเน่าเฟะที่อยู่ภายใต้หน้ากากกระตุกเล็กน้อย มุมปากของชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตนเองออกมา ก่อนหันกายจากไปอย่างเหม่อลอย

รอให้ชายหนุ่มเดินจากไปไกล ผู้ดูแลร้านวัยกลางคนที่มองดูเงาแผ่นหลังอันผ่ายผอมและโดดเดี่ยวของเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ผู้ดูแลร้านตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกล้าฝ่าฝืนคำสั่งที่เถ้าแก่มอบหมายได้อย่างไร

ระหว่างการช่วยเหลือชายหนุ่มกับการรักษาหน้าที่การงานของตน เขาย่อมรู้ตัวว่าต้องเลือกสิ่งใด

ผู้ดูแลร้านวัยกลางคนโคลงศีรษะให้ชายหนุ่มด้วยความเสียดายและสงสาร จากนั้นก็หันกายเดินเข้าไปในลานกว้างหลังร้าน ก่อนหยุดอยู่หน้าโต๊ะหินที่วิจิตรงดงามตัวหนึ่ง แล้วเอ่ยกับชายหนุ่มคิ้วหนาอย่างนอบน้อมว่า “คุณชาย ข้าน้อยไล่เขาไปตามที่สั่งแล้วขอรับ”

ชายหนุ่มเดินอยู่บนถนนที่คึกครื้น รอบด้านมีฝูงชนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทว่าเมื่อชายหนุ่มเดินผ่าน ผู้คนพลันทยอยกันปิดจมูกอย่างรังเกียจ แล้วหลบหลีกชายหนุ่มออกไปให้ไกล จึงทำให้เกิดพื้นที่ว่างรอบตัวชายหนุ่ม

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำยามพลบค่ำ สาดส่องเงาร่างที่โดดเดี่ยวและอ้างว่างของชายหนุ่มให้ทอดยาวขึ้นเป็นพิเศษ ดูแปลกแยกจากถนนที่คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเป็นอย่างมาก

“เถ้าแก่ ผักหมีไช่ขายอย่างไร…” เขาจัดการความรู้สึก แล้วเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูร้านขายผักหมีไช่

ใบหน้าของหลันเฟิงเพิ่งจะมีรอยยิ้มเล็กๆ กลับถูกน้ำเสียงเย็นชาและเหยียดหยามขัดเข้า “ขออภัยคุณชายเฟิง ร้านของเราจะปิดแล้ว” ใบหน้าของผู้ที่อยู่ด้านหลังไร้อารมณ์ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลันเฟิงแข็งค้างทันที

หลันเฟิงปากขมุบขมิบเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เปล่งคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก “ขอโทษด้วย ข้าไม่รบกวนแล้ว”

เขาถอยออกมาจากประตูร้านอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มเย้นหยันตนเองตรงมุมปากของชายหนุ่มชัดขึ้นหลายส่วน

ผู้จัดการร้านขายผักหมีไช่ปิดจมูกอย่างรังเกียจ อีกมือหนึ่งโบกไปมาอยู่ตรงจมูก พลางเหลือบมองชายหนุ่มอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “มารดามันเถอะ ซวยจริงๆ อีกเดี๋ยวต้องไปซื้อใบหอมดับกลิ่นมาวางในร้านแล้ว มิเช่นนั้นเกรงว่าสามวันสามคืนกลิ่นเหม็นนี่ก็คงไม่หายไป ใช่แล้ว ว่ากันว่าพิษผีดิบบนตัวของเจ้าตัวไร้ประโยชน์นั่นติดต่อสู่ผู้อื่นได้ แย่แล้วๆ เมื่อครู่เขายืนอยู่ตรงประตู ข้าคงไม่ติดพิษหรอกนะ”

ผู้จัดการร้านไม่ได้สังเกตว่าการบ่นพึมพำของตนทำให้ชายหนุ่มที่ยังเดินไปไม่ไกลหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อย หรือบางทีแม้ว่าเขาจะสังเกตเห็น แต่ก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี ชายหนุ่มในยามนี้ไม่มีคุณสมบัติพอจะทำให้เขาหวาดกลัวหรือต้องเอาอกเอาใจอีกแล้ว

ชายหนุ่มเดินแทรกตัวไปท่ามกลางฝูงชนที่แออัด ไม่นานเงาร่างของเขาก็หายเข้าไปในจวนหลังใหญ่หลังหนึ่ง

ในลานเล็กๆ ทางทิศตะวันตกของจวน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถัน

“แอ๊ด”

เสียงประตูไม้หน้าลานบ้านถูกผลักออกดังขึ้น เงาร่างผ่ายผอมที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าก็สาวเท้าเข้ามาอย่างแช่มช้า “ท่านพ่อ”

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง แล้วผุดรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “เฟิงเอ๋อร์ ทำไมกลับมาช้าเช่นนี้ รีบไปกินข้าวเย็นเถอะ พ่ออุ่นไว้ให้เจ้าแล้ว เจ้า”

หลันเฟิงมองรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่ทั่วใบหน้าของชายวัยกลางคนแล้วพลันเหม่อลอยไปเล็กน้อย

“มัวเหม่ออะไรอยู่ รีบไปกินข้าวเถอะ” เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งงัน ชายวัยกลางคนก็เร่งเร้าด้วยรอยยิ้ม

“อือ”

เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาจากริมฝีปากของหลันเฟิง มันแหลมสูงเสียดแก้วหูเหมือนกับเสียงโลหะทองคำเสียดสีกันอย่างไรอย่างนั้น

เขาขยับฝีเท้า ชักสายตากลับมาจากเรือนร่างของชายวัยกลางคนอย่างแช่มช้า ก่อนที่เงาร่างของชายหนุ่มจะหายเข้าไปในเรือน

ในลานด้านหลังเขา ชายวัยกลางคนที่กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อย่างตั้งใจหยุดชะงักเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

หลังจากที่หลันเฟิงถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมเมื่อสามปีก่อน เขาก็มักจะมีอาการเหม่อลอย เอาแต่ซึมเศร้าทั้งวัน ทว่าโชคดีที่แม้เขาจะถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม แต่หลันเฟิงก็ยังเอาชีวิตรอดมาได้อย่างเด็ดเดี่ยว ความอึดและความอดทนที่น่ากลัวนั้น แม้แต่ชายวัยกลางคนที่โอ้อวดว่าตนมีประสบการณ์ผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วนก็ยังรู้สึกหวาดกลัวจนสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้

แต่แววตาของชายหนุ่มก็เผยความแค้นใจถึงขีดสุดออกมาเป็นครั้งคราว ทำให้ชายวัยกลางคนหวาดผวาเล็กน้อย

“เด็กคนนี้…” แววตาของชายวัยกลางคนดูกังวล เขาโคลงศีรษะพลางทอดสายตามองไปยังทิศตะวันออก สายตาพลันเคร่งขรึมเล็กน้อย “จวนค้ำฟ้ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะล่วงเกินได้” มุมปากเขาเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตนเองออกมา

ทั้งๆ ที่รู้ว่าศัตรูที่เกือบจะสังหารบุตรชายของตนอยู่ในจวนค้ำฟ้า แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย ช่างเป็นพ่อที่ไร้ความสามารถจริงๆ

หลังจากกินข้าวเย็นอย่างเร่งรีบ ล้างถ้วยล้างชามจนสะอาด ฟ้าก็มืดแล้ว

หลังเฟิงยืนพิงกรอบประตู อาศัยแสงจันทร์สลัวจ้องมองเงาร่างพล่าเลือนในลาน

ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามปี เงาร่างของชายวัยกลางคนกลับแก่ชราลงไปมาก

ความจริงแล้วในใจของหลันเฟิงมีความลับอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้ นั่นคือเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ แต่มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีชื่อเรียกว่าโลก

ในโลกเดิม เขาเป็นแค่สิ่งมีชีวิตธรรมดาคนหนึ่ง ความปรารถนาของเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าบ้าน รถ เงิน แต่งงานมีลูก ใช้ชีวิตแบบธรรมดาสามัญ ทว่าสวรรค์กับเล่นตลกกับเขา ระหว่างที่เขากำลังขับรถไปเที่ยวกลับประสบเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ถูกฝังอยู่ใต้ ‘ภูเขามั่วก้าน’ จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงระดับ AAAA

ยามที่เขาฟื้นขึ้นมาโลกก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็นเด็กทารกที่กำลังหัดพูดตามผู้ใหญ่อยู่

หลันเฟิงอาศัยความคิดอ่านของผู้ใหญ่ รวมทั้งชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา แสดงความโดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย โดดเด่นกว่าอัจฉริยะหลายๆ คน มีชื่อเสียงไม่น้อยในตำบลใหญ่ที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้

หากพูดกันอย่างจริงจัง เขาก็ไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะอะไร เป็นแค่คน ‘รู้ความ’ มากกว่าคนที่อายุเท่ากัน และมุมานะมากกว่าเท่านั้น ถึงได้โดดเด่นราวกับอัจฉริยะอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่ในบรรดาอัจฉริยะที่มีคุณสมบัติพิเศษยังถูกความเปล่งประกายของเขาบดบัง

แต่ทว่ายามที่เขากำลังพึงพอใจที่สุดนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงก็มาหาเขา ผลักเขาให้ตกลงไปในขุมนรกหมื่นจั้ง

สามปีก่อน หลันเฟิงไปต่อสู้กับปีศาจอสูรเทียมอย่าง ‘ปีศาจผีดิบ’ เพื่อฝึกทักษะการต่อสู้ของตนเองที่ภูเขาเสวียนหนิวด้านนอกตำบลเฟิงเหมือนทุกวัน ทว่าวันนั้นเขาเพิ่งจะมาถึงภูเขาเสวียนหนิวได้ไม่นาน ก็พบบุรุษและสตรีลึกลับที่ยังเยาว์วัยคู่หนึ่ง

มุมปากของสตรีนางนั้นมีคราบโลหิตหลงเหลืออยู่ ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ รูปร่างผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บนหัวไหล่ขาวเนียนของนางมีรูโลหิตที่ดูโหดร้ายทารุณและสะดุดตาอยู่สองรู ราวกับว่าถูกอสูรประหลาดสักอย่างกัดมาอย่างไรอย่างนั้น

เทียบกับบุรุษข้างๆ แล้ว แม้เขาจะมีบาดแผลทั่วร่าง แต่กลับไม่มีค่าใดๆ ให้พูดถึง

หลันเฟิงถูกสตรีผู้นั้นบีบบังคับชิงโลหิตไป จนมีสภาพเหมือนกับนาง ผิวหนังแห้งเหี่ยว หน้าซีดขาว ร่างกายที่แข็งแรงเหมือนลูกวัวน้อยพลันแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็วจนมีสภาพใกล้ตาย

ส่วนสตรีนางนั้น พอได้รับโลหิตของหลันเฟิงไป ก็กินยาลูกกลอนวิเศษละลายโลหิตเข้าไปเม็ดหนึ่ง อาการบาดเจ็บฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและรอดพ้นจากความตาย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่หรือว่าเกิดความละอายใจกันแน่ สตรีชุดแดงมองหลันเฟิงด้วยสีหน้าสลับซับซ้อนอยู่นาน ก่อนจับปีศาจอสูรเทียมอย่างปีศาจผีดิบในละแวกนั้น แล้วดูดโลหิตของมันมาใส่ในร่างของหลันเฟิง

“หากเจ้าอยากแก้แค้น ก็ให้มาหาข้าที่จวนค้ำฟ้า ข้ามีนามว่าหงเซียน”

สตรีชุดแดงกัดริมฝีปาก โยนแผ่นป้ายไม้สีดำแผ่นหนึ่งออกมา แล้วผลักชายหนุ่มที่หมายจะเข้ามาประคองนางออกไปด้านข้าง ก่อนบินพลิ้วขึ้นไปกลางอากาศ หายวับไปจากครรลองสายตาของหลันเฟิง

บุรุษหนุ่มจ้องมองหลันเฟิงเขม็งด้วยสีหน้าเดี๋ยวเคร่งขรึมเดี๋ยวสดใสไม่แน่นอนอยู่นาน ดวงตาสีดำเปล่งแสงอันตรายวาววาบ พลางข่มขู่หลันเฟิงประโยคหนึ่งว่า “เจ้าหนู หากเจ้าฉลาดพอ ทางที่ดีก็ควรทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน”

พอสิ้นเสียง เงาร่างของชายหนุ่มก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ไล่ตามสตรีชุดแดงไป

ในที่สุดหลันเฟิงที่ฝืนเผยอเปลือกตาขึ้นก็หมดสติไปหลังจากที่บุรุษและสตรีวัยเยาว์จากไป

ยามที่เขาฟื้นขึ้นมา ฝันร้ายก็มาเยือน

โลหิตอันคุ้มคลั่งของปีศาจผีดิบขัดแย้งกับร่างกายของเขาจนเกิดเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับอย่างรุนแรง ทำให้อวัยวะภายในทั้งห้าของเขาได้รับบาดเจ็บในระดับแตกต่างกันไป รวมทั้งจุดตันเถียน

พลังยุทธ์ที่สั่งสมฝึกฝนอย่างหนักมาสิบกว่าปีพลันมลายหายไปในพริบตา และยิ่งไปกว่านั้นจุดตันเถียนยังถูกทำลาย ไม่อาจสะสมปราณแท้ได้อีก กลายเป็นคนไร้ค่า

ซ้ำพิษผีดิบยังรุนแรงมาก มันแทรกซึมเข้าไปตามแขนขาทั้งสี่และกระดูกของเขา ทำให้ผิวหนังเน่าเปื่อย หน้าตาเสียโฉม และต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษผีดิบทั้งวันทั้งคืน

ชายหนุ่มที่เดิมจิตใจเร่าร้อนฮึกเหิม มองดูสิ่งมีชีวิตทุกจากเบื้องบนพลันตกลงไปในขุมนรกที่ไม่มีทางฟื้นฟูได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ภายในวันเดียว

เพื่อรักษาชีวิตของบุตรชาย หลันเสียนหลง ในฐานะผู้อาวุโสลำดับที่สามของตระกูลหยาง หนึ่งในสามตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในตำบลเฟิงและเป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวที่ใช้คนละแซ่ เขาเข้าไปในป่าจันทราอสูร ต่อสู้กับปีศาจอสูรระดับดาราเพียงลำพัง

เขาเปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือด สุดท้ายหลันเสียนหลงที่ใจร้อนอยากจะช่วยบุตรชายจึงใช้กระบวนท่าต้องห้ามของตระกูลหยาง วิชาผลาญปราณแท้ สังหารปีศาจอสูรระดับดาราตนนั้น แล้วนำสมุนไพรรักษาอาการบาดเจ็บอย่างหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตกลับมา ทว่าพลังยุทธ์ของเขาก็หายไปจนหมดสิ้นเพราะการต่อสู้ในครั้งนั้น

แม้จะรักษาชีวิตของบุตรชายเอาไว้ได้ชั่วคราว แต่ตำแหน่งผู้อาวุโสลำดับที่สามของหลันเสียนหลงกลับถูกแย่งชิงไป สองพ่อลูกจึงถูกลดขั้นลงมาเป็นเพียงญาติสายรองธรรมดาสามัญเท่านั้น

แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเปล่งแสงเลือนราง ดึงความคิดซับซ้อนของชายหนุ่มกลับมา

เขาทอดสายตามองเงาร่างหลังค่อมในลาน ความเคียดแค้นสุดแสนฉายวาบผ่านดวงตาสีดำสนิทของเขา

“จวนค้ำฟ้า หงเซียน!”

เสียงพึมพำแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินออกมาจากปากของชายหนุ่ม แววตาของเขาฉายแววเย็นเยียบที่ทำให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวาออกมารางๆ

ก้านเจี้ยง

“จวนค้ำฟ้า หงเซียน!”

ชายหนุ่มต้องทบทวนสองชื่อนี้ทุกวัน นึกถึงโลหิตของตนที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของสตรีนางนั้น รวมทั้งบุรุษที่บีบบังคับชิงโลหิตของตนไปผู้นั้นด้วย เขาถึงจะยืนหยัดต่อไปได้

สิ่งเดียวที่สนับสนุนความปรารถนาอันแรงกล้าของเขา นอกจากเลี้ยงดูบิดาผู้เลี้ยงดูตนเองมาจนโตแล้ว ก็เหลือเพียงความเคียดแค้นที่ไม่อาจลบเลือนไปจากจิตวิญญาณเท่านั้น

แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเปล่งแสงเลือนราง เมื่อสายลมอ่อนๆ พัดโชยมาทำให้มันพลิ้วไหวเล็กน้อย

หลันเสียนหลงที่สานตะกร้าไม้ไผ่เสร็จแล้วบิดขี้เกียจก่อนหยัดกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ เหลือบไปเห็นเงาร่างผ่ายผอมสายหนึ่งทางหางตา ใบหน้าเหนื่อยล้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ออกมา “ยังไม่นอนหรือ”

หลังจากสูญเสียพลังยุทธ์ เขาก็ถูกชิงตำแหน่งผู้อาวุโสที่ภาคภูมิใจไป ภายใต้ความจำใจนั้นจึงทำได้เพียงสานตะกร้าไม้ไผ่ ตะกร้าสะพายหลังและอื่นๆ เพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งก็พอฝืนประคับประคองเลี้ยงดูครอบครัวไปได้เท่านั้น

ชายหนุ่มมองเงาร่างที่ดวงหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง หางตาของเขาพลันร้อนผ่าว เบ้าตาแดงก่ำ

“ท่านพ่อ ข้าขอโทษ”

หากไม่ใช่เพราะตน หลันเสียนหลงจะตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ได้อย่างไร

พอคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตน ชายหนุ่มก็รู้สึกผิดมากขึ้นเรื่อยๆ

หลันเสียนหลงชะงักเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันสดใสยิ่งกว่าเดิม เขาสาวเท้าเดินไปตบบ่าของชายหนุ่มเบาๆ พลางถอนหายใจแล้วฉีกยิ้มเอ่ยว่า “พ่อเบื่อหน่ายกับการรบราฆ่าฟันมานานแล้ว ชีวิตธรรมดาก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง”

หลันเสียนหลงมองชายหนุ่มที่ยังแววตายังมีความละอายใจ ก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมาอีกเฮือกหนึ่ง พลางเคาะหน้าผากชายหนุ่ม “เอาล่ะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว ไปนอนเถอะ”

ชายหนุ่มรีบเก็บซ่อนความรู้สึกลงสู่เบื้องลึกของจิตใจ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “ราตรีสวัสดิ์ท่านพ่อ”

“ราตรีสวัสดิ์”

หลันเสียนหลงโบกมือ มองชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องอย่างเชื่องช้าด้วยรอยยิ้ม

เมื่อเงาร่างของชายหนุ่มหายไป เขาถึงได้หันกายเดินกลับเข้ามาในลาน เก็บตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังหกใบที่สานเสร็จแล้ว รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหายวับไป กลายเป็นความเหนื่อยล้าแทน

เขาที่สูญเสียพลังยุทธ์ไปย่อมไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา หลังจากที่ทำงานหนักเป็นเวลานานจึงรู้สึกเหนื่อยล้ามาก

ทว่าต่อหน้าบุตรชาย เขาย่อมไม่มีทางแสดงออกมา เพื่อบุตรชายแล้ว ต่อให้เขาต้องลำบากหรือเหนื่อยยากแค่ไหนก็คุ้มค่า

“คนที่ควรละอายใจไม่ควรเป็นเจ้า แต่เป็นพ่อ!” หลันเสียนหลงถอนหายใจอย่างแผ่วเบาพลางพูดพึมพำกับตนเอง “หากถงเอ๋อร์รู้ว่าพ่อไม่อาจดูแลเจ้าให้ดีได้ นางคงต้องเสียใจมากแน่ๆ”

หลันเสียนหลงไม่ทันสังเกตเลยว่าประตูไม้ด้านในเปิดแง้มเป็นช่องเล็กๆ ไว้ ดวงตาเปล่งประกายคู่หนึ่งกำลังจ้องมองทุกอย่างอยู่

หลังจากผ่านไปชั่วครู่ หลันเสียนหลงลงกลอนประตูไม้หน้าลาน แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือน

หลันเสียนหลงเปิดประตูบานเล็กของห้องไม้ที่หลันเฟิงอาศัยอยู่อย่างระมัดระวัง มองลอดผ่านช่องประตูบานเล็ก เห็นหลันเฟิงนอนอยู่บนเตียง ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว หลันเสียนหลงถึงได้วางใจ หันกายเดินเข้าไปในห้องของตนเอง

เขาเพิ่งจะจากไป ชายหนุ่มที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงกลับลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า

ชายหนุ่มเลิกผ้าห่มขึ้นช้าๆ เดินมาอยู่หน้ากระจก แล้วถอดเสื้อผ้าออก ปลดหน้ากากลง สายตาจับจ้องสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนคนก็ไม่เชิงในกระจก

สัตว์ประหลาดในกระจกผิวหนังทั่วร่างเน่าเปื่อยไม่มีส่วนไหนสมบูรณ์เลย หน้าอกมีตุ่มโลหิตเต็มไปหมด มองเห็นของเหลวน่าสะอิดสะเอียนไหลเวียนไปมาในตุ่มโลหิตเหล่านั้นรางๆ กลิ่นคาวคละคลุ้งที่ทำให้ผู้คนคลื่นเหียนอาเจียนตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง สิ่งเดียวที่ไม่เป็นอันตราย ก็มีเพียงดวงตาสีดำที่มืดมนไร้ชีวิตชีวาคู่นั้น

สัตว์ประหลาดตัวนี้ก็คือหลันเฟิง

เขากำหมัดแน่น ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน ริมฝีปากขมุบขมิบไปมา เผยให้เห็นไรฟันแหลมคมสีขาว ทุกครั้งที่ถึงยามนี้ ในแววตาสีดำสนิทคู่นั้นจะเผยแววเคียดแค้นอย่างสุดซึ้งออกมา

พลังยุทธ์ถูกสลาย ตันเถียนถูกทำลาย ใบหน้าเสียโฉม ทุกข์ทรมานทุกวันคืน ไม่มีผู้ใดเข้าใจความเคียดแค้นเช่นนี้!

หลันเฟิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังจันทร์เสี้ยวที่แขวนอยู่บนท้องฟ้านอกหน้าต่าง หลับตาทั้งสองข้างสนิท คำนวณเวลาอย่างเงียบเชียบ พลางเอ่ยพึมพำพร้อมกับถอนหายใจราวกับยอมรับชะตากรรมอย่างไรอย่างนั้น “พิษผีดิบใกล้ถึงเวลากำเริบแล้ว”

เขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ จู่ๆ เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดราวกับสัตว์ป่าก็พลันดังออกมาจากปากของชายหนุ่มโดยไม่มีสัญญาณเตือนเลยสักนิด

ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เล็บแหลมคมจิกเข้าไปใจกลางฝ่ามือ เหงื่อเม็ดใหญ่เท่าเม็ดถั่วเหลืองไหลหยดลงมาตามแก้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยวและกระตุกอย่างแรง เส้นเอ็นทั่วเรือนกายปูดโปน

เขากัดฟันแน่น โลหิตสดๆ ไหลออกมาจากมุมปากไล่ไปตามคางแล้วหยดลงพื้น แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามควบคุมเสียงของตนเองให้เบาลงหลายเท่า แต่ทว่ายามที่เสียงนี้ดังออกไป ก็ยังทำให้ผู้คนขนพองสยองเกล้า

ดวงตาของหลันเฟิงเบิกกว้าง ความเจ็บปวดส่งมาจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

“อ๊ากกก”

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ถูกสะกดเอาไว้ดังเล็ดรอดออกมาจากปากเขาเป็นระยะๆ

เมื่อร่างกายของมนุษย์หลอมรวมกับโลหิตของปีศาจผีดิบ เดิมควรต้องจบชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่ใช่เพราะหลันเสียนหลงนำหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตกลับมาทันเวลา บางทีหลันเฟิงอาจจะจบสิ้นชีวิตไปตั้งนานแล้ว

ในอีกห้องหนึ่ง

เมื่อได้ยินเสียงร้องคำรามต่ำๆ ที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้ดังมาจากห้องของหลันเฟิง ใบหน้าของหลันเสียนหลงก็กระตุกเบาๆ ราวกับได้รับความเจ็บปวดเช่นกัน หัวใจอันแข็งแกร่งที่เคยผ่านความยากลำบากมามากเหมือนถูกมีดแหลมคมปักเข้าไปอย่างแรงอย่างไรอย่างนั้น ทุกเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดของหลันเฟิงล้วนทำให้หัวใจของหลันเสียนหลงหลั่งโลหิตออกมา

หากเป็นไปได้ เขาก็ยินยอมรับความเจ็บปวดนั้นแทนบุตรชาย

หลันเฟิงไม่เหมือนบุตรของบ้านอื่น ตั้งแต่กำเนิดมาก็ไม่ร้องไห้ไม่ดื้อรั้น ทั้งยังชาญฉลาดและเป็นเด็กดี ไม่ต้องให้เขาเสียแรงสั่งสอนอันใดทั้งสิ้น หลังจากที่หลันเฟิงเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกยุทธ์ แม้ว่าพรสวรรค์จะธรรมดาสามัญ แต่เขาเพียรพยายามอย่างหนัก ระดับความเร็วในการพัฒนาจึงบดบังอัจฉริยะน้อยใหญ่ทั้งหมดในตำบลเฟิงไป

แม้ว่าปากจะไม่เคยเอ่ยชมหลันเฟิง แต่ใจของหลันเสียนหลงรู้สึกภูมิใจมาโดยตลอด

แต่ทว่าเด็กที่เขารักที่สุดกลับถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ ซ้ำเขาที่เป็นบิดายังทำได้เพียงมองอยู่ด้านข้างตาปริบๆ ไม่อาจทำอันใดได้

“ลูกพ่อ เจ้าต้องอดทน ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง” หลันเสียนหลงพึมพำพร้อมหยาดน้ำตาที่คลอเบ้า

แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่เขาย่อมรู้ดีว่าความเจ็บปวดเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงชายหนุ่มอายุสิบกว่าปีเลย แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่ผ่านความยากลำบากมาอย่างเขาก็อาจจะทนไม่ได้ แต่หลันเฟิงกลับทนมาได้ถึงสามปีเต็มโดยไม่แตกสลาย ทำให้เห็นว่าระดับความอึดและความอดทนของเขานั้นน่ากลัวขนาดไหน

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดที่ถูกสะกดไว้ซึ่งดังมาจากห้องของหลันเฟิงถึงได้ค่อยๆ หยุดไป

ท่ามกลางยามราตรีที่มืดมิด ทุกอย่างพลันกลับคืนสู่ความสงบ

หลันเฟิงหอบหายใจหนัก หลังจากผ่านไปชั่วครู่ดวงตาสีดำสนิทพลันเยือกเย็นขึ้น ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น

เขาหยิบเศษผ้าขาดๆ มาจากด้านข้างตู้ไม้ เช็ดของเหลวที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งและโลหิตสดๆ ออกจากร่างกายอย่างคล่องแคล่วและแผ่วเบา สวมหน้ากากแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกอย่างช้าๆ แล้วหลับตาทั้งสองข้างลง

พิษผีดิบจะกำเริบวันละครั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเขาจะต้องสู้กับพิษผีดิบและทนทุกข์กับการทรมานที่ไร้มนุษยธรรมนี้ทุกวัน

สามปีที่ผ่านมาเขาคุ้นชินไปเสียแล้ว

ไม่นานในห้องก็มีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังขึ้น

เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนี้ดังมาจากภายในห้องของหลันเฟิง หลันเสียนหลงที่อยู่ห้องด้านข้างก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง สีหน้าตึงเครียดบนใบหน้าที่ผ่านโลกมามากมายหลายปีพลันค่อยๆ หายไป

แต่เขาไม่รู้เลยว่าหลันเฟิงที่หลับตาทั้งสองข้างลงไม่ได้ผล็อยหลับไป ตรงกันข้าม ในหัวของเขามีเสียงบทสนทนาที่ชัดเจนดังขึ้น

“ท่านเคยบอกว่าขอแค่ข้าอดทนครบสามปี ก็จะช่วยหลอมพิษผีดิบในร่างข้า ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ท่านต้องทำตามสัญญาแล้วละมั้ง”

“เจ้าเด็กตัวเหม็น น้ำเสียงของเจ้านี่มันอะไรกัน อย่าลืมล่ะ เจ้ากำลังขอร้องข้าไม่ใช่ข้าขอร้องเจ้า หากทำให้ข้ารำคาญ เจ้าก็ไปให้คนอื่นช่วยแล้วกัน” ในหัวของหลันเฟิงปรากฏเงาร่างแก่ชรา กำลังเป่าหนวดถลึงตา[1]เอ่ย

คำพูดของชายชราทำให้ใบหน้าของหลันเฟิงแข็งค้างไปชั่วขณะ “ตาเฒ่า ท่านเคยบอกว่าจะช่วยข้า ห้ามกลับคำพูดนะ!”

“จะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทนทรมานมาได้ตั้งสามปี หรือว่ายังกำจัดนิสัยใจร้อนไม่ได้อีก” ชายชราจ้องมองชายหนุ่มที่โกรธจนแทบเสียสติอย่างหยอกล้อ พลางฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจ การทำให้ชายหนุ่มที่มีความอดทนสูงมีสภาพเช่นนี้ได้ทำให้เขารู้สึกได้รับชัยชนะ

หลันเฟิงเห็นหางตาของชายชรามีแววหยอกล้อ ก็รีบเก็บความรู้สึกทันที ก่อนมองค้อนอย่างจนปัญญา “แล้วท่านคิดจะลงมือเมื่อไหร่”

ความทรมานจากความเจ็บปวดนั่น เขาไม่อยากประสบกับมันอีกแล้ว

เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเก็บความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว แววตาของชายชราก็ฉายแววชื่นชม ความอึดและความอดทนนี้คือสิ่งที่คนจะประสบความสำเร็จในอนาคตพึงจะมี

“วางใจเถอะ ในเมื่อข้าสัญญากับเจ้าแล้ว ย่อมต้องช่วยแน่นอน” ชายชราหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นต่อว่า “พรุ่งนี้เช้า เจ้าหาวิธีไปเอาทรายถงซามาหนึ่งชั่ง[2] จากนั้นข้าจะช่วยเจ้าหลอมพิษผีดิบเอง”

“ทรายถงซา?” หลันเฟิงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยอย่างฉงน “ท่านแน่ใจนะว่าของสิ่งนี้จะช่วยหลอมพิษผีดิบให้ร่างข้าได้”

ชายชรากรอกตามองค้อน เบะปากพลางกล่าว “เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า”

หลันเฟิงจ้องมองชายชราอย่างจนปัญญาแล้วถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “เอาเถอะ ข้าเชื่อท่าน”

“ทว่า ข้าอยู่ในบัญชีดำของร้านค้าต่างๆ หากอยากจะซื้อทรายถงซาเกรงว่าคงไม่ง่าย และยิ่งไปกว่านั้นทรายถงซาหนึ่งชั่ง ราคาก็ตั้งแปดร้อยเหรียญทองขาว ท่านจะให้ข้าไปหาเงินตั้งมากมายขนาดนั้นมาจากไหน” หัวคิ้วของหลันเฟิงขมวดมุ่นมากกว่าเดิม แล้วเผยสีหน้ายุ่งยากออกมา เขายังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ตอนที่เขาไปซื้อยาหัวมันและผักหมีไช่ ไม่ต้องพูดถึงซื้อของเลย แม้แต่เข้าไปในร้านก็ไม่ง่ายแล้ว

“ข้าไม่สน เจ้าคิดหาวิธีเองแล้วกัน” ชายชราแบมือทั้งสองข้าง ยักไหล่อย่างไม่แยแส “ข้าแค่รับผิดชอบเรื่องช่วยเจ้าหลอมพิษผีดิบ ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่ามารบกวนข้า”

ชายชรมองดวงตาที่กลอกไปมาของชายหนุ่มแล้วพลันถลึงตาใส่ “เจ้าเด็กนี่อย่าได้คืบจะเอาศอก ข้าเป็นถึงวิญญาณศาตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่ ยอมลงมือช่วยเจ้าโดยไม่คิดค่าตอบแทน ทั้งที่เด็กอย่างเจ้าเอาแต่เล่นสนุก อย่าบ่นให้มากนัก”

ใช่แล้ว ชายชราลึกลับผู้นี้คือวิญญาณศาสตรา ‘ก้านเจี้ยง[3]’ หนึ่งในสิบกระบี่ที่มีชื่อเสียงของจีนที่ติดตามหลันเฟิงผู้ซึ่งทะลุมิติมาจากภูเขามั่วก้าน!

[1] เป่านวดถลึงตา หมายถึง โกรธมาก

[2] ชั่ง หรือ จิน เท่ากับ 500 กรัม

[3] ก้านเจี้ยง คือหนึ่งในกระบี่คู่ ‘ก้านเจี้ยงมั่วเหยีย’ อันมีชื่อเสียงของจีน ตามตำนานเล่าว่า ช่างตีเหล็กมากฝีมือนามก้านเจี้ยง ได้รับคำสั่งจากเจ้าแคว้นอู๋ให้หลอมกระบี่ แต่ผ่านไป 3 เดือนยังตีออกมาไม่ได้เนื่องจากส่วนผสมไม่ยอมผสานกัน คืนหนึ่งภรรยาของก้านเจี้ยงจึงโดดเข้าเตาหลอม ทำให้ส่วนผสมต่างๆ ผสานเข้ากันทันที จนก้านเจี้ยงตีกระบี่ออกมาได้ 2 เล่ม ตั้งชื่อว่า ก้านเจี้ยงและมั่วเหยีย ตามชื่อตนและภรรยา

บุตรสาวของผู้นำตระกูล

เหตุใดวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงถึงทะลุมิติตามตนมา หลันเฟิงก็ไม่รู้สาเหตุ ทว่ามีวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงอยู่ข้างกายก็ทำให้คนร่อนเร่พเนจรมาต่างโลกอย่างเขาไม่ถึงกับโดดเดี่ยวนัก

หลันเฟิงเหลือบมองชายชราผู้เย่อหยิ่งแวบหนึ่งแล้วเบะปากอย่างจนปัญญา “ข้ารู้ว่าท่านคือวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดมันทุกวันหรอกมั้ง”

“เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร” ชายชราถลึงตามองหลันเฟิงแวบหนึ่งอย่างไม่สมอารมณ์แล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “ข้าคือวิญญาณศาสตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่”

หลันเฟิงกลอกตา เขาพ่ายแพ้ในการสนทนากับชายชราอีกครั้ง

ชายหนุ่มดูกลัดกลุ้ม เมื่อชายชราเห็นเข้าก็หุบรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “พิษปีศาจผีดิบสำหรับมนุษย์แล้วอาจจะเป็นหายนะ แต่สำหรับเด็กอย่างเจ้าแล้วกลับเป็นโอกาส”

“หยุดเถอะ” หลันเฟิงกางมือออกหยุดคำพูดที่ชายชราจะพูดต่อ ก่อนเบะปากแล้วเอ่ยว่า “โอกาสเช่นนี้ ไม่เอาจะดีกว่า”

รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชราอีกครั้ง “เจ้ามั่นใจหรือว่าไม่ต้องการ”

เมื่อหลันเฟิงถูกชายชราจ้องมองก็ทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ เขาจึงแสร้งทำเป็นกระแอมไอ หลังจากลังเลไปชั่วครู่ก็เอ่ยถามว่า “พูดมาก่อนสิว่าโอกาสอะไร”

ชายชราเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจแล้วหัวเราะหึๆ “พูดตามตรง คุณสมบัติของร่างกายเจ้ามันธรรมดามาก หากไม่ใช่เพราะข้าช่วย….”

หลันเฟิงที่รู้ว่าต่อไปชายชราจะพูดอะไรต่อพลันเอ่ยขึ้นทันทีว่า “แต่มันก็เป็นคุณงามความดีของข้าด้วยเหมือนกันนี่”

“ก็อาจจะกระมัง” ชายชรายักไหล่ แล้วถลึงตามองหลันเฟิงแวบหนึ่ง “เจ้าอย่าเพิ่งพูดแทรก ฟังตาเฒ่าผู้ให้จบก่อนแล้วค่อยแย้งก็ยังไม่สาย”

“อ่า…ก็ได้ ท่านพูดมาสิ”

“ตามคุณสมบัติเดิมของเจ้า ชีวิตนี้ฝึกถึงระดับดาราได้ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว อย่ามองว่าก่อนหน้านี้เจ้าบดบังพวกอัจฉริยะน้อยใหญ่ในตำบลเฟิงได้ หากพูดถึงศักยภาพเจ้ายังห่างชั้นจากพวกเขาเยอะ”

เขาอยากโต้แย้งอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อคำพูดมาอยู่ที่ริมฝีปาก ชายหนุ่มกลับเงียบไป

แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับ แต่สิ่งที่ชายชราพูดนั้นเป็นความจริงจริงๆ สาเหตุที่ตนอยู่เหนือกว่าอัจฉริยะเหล่านั้นได้ก็เพราะตนฝึกฝนหนักกว่าพวกเขา แต่การฝึกฝนอย่างหนักนี้กลับทำได้เพียงเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนช่วงแรกเท่านั้น มันไม่อาจทำลายพันธนาการของร่างกายได้ ยิ่งฝึกฝนไปถึงขั้นปลาย ข้อได้เปรียบของตนก็จะยิ่งลดลง จนกระทั่งถูกเหล่าอัจฉริยะเหล่านั้นพลิกกลับไปนำ

“อะไร พูดแค่นี้เจ้าก็รับไม่ได้ซะแล้ว?” เมื่อเห็นชายหนุ่มดูหดหู่ ชายชราจึงเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟทันที “เจ้ายอมรับก็ดี ไม่ยอมรับก็ช่าง ถึงยังไงก็เปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้”

หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยอย่างราบเรียบ “พูดมาตั้งมากมาย แค่อยากโจมตีข้างั้นหรือ หากใช่ ก็ยินดีด้วย ท่านทำสำเร็จ”

ชายชราเหลือบมอบชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจัดการความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว ชายชราก็ชื่นชมอยู่ในใจ

“โจมตีเจ้า? ข้าไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอกนะ” ชายชราส่ายศีรษะอย่างเย่อหยิ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าอยากบอกเจ้าว่าความทุกข์ทรมานที่เจ้าได้รับมาสามปีนี้ไม่ได้เสียเปล่า”

หลันเฟิงเกาศีรษะแล้วจ้องมองชายชราอย่างฉงน

“จะว่าไปแล้วก็แปลก โลหิตของปีศาจผีดิบเป็นสิ่งที่บ้าคลั่งอย่างยากหาใดเปรียบ ทำให้ชีพจรในร่างเจ้าขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า แต่กลับไม่ได้ทำลาย และยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ร่างกายของเจ้าเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายของเจ้าเข้าใกล้กับพลังฟ้าดินมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือแม้ว่าจุดตันเถียนของเจ้าจะถูกทำลาย แต่ปริมาตรร่างกายของเจ้าก็เพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง หากฟื้นฟูจุดตันเถียนได้ ความเร็วในการฝึกฝนก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมสิบเท่า เจ้าพูดซิว่านี่คือโอกาสหรือไม่”

แววตาของชายชรามีความสงสัยวาบผ่าน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของหลันเฟิง สุดท้ายก็ทำได้เพียงสรุปว่าเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเท่านั้น

“นับว่าคือโอกาสหรือไม่ข้าย่อมไม่รู้ ทว่าความเจ็บปวดจากการที่พิษผีดิบกำเริบ ข้าไม่อยากประสบกับมันอีกแล้ว แม้เพียงวันเดียวก็ตาม” เมื่อคิดถึงความเจ็บปวดนั้น หลันเฟิงก็รู้สึกขวัญผวา

“ไม่อยากประสบกับมันอีกแล้ว เช่นนั้นก็ไปหาทรายถงซามาเสียดีๆ ตาเฒ่าจะช่วยเจ้าหลอมพิษผีดิบเอง” ชายชราฉีกยิ้มบาง

หากแค่หลอมพิษผีดิบ หลันเฟิงคงไม่ตั้งตารอคอยขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริงๆ ก็คือชายชราเคยบอกว่าหลังจากที่หลอมพิษผีดิบแล้ว ก็จะใช้พลังที่หลอมมาจากพิษผีดิบช่วยฟื้นฟูจุดตันเถียนให้เขา แม้หลันเฟิงจะไม่รู้ว่าชายชราไปเอาความมั่นใจมาจากไหน และไม่รู้ว่าชายชราจะใช้วิธีการใด แต่หลันเฟิงเชื่อว่าชายชราคงไม่เอาเรื่องนี้มาล้อเล่นแน่

ทว่าการซื้อทรายถงซาหนึ่งชั่งต้องใช้เงินแปดร้อยเหรียญทองขาว จุดนี้กลับเป็นสิ่งที่ยากสำหรับหลันเฟิง

สถานการณ์ของครอบครัวเขายามนี้ไม่สู้ดีนัก หากหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้ หลันเฟิงก็ไม่อาจบุ่มบ่ามไปพูดกับท่านพ่อได้

คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน ยามที่หลันเฟิงตื่นขึ้นมาก็เป็นยามตะวันโด่งฟ้าแล้ว

ขบคิดมาครึ่งคืนก็ยังคิดหาวิธีไม่ออก หลันเฟิงจึงปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก

ประตูไม้ฝั่งตรงข้ามเปิดอยู่ หลันเสียนหลงตื่นนานแล้ว หลังจากที่เขาไปตัดต้นไผ่ด้านหลังบ้านมาสองสามมัด ก็ไปสานตะกร้าไม้ไผ่ในลานต่อ เมื่อได้ยินเสียงผลักประตูห้องของหลันเฟิง ก็หันหน้าไปมองชายหนุ่มที่เดิมออกมาจากห้องอย่างเชื่องช้าแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ปกติเจ้าตื่นแต่เช้านี่ เมื่อคืนนอนดึกหรือ”

หลันเฟิงอ้าปากพะงาบๆ สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับลงไป แล้วตอบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “อือ ข้าไปอุ่นกับข้าวก่อนนะ”

เมื่อเห็นชายหนุ่มมีท่าทีแปลกประหลาดไป การเคลื่อนไหวของหลันเสียนหลงก็หยุดชะงัก

หลังจากผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงก็ตะโกนว่า “ท่านพ่อ มากินข้าวเช้าก่อนเถอะ”

“ได้ ข้าสานตะกร้านี้เสร็จแล้วเดี๋ยวไป” หลันเสียนหลงเพิ่มความเร็วมือทันที

ไม่นานหลันเสียนหลงก็ล้างมือทั้งสองข้าง แล้วมานั่งหลังตรงอยู่หน้าโต๊ะในห้องโถง

“เจ้ามีอะไรอยากคุยกับข้าหรือเปล่า” เห็นหลันเฟิงอ้าปากพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ในที่สุดหลันเสียนหลงก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากถาม

หลันเฟิงมีเรื่องจะพูดจริงๆ แต่เรื่องนี้เขากลับไม่กล้าเอ่ยปาก

ในยามที่เขากัดริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยปากอยู่นั้น ด้านนอกพลันมีเสียงเคาะประตูก้องกังวานดังขึ้น

“เจ้ากินไปก่อน”

หลันเสียนหลงหยัดกายลุกขึ้นเดินไปที่ประตูลานอย่างแช่มช้า มองลอดผ่านช่องประตูไปก็เห็นดวงตาเปล่งประกายสดใสคู่หนึ่ง

ดูเหมือนเขาจะเดาฐานะของผู้มาเยือนออก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านและทุกข์ยากของหลันเสียนหลงพลันปรากฎรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้น

เขาเพิ่งจะเปิดประตูไม้ก็ได้ยินเสียงใสแจ๋วของหญิงสาวดังขึ้น “ท่านลุง เสวี่ยเอ๋อร์เอาขนมโก๋มาให้ท่าน”

หลันเสียนหลงหันหน้าไปมองทางเรือนแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างสนอกสนใจว่า “เอามาให้ข้าจริงหรือ”

หญิงสาวสวมกระโปรงสีเขียวที่ยืนอย่างสดใสอยู่หน้าประตูลาน ชั่วขณะนั้นใบหน้านางพลันแดงระเรื่อ

“เอาล่ะ ลุงรับขนมโก๋แทนได้ ทว่าบางคนจะรับความรู้สึกหรือไม่ ลุงไม่อาจตัดสินใจแทนได้หรอกนะ” หลันเสียนหลงฉีกยิ้มแล้วรับตะกร้ามาจากมือหญิงสาว

เขารู้สึกปลงอนิจจังอยู่ในใจ เด็กหญิงที่เคยตัวเล็กยามนี้กลับเติบโตและสูงเพรียว ส่วนตนนั้นกลับดูแก่ชรา วันเวลาช่างไม่ปรานีผู้ใดจริงๆ

“ไม่เป็นไร ขอแค่ท่านลุงและ…พี่หลันเฟิงชอบก็พอ” รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าของหญิงสาว ดวงตาทั้งสองข้างของหญิงสาวหยีลงเป็นขีดเล็กๆ ราวกับจันทร์เสี้ยวก็ไม่ปาน

เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแว่วมาจากในลาน ดวงตาสีดำสนิทของหลันเฟิงก็เปล่งประกายทันที

ดูเหมือนจะคลี่คลายเรื่องทรายถงซาได้แล้ว

เขาวางตะเกียบทันที ก่อนเดินออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว

มีเงาร่างผอมบางพุ่งเข้ามาในครรลองสายตากะทันหัน ทำให้ใบหน้าดวงน้อยที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มของหญิงสาวแข็งค้าง นางหวาดกลัวจนถอยไปอยู่ด้านข้างตามจิตใต้สำนึก ใช้ประตูไม้ของลานขวางร่างของตนไว้ ดวงหน้าละเอียดอ่อนดังเครื่องเคลือบเผยแววกังวลออกมา

“กลัวเขาทำไม เขาไม่ใช่ปีศาจอสูรกินคนเสียหน่อย เหตุใดต้องกลัว” หลันเสียนหลงไม่ต้องหันกลับไปก็เดาออกว่าเหตุใดหญิงสาวถึงมีท่าทางเช่นนี้ “วางใจเถิด มีท่านลุงอยู่ หากเขากล้าดุเจ้า ลุงไม่ปล่อยเขาไปแน่”

“อย่า…” หญิงสาวรีบเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ

“ทำไม ปวดใจงั้นหรือ” เมื่อเห็นท่าทางร้อนใจของหญิงสาว หลันเสียนหลงก็พูดติดตลก แต่กลับแอบทอดถอนใจอยู่ในใจ “ไม่รู้ว่าเฟิงเอ๋อร์ได้รับพรใดมา คิดไม่ถึงว่าจะมีบุตรสาวจากตระกูลร่ำรวยมาชอบเข้า แม้ว่าพลังยุทธ์จะไม่เหลือแล้ว หน้าตาก็เสียโฉม เด็กสาวคนนี้ก็ไม่ยอมลดละ หากเด็กคนนี้กลายมาเป็นสะใภ้ของตนก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ จะกลัวก็แต่เฟิงเอ๋อร์จะไม่ยอมน่ะสิ!”

นิสัยด้านอื่นของเขา หลันเฟิงไม่ได้รับถ่ายทอดมาเลยสักนิด แต่นิสัยดื้อรั้นนั้น หลันเฟิงเหนือกว่าเขามาก

สำหรับเด็กที่มีความคิดเป็นของตนเองอย่างสุดโต่งนั้น หลันเสียนหลงทั้งปลื้มใจและปวดหัว

จากมุมมองของเขา หยางเสวี่ยเป็นถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลหยาง เรียกได้ว่าเป็นทายาทสายตรง ประกอบกับรูปโฉมงดงามและนิสัยดี แม้บุตรชายของเขาจะไม่สูญเสียพลังยุทธ์และไม่เสียโฉม แม้เขาจะไม่สูญเสียพลังยุทธ์ที่พึ่งพามาตลอดชีวิตไป แต่การที่บุตรชายของเขาจะได้แต่งงานกับบุตรสาวของผู้นำตระกูลก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอื้อมแล้ว

น่าเสียดายที่หลันเฟิงต่อต้านสิ่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเขาไปเอาความคิดแปลกๆ นี้มาจากไหน เขาบอกว่าลูกพี่ลูกน้องกันไม่อาจแต่งงานกันได้ มิเช่นนั้นบุตรที่ถือกำเนิดมาในอนาคตจะมีรูปร่างผิดปกติ และยังเอาความคิดแปลกๆ นี้มาเป็นเหตุผล ทำให้หลันเสียนหลงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนทุบตีเขามาหลายครั้งแล้ว

แต่เมื่อทำอะไรหลันเฟิงไม่ได้ เขาจึงไม่สนใจแล้ว ปล่อยให้เรื่องราวมันเป็นไปตามธรรมชาติ

“ท่านพ่อ” ข้างหูมีเสียงเสียดแก้วหูราวกับเสียงลับหินทรายก็ไม่ปานดังขึ้น

หลันเสียนหลงได้สติกลับคืนมา จากนั้นก็โบกมือส่งเดชพลางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “แม่หนูเสวี่ยมาหาเจ้าอีกแล้ว”

เขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันกายกลับเดินกลับเรือน ปากก็ส่งเสียงจนปัญญาออกมาว่า “ช่างเถอะ เรื่องของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จัดการเองแล้วกัน ข้าไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว”

หลันเฟิงใช้สายตาส่งหลันเสียนหลงเข้าไปในเรือน ก่อนหันกลับมาอย่างแช่มช้า สายตาตกอยู่บนเรือนร่างของหญิงสาว

ดวงตาของหญิงสาวหลุกหลิกไปมา ไม่กล้าสบตากับหลันเฟิง ใบหน้าดวงน้อยดูตึงเครียด นิ้วกุมชายเสื้อแน่น ไม่ยอมพูดจา

นางเตรียมใจโดนหลันเฟิงดุแล้ว เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

หลันเฟิงจ้องใบหน้าหมดจดของหญิงสาวเขม็ง ก่อนจะเหม่อลอยไปเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ สามปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยมองเด็กสาวคนนี้ดีๆ สักที คิดไม่ถึงว่าดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบานจะมีหน้าตาที่งดงามเช่นนี้ ราวกับบัวหิมะที่กำลังเบ่งบานอย่างไรอย่างนั้น

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...