โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การติดต่อระหว่างราชสำนักอยุธยา กับ “อังกฤษ” ที่เรืองอำนาจอยู่ในอินเดีย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 มิ.ย. 2567 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. 2567 เวลา 05.56 น.
(ซ้าย) สำนักงานใหญ่บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษที่กรุงลอนดอน (ขวา) กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2209) วาดโดยบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ความสัมพันธ์ ระหว่าง “อังกฤษ” กับ “อยุธยา” เป็นความรับรู้ที่ค่อนข้างเลือนลางในประวัติศาสตร์ไทย เพราะหากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับชาติตะวันตกในยุคนั้น เรามักจะพบเรื่องราวของอยุธยากับฝรั่งเศส โปรตุเกส หรือฮอลันดา (เนเธอแลนด์) เป็นส่วนใหญ่

ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอยุธยา คือการติดต่อทางการค้าระหว่าง บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ(EIC) กับราชสำนักอยุธยาในกำกับดูแลของกรมพระคลังสินค้า

ตั้งแต่สมัยกลางถึงปลายกรุงศรีอยุธยา อังกฤษสามารถลงหลักปักฐานด้วยการตั้งสถานีการค้าในอนุทวีปและเริ่มขยายอำนาจในบริเวณโดยรอบสถานีการค้าของพวกเขา คือ มัทราสกับเบงกอล แต่ยังไม่เริ่มการยึดครองอินเดียในฐานะอาณานิคม กระนั้น อิทธิพลของอังกฤษในอินเดียอยู่ในการรับรู้ของราชสำนักอยุธยาเป็นอย่างดี และพระเจ้าแผ่นดินสยามเองก็พร้อมที่จะติดต่อกับชาวอังกฤษ ซึ่งมองหาคู่ค้าในเอเชียอย่างกระตือรือร้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอังกฤษกับอยุธยาเริ่มขึ้นเมื่อพ่อค้าของ EIC มาเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ครองราชย์ พ.ศ. 2154-2171) เพื่อถวายพระราชสาส์นแสดงความเป็นไมตรีจากพระเจ้าเจมส์ที่ 1(James I) ในฐานะ “กษัตริย์แห่งเกรทบริเตน ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส”

ในกาลนั้น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ ให้ชาวอังกฤษเปิดสถานีการค้าในอยุธยา และยังทรงซื้อสินค้าจำนวนหนึ่งที่พวกเขานำเข้ามาด้วย แต่ดูเหมือนว่าผลกำไรจากการค้าขายกับสยามไม่เป็นที่พึงพอใจพวกอังกฤษนัก จนพวกเขาพบว่าราชอาณาจักรแห่งนี้มีข้อดีคือลู่ทางติดต่อการค้าอันยอดเยี่ยมกับชาวญี่ปุ่น อังกฤษจึงหันเหความสนใจจากอยุธยาไปหาญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนความสนใจครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพยายามของอังกฤษที่จะส่งเรือพร้อมสินค้าจากฝั่งโคโรมันเดล ทางใต้ฝั่งตะวันออกของอินเดีย มากระตุ้นการค้าในสยาม ได้ถูกขัดขวางโดยกองเรือในอาณัติบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (ฮอลันดา) หรือ VOC

ด้วยเหตุนี้ ค.ศ. 1623 (พ.ศ. 2166) อังกฤษตัดสินใจปิดสถานีการค้าในอยุธยา แต่ก่อนจะออกจากสยาม พวกเขายังพยายามแสดงความเป็นมิตรต่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมด้วยการถวายบรรณาการในนามของกษัตริย์แห่งอังกฤษ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่อังกฤษใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการติดต่อกับอยุธยา

แต่ปลายทศวรรษ 1650 การรุกรานเมืองละแวกโดยอันนัม (ญวน) ทำให้ EIC ต้องปิดสถานีการค้าในกัมพูชาแล้วกลับมายังอยุธยาอีกครั้ง พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระองค์พระราชทานสาส์นเชิญบริษัทอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสุรัต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ให้กลับเข้ามาค้าขายในสยามอีกครั้ง อังกฤษจึงตัดสินใจจัดการการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรงกับอยุธยาจากสถานีการค้าที่มัทราส ณ ชายฝั่งโคโรมันเดลในอินเดีย

การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอังกฤษของสมเด็จพระนารายณ์ฯ อาจอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามที่จะดึงอังกฤษเข้ามาคานอำนาจกับฮอลันดาที่กำลังมีอิทธิพลเพิ่มสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริงอิทธิพลของฮอลันดา ตอนนั้นไม่น่าทำให้อยุธยาต้องกังวล และสมเด็จพระนารายณ์ฯ เองมีความสนพระทัยที่จะค้าขายกับอินเดียอยู่แล้ว พระองค์จึงติดต่อกับอังกฤษซึ่งเรืองอำนาจอยู่ในอินเดียนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเจริญสัมพันธ์ทางการค้าอีกครั้งไม่ได้สร้างผลกำไรอย่างที่บริษัทอังกฤษต้องการเช่นเคย ทั้งยังเกิดกรณีร้าวฉานที่ลุกลามเป็นข้อพิพาทขนานใหญ่ ระหว่างพวกเขากับข้าหลวงชาวอังกฤษเหมือนกันที่มะริด (ส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในเวลานั้น) แต่เป็นพรรคพวกของออกญาวิชาเยนทร์ (ฟอลคอน) ความขัดแย้งคราวนั้นทำให้สมเด็จพระนารายณ์ฯ ถึงขั้นประกาศสงครามกับบริษัทอังกฤษ และขับไล่ชาวอังกฤษออกจากราชอาณาจักรสยาม เมื่อ ค.ศ. 1687 (พ.ศ. 2230)

หลังการประกาศสงครามสยาม-อังกฤษ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยสู้ดีไปอีกร่วมทศวรรษ กระนั้นราชสำนักอยุธยาหลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ยังให้ความสนใจและต้องการสินค้าจากอินเดียอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งทอ จึงพยายามจัดหาสินค้าประเภทนี้ผ่านหลายช่องทาง ทั้งการติดต่อกับพ่อค้าเอกชนชาวอังกฤษ พ่อค้ามุสลิมในอินเดีย และผ่าน VOC ของฮอลันดา

ผู้บริหาร EIC พยายามหลีกเลี่ยงการกลับมาลงตลาดสยาม ขณะเดียวกัน เรือสินค้าสยามก็พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มัทราส กระทั่งถึงสมัยข้าหลวงใหญ่ โธมัส พิตต์(Thomas Pitt) คือระหว่าง ค.ศ. 1699-1709 (พ.ศ. 2241-2252) มีสัญญาณว่าอังกฤษอยากติดต่อกับสยามอีกครั้ง ด้วยการแสดงความกังวลเกี่ยวกับกรณีการปล้นเรือสยามต่อทูตสยามที่พำนักอยูที่ ซาน โตเม (San Thome) ทางใต้ของอินเดีย

ค.ศ. 1705 (พ.ศ. 2248) พิตต์ส่งสาส์นมายัง สมเด็จพระเจ้าเสือเพื่อแสดงความเคารพ และขอให้เรือสยามกลับไปเทียบท่าที่มัทราส แต่คำขอของข้าหลวงอังกฤษไม่ได้รับการตอบกลับ อาจเป็นเพราะจดหมายของเขารวมเรื่องการทวงหนี้ที่ทูตไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เคยยืมเงินอังกฤษเพื่อเดินทางไปเปอร์เซีย

จากเอกสารฮอลันดาทำให้เราทราบว่า สมเด็จพระเจ้าเสือทรงพยายามติดต่อกับอังกฤษ ใน ค.ศ. 1706 (พ.ศ. 2249) เอกสารยังระบุว่า อังกฤษเรียกร้องให้สยามชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาทสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แต่ราชสำนักอยุธยาทำหูทวนลม ไม่ตอบสนองใด ๆ

แม้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษจะไม่กลับเข้ามาเปิดสถานีการค้าในสยามอีก แต่พวกพ่อค้าเอกชนชาวอังกฤษ รวมถึงบรรดาลูกจ้างของบริษัทยังคงเข้ามาค้าขายในรูปแบบของการค้าส่วนตัว และพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้สำเร็จราชการอังกฤษในอินเดียกับราชสำนักอยุธยา

ในที่สุด ค.ศ. 1762 (พ.ศ. 2305) ข้าหลวงอังกฤษที่มัทราสก็ส่งสาส์นมายังราชสำนักอยุธยา เพื่อขออนุญาตเปิดสถานีการค้าที่มะริด โดยสัญญาว่าจะส่งผ้าลินินมาขายให้ราชสำนักอยุธยาในราคาเท่ากับที่ VOC ของฮอลันดาขาย

แม้แต่ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์รัชกาลสุดท้ายของอยุธยา อังกฤษยังพยายามกลับมาสร้างอิทธิพลในราชสำนักอยุธยาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า สายของพวกฮอลันดารายงานว่า ในขณะที่ VOC กำลังมีข้อพิพาทกับราชสำนักอยุธยา กรณีฝ่ายฮอลันดาไม่ยอมปฏิบัติตามธรรมเนียมระหว่างกรมพระคลังกับบริษัทฯ คือ การจ่ายเงินค่าตอบแทนการทำงานประจำปีให้แก่เจ้าหน้าที่กรมพระคลังสินค้า ปรากฏว่า “พวกขุนนางแขกมัวร์” ในราชสำนักอยุธยา พยายามรบเร้าให้ออกญาพระคลังเรียกร้องเงินดังกล่าว

พวกฮอลันดาเชื่อว่า การกระทำของขุนนางแขกมัวร์มีจุดประสงค์แอบแฝง เพื่อบ่อนทำลายสถานะของฮอลันดาในสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินสยามและขุนนางทั้งหลาย เพื่อเปิดทางสู่ตลาดสยามให้พันธมิตรของพวกเขา คือ พ่อค้าอังกฤษ ผ่านบุคคลชื่อ มิสเตอร์เอลเลียส(Mr. Ellias) แห่งสุรัต นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการวางหมากของฝ่ายอังกฤษในราชสำนักอยุธยา

แต่พัฒนาการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก เมื่อกองทัพพม่าเริ่มรุกรานอยุธยาตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 1765 (พ.ศ. 2308) ซึ่งส่งผลให้ชาวยุโรปชาติต่าง ๆ เริ่มถอนตัวออกจากอยุธยา ราชอาณาจักรสยามสลายตัวและย้ายศูนย์มาอยู่ที่กรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ ตามลำดับ ส่วนบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ก็ค่อย ๆ ครอบครองอินเดียทั้งหมดในนามบริติชราช

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภาวรรณ เรืองศิลป์; รศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ บรรณาธิการ. (2558). ในยุคอวสาน กรุงศรีฯ ไม่เคยเสื่อม.กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 เมษายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การติดต่อระหว่างราชสำนักอยุธยา กับ “อังกฤษ” ที่เรืองอำนาจอยู่ในอินเดีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...