โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แบงก์ชาติญี่ปุ่น ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี สิ้นสุดดอกเบี้ย "ติดลบ"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. 2567 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2567 เวลา 13.09 น.

ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี มาอยู่ที่ 0.0-0.1% สิ้นสุดดอกเบี้ยติดลบ พร้อมประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ศูนย์วิจัยกสิกรฯมองเป็นจุดตั้งต้นให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเดินหน้าเติบโตได้โดยไม่ต้องมีนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า การประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อ 19 มีนาคม 2567 มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (7-2) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 17 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2550 จากระดับ -0.1% มาอยู่ที่ระดับ 0-0.1% พร้อมทั้งประกาศยุติมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (yield curve control) และยุติการเข้าซื้อกองทุน ETFs และ REITs แต่ยังคงรักษาระดับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นไว้ในปริมาณใกล้เคียงเดิม

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดดอกเบี้ย “ติดลบ” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2559 และถือเป็นการกลับทิศนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก (ultra loose monetary policy) ที่ดำเนินมายาวนาน อย่างไรก็ดี จากถ้อยแถลงของ BOJ สะท้อนว่า BOJ จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ และจะไม่ได้ปรับทิศนโยบายการเงินมาเป็นแบบตึงตัวดังเช่นในสหรัฐและยุโรป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2567 ที่ 5.28% สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี เป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจของธนาคารญี่ปุ่น ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นจะสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ BOJ มานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ BOJ ก็ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษในช่วงที่ผ่านมา โดยย้ำว่าผลของการเจรจาค่าจ้างในปีนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสาคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ BOJ ซึ่งหลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ร้องขอให้ภาคเอกชนปรับขึ้นอัตราค่าจ้างให้แก่พนักงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยล่าสุด การเจรจาอัตราค่าจ้างประจำปีของสภาสหภาพการค้าญี่ปุ่น (Rengo) ซึ่งเป็นองค์กรด้านแรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีผลทำให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างโดยเฉลี่ยที่ 5.28% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างที่สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ส่งผลให้คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2567 จะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.3%

ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (yield curve control) และประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี มาอยู่ที่ 0.0-0.1%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับทิศนโยบายการเงินของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นการส่งสัญญาณการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ และเป็นจุดตั้งต้นให้การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเดินหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องมีนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก

คอยประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมายาวนาน ทั้งประชากรสูงวัย การต่อยอดอุตสาหกรรมในเทคโนโลยีในอนาคต บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรทั้งในปัจจุบันและอนาคต (zombie firms) ที่มีอยู่มาก ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีผลต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า

ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่สูงกว่า 260% ของ GDP ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นข้อจำกัดของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มผ่อนคลายอยู่ แม้มีความเป็นไปได้ที่ BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีนี้

ทั้งนี้ จากถ้อยแถลงของ BOJ ที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย (Dovish) โดยระบุว่า BOJ จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ ส่งผลให้หลังจากการประชุม ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงราว 0.5% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ที่ระดับ 149.9 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เข้าใกล้ระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว -3 bps มาอยู่ที่ 0.74% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น Nikkei ตอบรับในเชิงบวกหลังการประกาศผลการประชุม โดยปรับเพิ่มขึ้น 285.59 จุด หรือ 0.72% สู่ระดับ 39,908.17 จุด เทียบกับเปิดตลาดที่ 39,622.58 จุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์ชาติญี่ปุ่น ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี สิ้นสุดดอกเบี้ย “ติดลบ”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...