โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อยาก “ปลดหนี้” ต้องอ่าน! “ธปท.” ออกมาตรการ ลุกแก้ “หนี้” เรื้อรัง หั่นดอกเบี้ยเหลือ 15%

Media Tank

เผยแพร่ 13 มี.ค. 2567 เวลา 09.27 น.
Media Tank

“ธปท.” ออกมาตรการ “แก้หนี้” เรื้อรัง เริ่ม 1 เมษายน 2567 นี้ จับกลุ่ม“บัตรกดเงินสด” จ่าย “หนี้” ขั้นต่ำ หั่นดอกเบี้ยเหลือ 15% พร้อมปูพรม “แบงก์” กวาดลูกค้าเข้ามาตรการให้หมด

นางสาวอรมนต์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ“ธปท.” เปิดเผยว่า ตามที่ “ธปท.” ได้ออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นการยกระดับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน จากการขอความร่วมมือ เป็นกำหนดให้สถาบันการเงินต้องดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรังให้ปิดจบหนี้ได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 “ลูกหนี้” ที่เข้าข่ายเป็น “หนี้” เรื้อรัง (Persistent Debt : PD) ที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะได้รับความช่วยเหลือให้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และลดภาระดอกเบี้ย โดยลูกหนี้ที่เข้าข่ายเรื้อรัง คือ ลูกหนี้ “สินเชื่อ” ส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ประเภทวงเงินหมุนเวียน เช่น บัตรกดเงินสด (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล และบัตรเครดิต) ที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และชำระดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นที่ชำระมาทั้งหมดเป็นระยะเวลานาน

โดยแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

  • ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาหนี้เรื้อรัง (General PD) คือ ลูกหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นรวมมาแล้ว 3 ปี แต่ไม่ถึง 5 ปี โดยลูกหนี้จะได้รับการแจ้งเตือน เพื่อกระตุกพฤติกรรมให้จ่ายชำระหนี้เพิ่มเติม และพิจารณาขอความช่วยเหลือให้สามารถปิดจบหนี้เร็วขึ้นได้

  • ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เรื้อรัง (Severe PD) คือ ลูกหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นรวม มาแล้ว 5 ปี และมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 2 หมื่นบาท สำหรับลูกหนี้สถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือน้อยกว่า 1 หมื่นบาท สำหรับลูกหนี้นอนแบงก์ โดยลูกหนี้จะได้รับการแจ้งเตือน และสมัครใจเข้าร่วมมาตรการปิดจบหนี้เรื้อรัง (opt-in) ด้วยการเปลี่ยนประเภทสินเชื่อเป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระเป็นงวด (Installment Loan) ให้ปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่เกิน 15% ต่อปี โดยลูกหนี้จะต้องปิดวงเงินสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการ เพื่อให้ปิดจบหนี้ภายใต้มาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการรายงานประวัติข้อมูลเครดิตว่าได้เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวด้วย

ยังไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายว่าจะมีลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการจริง ๆ เท่าไหร่ แต่ก็ยอมรับว่าประเด็นที่ลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการจะต้องปิดวงเงินสินเชื่อก่อน อาจจะทำให้มีจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมการปิดจบหนี้เรื้อรังไม่มากนัก แต่ก็เป็นความชัดเจนว่า การปิดวงเงินสินเชื่อจะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ทำได้อย่างจริงจัง ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ และเป็นการช่วยไม่ให้ลูกหนี้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นระหว่างที่ดำเนินการแก้ไขอยู่ ส่วนลูกหนี้ที่มีการเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว จะไม่สามารถเข้าโครงการแก้หนี้เรื้อรังได้ นั่นเพราะการปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้ลูกหนี้มีวันปิดจบหนี้ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนลูกหนี้กลุ่มอื่น ๆ ที่มีปัญหาในการชำระหนี้นั้น สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้เกณฑ์ Responsible Lending หรือแนวทางอื่น ๆ ภายใต้การแก้หนี้อย่างยั่งยืนของ ธปท. “นางสาวอรมนต์” กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินการนั้น ลูกหนี้ทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการแจ้งเตือนเป็นรายบัญชี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 ปี ผ่านช่องทางที่ได้ตกลงไว้กับเจ้าหนี้อย่างน้อย 1 ช่องทาง เช่น จดหมาย อีเมล์ เอสเอ็มเอส mobile application เพื่อกระตุ้นให้จ่ายชำระหนี้เพิ่มขึ้น ตลอดจนสมัครเข้าร่วมมาตรการปิดจบหนี้เรื้อรัง หากลูกหนี้ต้องการทราบสถานะของตัวเอง สามารถติดต่อสาขา หรือ Call Center ของผู้ให้บริการเพื่อตรวจสอบสถานะและสอบถามรายละเอียดการเข้าร่วมมาตรการแก้หนี้เรื้อรังได้

นางสาวอรมนต์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา “ธปท.” ได้มีการเข้าไปหารือพูดคุยกับสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มทางธุรกิจการเงิน รวมถึงนอนแบงก์เกี่ยวกับการดำเนินมาตราการปิดจบหนี้เรื้อรังดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาจจะต้องยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากดอกเบี้ยของผู้ให้บริการบ้างในช่วงแรก หรือในระยะสั้น แต่ยืนยันว่าไม่ได้กระทบจนส่งผลต่อธุรกิจของผู้ให้บริการจนไปต่อไม่ไหวอย่างแน่นอน แต่ในระยะยาวมาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีกับผู้ให้บริการมากกว่า

อย่างไรก็ดี “ธปท.” จะกำกับดูแลผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด โดยภายในเดือน มี.ค. 2567 ธปท. จะเข้าตรวจสอบปูพรมผู้ให้บริการผ่านการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (ongoing supervision) เช่น สุ่มตรวจการปรับโครงสร้างหนี้ ว่าผู้ให้บริการได้เข้าช่วยเหลือแก้หนี้จริง รวมถึงคุณภาพของการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การให้ข้อมูลการปรับโครงสร้างหนี้อย่างครบถ้วน ตรวจสอบการดำเนินการตามมาตรการปิดจบหนี้เรื้อรัง ทั้งเรื่องการแจ้งเตือนลูกหนี้ และติดตามตัวเลขการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรังอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของการคิดค่าธรรมเสนียม เช่น prepayment fee โดยหาก ธปท. ตรวจสอบพบประเด็นสำคัญ จะสั่งการให้ผู้ให้บริการแก้ไขทันที และจะพิจารณาบทลงโทษที่เหมาะสมต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...