โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

30 ปี ‘โทษฐานที่รู้จักกัน’ : ความขำขันบนความหงุดหงิดจากหนังสือ สู่ราชันย์เดี่ยวไมโครโฟน

The101.world

อัพเดต 12 ก.พ. 2567 เวลา 22.31 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2567 เวลา 00.30 น. • The 101 World

ทศวรรษ 2530 เป็นยุคทองของสื่อมวลชนไทย เช่นเดียวกับเศรษฐกิจที่พองโตจนเป็นกลายเป็นฟองสบู่ซึ่งบั้นปลายของมันคือวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อต้นทศวรรษ 2540 ท่ามกลางรายการบันเทิงหลากหลายรายการ รายการตลกของคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางที่มีคนเรียกว่า ‘ตลกปัญญาชน’ ได้เติบโตขึ้นมา จากรายการแบบ ‘เพชฌฆาตความเครียด’ โดยเหล่า ‘ซูโม่สำอางค์’ ศิษย์เก่าจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วงทศวรรษ 2520 สู่ วิกศูนย์เจ็ด และ ยุทธการขยับเหงือก ในต้นทศวรรษ 2530 รายการตลกเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายในวงการบันเทิง และยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับตลกอีกแบบ นั่นคือ ตลกคาเฟ่ ที่เล่นแบบหยาบๆ คายๆ ด้วยมุกสัปดนทั้งหลาย ที่สำคัญ ที่ทางของพวกเขาอยู่ใน ‘คาเฟ่’ ที่ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมที่จะถูก ‘กบว.’ เซ็นเซอร์ทางโทรทัศน์

ห้วงเวลานี้ ถือว่าเป็นยุคที่ตลกคาเฟ่รุ่งเรือง ปลายทศวรรษ 2530 นอกจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้ว ยังนับเป็นยุคทองของความบันเทิงของตลกอีกด้วย นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ถึงกับอุทิศเรื่องบนหน้าปกในธีม ยุค(เงิน)ทองของตลก ในเดือนกรกฎาคม 2539 นอกเหนือจากพื้นที่ทำมาหากินในสถานบันเทิงที่เรียกว่า ‘คาเฟ่’ กลางกรุงแล้ว นักแสดงตลกก็เริ่มมีการชิมลางในพื้นที่ใหม่อย่างโทรทัศน์อันเป็นสื่อที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ โน้ต เชิญยิ้มที่เข้าไปเป็นโปรดิวเซอร์รายการ ขบวนการจี้เส้น ของเจเอสแอลที่ออกอากาศช่อง 7[1] บทความล่าสุดของของอิทธิเดช พระเพ็ชรได้อภิปรายถึงความเฟื่องฟูและการปรับตัวของตลกคาเฟ่ในรอยต่อของยุคฟองสบู่และยุคทองได้อย่างน่าสนใจ[2] ได้มีความพยายามเปรียบเทียบกันอยู่เสมอระหว่างตลกคาเฟ่ กับ ตลกปัญญาชน เห็นได้จากบทความในปี 2539[3] ที่บนหน้าเป็นภาพกราฟิกตัดแปะทั้งนักแสดงตลกคาเฟ่ และตลกปัญญาชน เราเห็นใบหน้าของโน้ต เชิญยิ้ม อยู่ไม่ไกลกับ โน้ต อุดม แต้พานิช

ความเฟื่องฟูของตลกยังมากับข้อสังเกตว่า มันมาพร้อมกับความตึงเครียดในสังคมไทยที่สูงขึ้นด้วยหรือไม่ ในช่วงฟองสบู่มีรายการวิทยุอย่าง Radio No Problem หรือ รายการโทรทัศน์บ้านเลขที่ 5 กระทั่งเคเบิ้ลทีวีก็มี ONLY THE LONELY ที่เน้นให้ผู้ชมผู้ฟังทางบ้านโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายมาเล่าปัญหาและปรึกษาปัญหาชีวิต อย่างรายการแรกก็มีสโลแกนว่า “ทุกปัญหาที่นี่…มีคำตอบ” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคนโทรศัพท์เข้ามาในรายการเยอะมาก ปรึกษาตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างมดเข้าบ้าน จนถึงหญิงสาวหนีออกจากบ้าน ปัญหาโรคเอดส์ หรือ ประเด็น ‘ตุ๊ด ทอม ดี้’ ขณะที่รายการบ้านเลขที่ 5 จะเปิดเวลาให้ 10 นาที โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยแก้ไขปัญหาที่โทรศัพท์เข้ามาหรือมีจดหมายเข้ามาซึ่งมักจะเป็นความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เนื่องจากว่าคนมีปัญหามักไม่ปรึกษาคนใกล้ตัวเพราะเกรงว่าจะถูกซ้ำเติม[4]

ยุทธการขยับเหงือก เป็นรายการตลกบันเทิงที่เติบโตมาพร้อมกับฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ ชื่อของรายการล้อเลียนกับแวดวงทหาร อย่าลืมว่า ต้องรอให้ถึงพฤษภาทมิฬ 2535 เสียก่อน ทหารจึงถูกลดบทบาทและกลับเข้ากรมกองไป ยุคสมัยดังกล่าวจึงเป็นยุคที่ทหารยังครองเมือง หากเพชฌฆาตความเครียด ตัวละครแต่ละตัวจะถูกนำหน้าชื่อด้วย ‘ซูโม่’ รายการนี้จะนำหน้าชื่อด้วย ‘เสนา’ ลายเซ็นของรายการคือ นำแขกรับเชิญมาแกล้งในนาม ‘หักหลัง’

‘เสนาโน้ต’ อุดม แต้พานิช คือเสนารุ่นหลังที่เข้ามาเป็นสมาชิกของรายการราวปี 2536 แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะมีบทบาทเบื้องหลังนิตยสาร ไปยาลใหญ่ ทำโน่นทำนี่ แต่เขาก็ยังไม่ ‘แมส’ เท่ากับการแจ้งเกิดในรายการนี้ อย่างไรก็ตาม อุดมก็ถอยฉากจากรายการไปก่อนรายการจะปิดตัวลงอยู่พอสมควร[5]

ก่อนเขาจะลาออกไปก็ได้ริเริ่มทดลองการแสดงละครเวทีอย่าง สามอันฮ่า กับ เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย และสังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม ช่วงเดือนเมษายน 2537 แม้จะโฆษณาว่าเป็นละครเวทีแต่ก็มีการแสดงอื่นๆ แทรกอยู่ เช่น ละครใบ้ มายากล ดนตรี และบทกวี การแสดงเป็นการยำรวมเอาความต้องการของแต่ละคนที่ต้องการเสนออกมา ตัวโน้ตเองก็ระบุว่า “ใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากทำโปสเตอร์ที่อ่านยากๆ เอาไปแปะคนก็งงนี่คืออะไร ดูแล้วไม่รู้เรื่อง แล้วก็ด่าคนทำ เราก็มีความสุขแล้ว” นี่จึงเป็นบททดลองแรกๆ ก่อนที่เขาจะออกมาเดี่ยวไมโครโฟนในอีกหนึ่งปีต่อมา[6]

ในเวลาไม่นาน อุดมก็ค่อยๆ เผยว่าอาจจะลาวงการบันเทิงในอีกไม่นานโดยเหตุผลก็คือ อยากดูแลมารดา อยากจะจากไปตอนยังมีชื่อเสียงให้ผู้คนยังจดจำได้ซึ่งอาจจะไปทำงานเบื้องหลังอย่างทำละครโทรทัศน์ หรือพิธีกรรายการวาไรตี้สำหรับวัยรุ่น ซึ่งขณะนี้เขากำลังเก็บเงินซื้อบ้านอยู่ด้วย[7]

โทษฐานที่รู้จักกัน: ภาพตัดแปะของการหยอกล้อและความหงุดหงิด น่ารำคาญ

ผลงานเขียนชิ้นแรกของอุดมในปี 2537 ที่ชื่อออกแนวล้อเลียนภาษากฎหมายว่า โทษฐานที่รู้จักกัน นับเป็นงานแนวเบาสมอง มีอารมณ์ขัน หนังสือเล่มนี้ถูกวางขายในขณะที่ผู้คนยังจดจำเขาในภาพ ‘เสนาโน้ต’ แห่งยุทธการขยับเหงือกอยู่ แม้ใน ‘คำนำรุ่นพี่คนเขียน’ ก็มีชื่อของโปรดิวเซอร์ของรายการตลกนั้นอยู่ เช่นเดียวกับวัชระ แวววุฒินันท์ หรือเจ้าของนามปากกา ปินดา โสพิยะ ผู้เขียน ว้าวุ่น นิยายขายดีที่เล่าเรื่องของเหล่านิสิต สถาปัตย์ จุฬาฯ ซึ่งมีบทบาทในบริษัทเจเอสแอลช่วงนั้น

แต่เงางานเขียนของอุดมออกจะมาจากสำนักศิษย์สะดือที่เขาเคยสังกัด ซึ่งมีผลงานอย่างนิตยสาร ไปยาลใหญ่ ศุ บุญเลี้ยง ที่เป็นอดีตหัวเรือใหญ่สำนักศิษย์สะดือก็เป็นคนเขียนคำนำรุ่นพี่ให้เช่นกัน ภายในประกอบด้วยเรื่องสั้น 12 เรื่องและบทกลอนอีก 5 บทที่แทรกอยู่ภายใน เรื่องราวที่เขาเล่าเป็นการเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวที่ฟังมาจากแม่ เพื่อน พี่ เป็นวัตถุดิบ เพื่อกลั่นออกมาเป็นสไตล์ของเขาเอง

การเล่าใช้ความสังเกตในการจับเรื่องชีวิตประจำวันมาล้อเลียน หรือการใช้พล็อตที่หักมุม และการบิดรูปคำและประโยคที่ผิดแปร่งไปจากเดิมที่ทำให้ผู้อื่นสะดุด ราวกับอ่านวลีสำหรับงานโฆษณาที่ฉีกแนว แหวกขนบการเขียนแบบเป็นทางการที่น่าเบื่อและซ้ำซาก

ท่าทีของอุดมจึงสะท้อนโลกของพาณิชย์ศิลป์ที่อยู่ในรูปแบบของงานเขียน ในช่วงเวลาที่คนไทยอยู่กับข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าอย่างรวดเร็วในยุคที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน การใช้สำนวนโฆษณาที่เอามาปรับเปลี่ยนและกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนสะท้อนวัฒนธรรมการเสพสื่อของคนยุคนั้น ไม่ว่าจะทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ มุกตลกของเขาจึงสัมพันธ์กับการโฆษณาสินค้าที่รุ่งเรืองและถูกเผยแพร่ซ้ำไปซ้ำมาจนคนจำได้ติดหูติดตา และถูกนำมาล้อเลียนหรือบิดปรับแต่งถ้อยคำเช่น “เล็กๆ มิต้าไม่ ใหญ่ๆ นูต้าทำ” [8] “ไม่หวั่นแม้วันเมามาก” [9] การเล่นมุกของเขายังสัมพันธ์กับการอ้างถึงชื่อสินค้าและบริการต่างๆ เช่น แหนมป้าย่น[10] ยาคูลท์[11] เซเว่น[12] ก๋วยเตี๋ยวนายฮั่ง[13] แจนซุปไก่ [14] ฯลฯ

ในอีกฝั่ง รัฐราชการเองก็ยังคงทรงพลังอยู่ ในระบบราชการ ข้าราชการยังมีอำนาจสูง นายกรัฐมนตรีอย่างชวน หลีกภัย (2535-2538, 2540-2544) ยังมีฉายาว่า ‘ปลัดประเทศ’ เราจึงเจอการพูดถึงเบาๆ ในระดับผู้มีอำนาจอย่างรัฐ เขาได้กล่าวถึงคำอย่าง “รัฐบาลชุดนั้น” [15] พูดถึง “เลือกตั้งซ่อม” [16] เล่นสำนวน “รอหนังสืออนุมัติจากแม่” [17] แซว “อธิบดีกรมอาหารและยา” [18] (อันที่จริงอาหารและยาเป็นเพียงระดับคณะกรรมการเท่านั้น ไม่ได้ถึงระดับกรม) กับอำนาจสีเทาอย่าง ‘เจ้าพ่อ’ ก็ไม่พ้นไปจากการกล่าวถึง แม้ว่าจะเป็นการกล่าวถึงแบบเล่นคำ ที่หมายถึง ‘เจ้าพ่อ’ แบบเจ้าป่าเจ้าเขา แต่ก็สะท้อนอำนาจและอิทธิพลของคนเหล่านั้นในช่วงทศวรรษ 2530 ได้เป็นอย่างดี

โดยผิวเผินแล้วในโทษฐานที่รู้จักกัน ก็เป็นงานเขียนสไตล์จิกกัดผู้คนโดยเลือกสถานการณ์ต่างๆ ที่ใกล้ตัวผู้อ่าน (เช่นเดียวกับการเดี่ยวไมโครโฟน) ในด้านหนึ่งก็คือแสดงอารมณ์ขันหยอกล้อ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็แสดงความน่ารำคาญใจกับบางเรื่องไปด้วย หากใช้วลีของกฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจจะกล่าวได้ว่า นั่นคือยุคแห่ง “ความรู้สึกน่ารำคาญของชนชั้นกลางไทย” [19] ที่ขยายตัวตั้งแต่ทศวรรษ 2520 ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับรัฐ และทุนที่ส่งเสียงดังอย่างอื้ออึงก่อนเศรษฐกิจจะพังทลายในไม่อีกกี่ปีต่อมา

เรื่องสั้นตอน ‘โคตรหงุดหงิดของผม’ ได้แสดงให้เห็นยุคสมัยแห่งความน่ารำคาญได้เป็นอย่างดีทีเดียว เรื่องสั้นชื่อว่า ‘สาวยาคู้ไขปัญหา’ ที่มีถึง 2 ตอน แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆ ของคนรุ่นใหม่ที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอันน่าหงุดหงิดรำคาญ ตั้งแต่เรื่องเรือนร่าง ความงามที่เป็นส่วนตัว สินค้าที่ไม่ได้ออกแบบมาตอบโจทย์ผู้ใช้ และความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อลูกหลาน

สำหรับตัวละครที่เขากล่าวถึง มักเป็นผู้คนที่เขาพบปะกันในวันธรรมดา วินมอเตอร์ไซค์ถูกกล่าวถึงมากที่สุด อาจเพราะเป็นคนธรรมดาที่มีบทสำคัญมากในกรุงเทพฯ มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นฟีดเดอร์ที่สำคัญ รับส่งคนซอกแซกไปตามท้องถนนยามเมื่อรถติด และไม่เพียงส่งคนอย่างเดียวแต่ยังเป็นเมสเซนเจอร์ส่งของจากออฟฟิศหนึ่งไปยังอีกออฟฟิศหนึ่งอีกด้วย

อีกตัวละครก็คือผู้หญิงที่ถูกเขียนอยู่ใน ‘กลวิธีหลีหญิง’, ‘มารยาหญิง’ และ ‘ผู้หญิงในอุดมคติของผม’ นอกจากนั้น ยังมีเรื่อง ‘ปฏิบัติการกู้ภัยไร่แห้ว’ อาจแสดงให้เห็นถึงความหมกมุ่นของเขากับผู้หญิงและความสัมพันธ์กับเธอ ภายใต้ข้อเขียนนี้เขาได้จำแนกผู้หญิงกับการแต่งกายและเรือนร่างของหญิงในยุคนั้นไว้เป็น 4 ประเภท นั่นคือ ‘ด้วยเซอร์’ ‘ด้วยหรู’ ‘ด้วยเซ็กซี่’ และ ‘ด้วยศัลยกรรม’ [20]

บนฐานชนชั้นกลางเขาก็ยึดถือคุณค่าศีลธรรมแบบพุทธเป็นหลัก (หลายคนทราบอยู่แล้วอุดมเป็นศิษย์สำนักวัดพระธรรมกาย) ดังที่เขาเน้นถึงศีล 5 ที่ได้นิยามแบบทีเล่นทีจริงไว้ว่า “ใจดี มีเมตตา ไม่ชอบฆ่าใคร, ซื่อสัตย์ ยุติธรรม นำชาติพัฒนา, รักเดียวใจเดียว, มีสัจจะ เชื่อถือได้ไม่ตอแหล และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจาชัดเจนไม่อ้อแอ้ การทรงตัวดี เดินเหินไม่เซ ไม่อ้วกโชว์ในย่านชุมชน” [21]

อุดม แต้พานิช จึงเป็นปัจเจกในเจน X ที่พยายามค้นหาตัวตน เกลียดระบบราชการ อยากเป็นที่ยอมรับ และตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล แต่ก็หนีไม่พ้นจากบ่อปลาทุนนิยม

การจัดจำหน่ายของหนังสือเข้าใจว่าผ่านสายส่งของดอกหญ้าที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือช่วงดังกล่าว ร้านหนังสือดอกหญ้าที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญ การตีพิมพ์ 3 ครั้งภายในปี 4 เดือน นอกจากแสดงให้เห็นถึงยอดขายที่ทำได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่อาจลืมถึงประสิทธิภาพของสายส่งและร้านหนังสือในเครือดอกหญ้าไปด้วย

การเขียนหนังสือที่ชื่อว่า โทษฐานที่รู้จักกัน ยิ่งทำให้โน้ตโด่งดังในฐานะนักแสดงที่ผันตัวมาเขียนหนังสือ จนเคยถูกปรามาสไว้ว่า “ตลกริเขียนหนังสือ”[22] ต้องเข้าใจว่า ในยุคที่สิ่งพิมพ์เติบโต แวดวงหนังสือก็ไม่แพ้กัน หนังสือจำนวนมากที่ขายดีเป็นหนังสืออ่านเพื่อการบันเทิง และเช่นเดียวกันหนังสือที่เป็นแนวซีเรียสก็มีที่ทางและตลาดของมันด้วย เราอาจเห็นได้จากรางวัลซีไรต์ (รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน) ความเข้มข้นของรางวัลไม่ได้เป็นเพียงชื่อชั้นของรางวัล แต่มันหมายถึง บทวิจารณ์ที่เข้มข้นจากคนในแวดวงวรรณกรรม ดังที่เราเห็นเจ้าประจำอย่าง วาณิช จรุงกิจอนันต์ที่เขียนวิจารณ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงกับมีหนังสือรวมบทความที่ชื่อว่า ซอยซีไรต์[23]ในปี 2537 งานเขียนสไตล์ซีไรต์ก็ถือเป็นป้อมค่ายของการเขียนวรรณกรรมที่ซีเรียสและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้น ต่างไปจากผลงานเบาสมองจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาในยุคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นงานที่พวกเขาเขียนเอง หรือมีนักเขียนผีเขียนให้ดาราหรือคนดังก็ตาม จึงไม่แปลกที่การดูเบางานเขียนที่ไม่อยู่ในนิยามซีเรียสจะเกิดขึ้น

ในยุคฟองสบู่ที่จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ถือว่าได้รับผลประโยชน์อย่างอิ่มเอมยิ่งกับก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของสังคมไทยในยุคนั้น

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์เคยเขียนบทความ ‘หนังสือขายดี’ วิจารณ์การจัดอันดับหนังสือขายดีของสำนักพิมพ์ใดนั้น มักจะเป็นหนังสือที่จัดโดยสำนักพิมพ์นั้นๆ ด้วยเพราะการจัดจำหน่ายของสายส่ง และความขัดแย้งในหมู่สายส่ง ที่มีอยู่หลายราย โดยเฉพาะเมื่อสำนักพิมพ์มีธุรกิจร้านขายหนังสือด้วยแล้ว แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังประสบปัญหาว่ามีการจัดอันดับที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ[24] แล้วหนังสือของอุดมนั้นขายดีจริงๆ หรือไม่?

ยอดขายโทษฐานที่รู้จักกัน กับ เดี่ยวไมโครโฟน

รายงานพิเศษในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2538 ระบุถึงผลงานโทษฐานที่รู้จักกัน ของอุดมที่ขายดิบขายดีจนว่ากันว่า “กลายเป็นหัวข้อพูดคุยยอดฮิตในวงสนทนาของผู้ใฝ่การอ่านๆ เขียนๆ ตอนนี้” ซึ่งในฐานะดาราเขียนหนังสือ เขาไม่ใช่คนแรก เคยมีคนเขียนมาก่อนทั้งที่ขายดีและดับ ในรายงานระบุถึงผลงานของดารา นักร้องและคนในวงการบันเทิงที่มีผลงานหนังสือออกมา แสดงให้เห็นยุคที่วงการหนังสือคึกคักไม่น้อย แบ่งเป็นประเภทกึ่งอัตชีวประวัติ, ประเภทบันทึกประสบการณ์, ประเภทวรรณกรรม งานของอุดมจึงเกิดขึ้นในบรรยากาศที่มีนักเขียนอย่าง แอม-เสาวลักษณ์ ลีลาบุตร, ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, ญาณี จงวิสุทธิ์, วิทวัส สุนทรวิเนตร์, ศุ บุญเลี้ยง, พิง ลำพระเพลิง, คำรณ หว่างหวังศรี, จรัสพงษ์ สรัสวดี, ชูเกียรติ ฉาไธสง, สุรชัย จันทิมาธร, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, นฤมล เมธีสุวกุล ฯลฯ[25]

สัมพันธ์กับช่วงที่หนังสือพิมพ์มติชน มีการนำเอาการจัดอันดับหนังสือของร้านหนังสือ 3 แห่งได้แก่ ดอกหญ้า, ซีเอ็ด และศูนย์หนังสือจุฬาฯ มาเทียบเคียงกัน จะพบว่า ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2538 โทษฐานที่รู้จักกัน ติดอันดับขายดี 1 ใน 10 ณ ร้านดอกหญ้าและซีเอ็ด และไม่พบการติดอันดับในศูนย์หนังสือจุฬาฯ (เฉพาะเล่มที่ผู้เขียนไปค้นคว้า[26])

ยอดขายที่ติดอันดับเกิดขึ้นหลังตีพิมพ์มาแล้วเป็นปี เกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น เพราะในเดือนกรกฎาคม 2538 ก็ไม่มีชื่อนี้ติดในอันดับหนังสือขายดี[27] จะติดอันดับก็ต้องย้อนไปเดือนมิถุนายน 2538 นั้นเลย[28] เมื่อย้อนไปค้นดูเหตุการณ์แวดล้อมก็จะพบว่า ช่วงนั้นมีการแสดงเดี่ยวไมโครโฟน ครั้งแรกของอุดม แต้พานิช ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม 2538[29] ซึ่งการแสดงครั้งนั้นเป็นกระแสในระดับ talk of the town กันเลย จากเสนาโน้ต ในรายการโทรทัศน์ เขาออกมาจัดการแสดงเดี่ยว ไม่ได้เป็นสมาชิกรวมหมู่ในรายการใดๆ อีกแล้ว

การตัดสินใจดังกล่าวของเขาเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเป็นเสือที่ทะยานฟ้า ในเทปบันทึกการแสดงที่นำมาตัดต่อภายหลังจะเห็นว่าเขาได้แรงสนับสนุนจากเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ก่อนหน้าการจัดแสดงเพียงหนึ่งเดือน อุดมได้ลงปกนิตยสารชื่อดังที่อ้างว่าเป็นนิตยสารผู้ชายที่มียอดผู้อ่านสูงสุดอย่าง GM[30]ภายในยังมีบทสัมภาษณ์ประจำเล่ม ว่ากันว่าไม่บ่อยครั้งที่นิตยสารนี้คนบนหน้าปกกับบทสัมภาษณ์จะเป็นคนๆ เดียวกัน แสดงให้เห็นความพิเศษและโด่งดังของอุดมได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจก็คือ ครั้งนั้นอุดมสวมชุดคอสเพลย์เป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ลงหน้าปก ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ภาพที่เขาสวมหมวกดาวแดงทำหน้าอมยิ้มแต่มีหยดน้ำตาที่ไหลลงมา บนปก โทษฐานที่รู้จักกัน ที่พิมพ์ครั้งที่ 3 ในปี 2538 หลังจากที่คอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ การแข่งขันของสองค่ายจบลง ชุดคอมมิวนิสต์จีนกลับถูกทำให้กลายเป็นสินค้า การสวมชุดเช่นนี้ยังปรากฏอยู่ในป๊อบคัลเจอร์อย่างตัวละครอูลอน ใน ดราก้อนบอล หรือตัวละครใน รันม่า 1/2 อย่างไรก็ตามช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงท้ายๆ แล้วของยุคฟองสบู่ที่กำลังถูกตีฟองให้อวบอ้วน

หากลงไปดูเนื้อหาในเดี่ยว 1[31] จะพบความคล้ายคลึงและต่อเนื่องกับคำถามและข้อคิดบางอย่างจาก โทษฐานที่รู้จักกัน ที่พูดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวของเขาอย่างวงการบันเทิงที่เติบโตอยู่ท่ามกลางอุตสาหกรรมรายการโทรทัศน์, ดนตรี, สิ่งพิมพ์, ภาพยนตร์ที่ถูกชี้นำโดยสื่อมวลชนและโฆษณา โฆษณาสินค้าทั้งหลายถูกเอ่ยขึ้นมาเพื่อล้อเลียนและแฝงไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ และความไม่เมกเซนส์ รวมไปจนถึงการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมของแวดวงต่างๆ ที่ดูเหมือนสุกเอาเผากินไม่ประณีต เนื่องด้วยต้องแข่งขันกับยอดขาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ผี, การออกเทปเพลงเป็นนักร้องที่ถือว่า ‘ออกเทปง่ายกว่าการออกลูก’, การเข้าสู่วงการบันเทิงที่ดูเหมือนง่ายๆ, การโฆษณาแบบฮาร์ดเซลล์ตรงไปตรงมาแบบไม่ต้องมีศิลปะอะไร อุดมยังแฉเบื้องหลังของวงการบันเทิงอย่างการทำงานหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนของทีมงานเอฟเฟกต์ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการถ่ายทำ หรือเบื้องหลังของเสียงปรบมือในรายการโทรทัศน์ทั้งหลาย

เพราะอุดมเล่าถึงสิ่งรอบตัวเขา ดังนั้นเรื่องเล่าของเขาจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ ชีวิตประจำวันของเขาจึงอาจจะอยู่กับป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หน้าโทรทัศน์ รายการวิทยุที่คนต่างจังหวัดอาจนึกไม่ออกว่า รายการไนน์ตี้ช็อกคืออะไร การยืนรอรถเมล์ประจำทางมันเป็นยังไง

ขณะที่ชวน หลีกภัย ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีก็ถูกล้อเลียนด้วยบทพูดว่า “”เอ่อ กระผมคิดว่า…เราจะยังไม่ควรจะไปตัดสินใจอะไรนะครับในเรื่องนี้ คิดว่า ควรจะปรึกษาทางท่านคณะรัฐมนตรีทั้งหลายฝ่ายก่อนนะครับ ควรจะชลอการตัดสินใจไปชาติหน้านะครับ” สะท้อนให้เห็นระบบบริหารราชการบ้านเมืองที่ยังล้าหลัง ตามไม่ทันเศรษฐกิจที่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ตรรกะแบบระเบียบราชการหลายครั้งดูไม่เมกเซนส์เมื่อจับกับธุรกิจสมัยใหม่ เช่น โฆษณาเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่จะต้องมีการอ่านคำเตือนอย่างรวดเร็วจนคนฟังไม่ทันในโฆษณาโทรทัศน์

ความสำเร็จของเดี่ยวครั้งแรกทำให้เกิดครั้งที่ 2[32] ในช่วงท้ายของเศรษฐกิจยุคทอง ช่วงที่หายไปหนึ่งปี เขาเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อเที่ยวและใช้ชีวิตระยะหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของผู้คนที่เดินทางไปเมืองนอกในช่วงซัมเมอร์และที่นั่นยังมีคนไทยจำนวนมากอีกด้วย มุกตลกที่เล่นกับความไม่เอาไหนทางภาษาอันที่จริงก็สะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอีกมากเช่นกันในวันที่เราอยากโกอินเตอร์ อยากเป็นเสือ เป็นนิคส์ (newly industrialized country: NIC)

เนื้อหาในเดี่ยว 2 อุดม โชว์ห่วย ที่รู้จักกันดีก็คือ มุก ‘เพื่อนตุ้ม’ ที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจพวกพ้องในการเบ่งกับผู้คุมพื้นที่อย่างยามรักษาความปลอดภัยเพื่อเข้าถึงอภิสิทธิ์ต่างๆ ในสังคมไทย วลีที่ล้อว่า “คุณทักษิณจะกินไปไหน” นั้นยังเป็นการเหน็บแนมในฐานะนายทุนผู้ขายโทรศัพท์มือถือ แม้เขาจะเริ่มเข้ามาเล่นการเมืองแล้วและอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลบรรหาร ศิลปะอาชา ซึ่งรัฐบาลนี้มีเนื้อเพลงที่ชี้ให้เห็นความน่าเบื่อน่ารำคาญของนักการเมืองในท่อนที่ว่า “ยี้…เบื่อรัฐบาล” ตามสมยานามรัฐบาลในยุคนั้น เช่นเดียวกับเพลง “ครม.เต้าหู้ยี้” ของ คาราบาว มันจึงเป็นเสียงต่อต้านนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่มาหลายปี

เดี่ยว 3 อุดม การช่าง[33] ผู้ชมได้เปลี่ยนไปจากนักเรียน นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งมันคือตอกย้ำความแมสของเขา เช่นเดียวกับการเริ่มมีไทอินสินค้าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม หรือประกันชีวิต

มุกการเหยียบตีนในผับก็เป็นคดีดังในปี 2540 ลูกชายผู้มีอิทธิพลชักปืนออกมาทุบหัว กระทืบซ้ำแล้วใช้ยิงหลานทูตจีนจนบาดเจ็บเพราะถือว่ามองหน้าบริเวณหน้าห้องน้ำในผับ เข้าใจว่าไม่พอใจที่เดินไปเหยียบเท้า[34] สะท้อนถึงความเสี่ยงของชนชั้นกลางที่แม้จะเป็นที่ไปเที่ยวแท้ๆ ยังอาจจะเจอความซวยจากการเบ่งจนเสี่ยงตายได้

นอกจากการโกอินเตอร์ของเขาในครั้งที่แล้ว ครั้งนี้อุดมก็เล่าสั้นๆ เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่น และชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยนั้นพยายามเอาตัวไปผูกกับความเป็นอินเตอร์ เห็นจากการเห่อสมรักษ์ คำสิงห์ที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก หรือไทเกอร์ วู้ดที่มีเชื้อสายไทยจากทางแม่ ในความเปราะบางของสังคมไทยที่เริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจแล้ว ร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีเหมือนก่อนแล้วก็คือ คำพูดที่เขากล่าวว่า “ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพและสู้กับสภาพเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้” มุกตบท้ายของเขาที่เสียดสีนักการเมืองก็มีการกล่าวถึงชื่อบุคคลที่เทปบันทึกรายการได้เซ็นเซอร์ไว้ กล่าวถึงคำถามในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ไว้ว่า ในเรือมีบุคคลที่กล่าวถึงรายชื่อที่ถูกปิดชื่ออยู่ 4 คน นั่งเรือไปกลางมหาสมุทร ถ้าเรือล่มใครจะตาย ใครจะรอด คำตอบของเขาที่ส่งไปหนังสือพิมพ์ และดันเป็นคำตอบที่ถูกต้องคือ ทุกคนตายหมด ประเทศชาติรอด

เขายังชี้ว่า คนไทยต้องการการตั้งคำถามกับสังคม ที่เสียดล้อกับการศึกษาแบบท่องจำของสังคมไทย ประเด็นนี้ทักษิณเองผู้ยังเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทยยังจับความมาพูดต่อในส่วนสัมภาษณ์ก่อนจะมีรายการแสดง

เนื้อหาของอุดมเป็นการหยอกล้อ เสียดสีสังคมไทย ถามว่า ตลกโดยทั่วไป ตลกคาเฟ่ไม่หยอกล้อ เสียดสีหรือ ถ้าใครเคยดูวิดีโอตลกคาเฟ่จะเห็นว่า พวกเขาก็ทำคล้ายกันแต่ในเวอร์ชั่นที่แรงกว่า ดิบกว่า จนถูกวิจารณ์เรื่องความหยาบคาย ลามกอนาจารไปด้วย อุดมจึงโด่งดังขึ้นมาในฐานะตลกของชนชั้นกลางที่ชนชั้นกลางรับได้ เป็นตลกปัญญาชน-ปัจเจกชน ที่ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ที่ดูไร้การศึกษา และไม่ได้เป็นภาพตัวแทนของพวกเขา ขณะที่โน้ตดูทะลึ่งทะเล้นที่รับได้ และเปิดการแสดงบนเวทีที่ได้มาตรฐาน มีการจัดฉาก องค์ประกอบศิลป์ แสง เสียงอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีเนื้อหาที่สัมผัสใจกับคนดูชนชั้นกลางที่ตามข่าวสาร อ่านหนังสือพิมพ์ดูรายการโทรทัศน์ และสนใจการวิพากษ์วิจารณ์สังคม การที่เขาจงใจสัมภาษณ์ดารา นักแสดง นักร้อง ผู้กำกับภาพยนตร์ นักการเมืองบางคนอย่างทักษิณ คนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศมาชม แล้วลงคลิปโปรโมทก็สะท้อนให้เห็นว่าเขาเหล่านี้คือ ฐานกลุ่มเป้าหมายชนชั้นกลางได้เป็นอย่างดี

ก่อนเศรษฐกิจจะพังทลาย ชนชั้นกลางไทยยังไม่ค่อยเสียงแตกเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องศาสนา แต่พอมาปี 2541 ข่าววัดพระธรรมกายถูกตีและเล่นอย่างหนักจนวัดดังกล่าวเสียหลักไปมาก จากข่าวการระดมทุนก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ที่เชิญชวนบริจาคสร้างพระประจำตัวทำบุญองค์ละหมื่น ทั้งยังเผยแพร่หลักธรรมขัดแย้งกับพุทธศาสนา ทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวแตกแยก และสูญเสียเงินอย่างมหาศาล[35] ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่จึงเป็นที่รับรู้กันได้ถึงบรรยากาศของสังคมที่หงุดหงิดไม่พอใจของวัดที่นอกรีตนอกรอยเช่นนี้ในมาตรฐานชนชั้นกลาง อุดม แต้พานิชเองก็เป็นที่รับรู้กันว่า เป็นลูกศิษย์วัดดังกล่าว[36] จึงไม่แปลกใจอะไรที่ไม่ปรากฏการล้อเลียนเสียดสีวัดดังกล่าวในเดี่ยวไมโครโฟนเลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องตลกร้าย วัดพระธรรมกายที่ถูกชนชั้นกลางวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย ล้อเลียนและเห็นเป็นตัวตลก กลับถูกเว้นที่ไว้สำหรับอุดม ตลกผู้มีชื่อเสียงในการล้อเลียนสังคมไทย

เดี่ยวไมโครโฟน ยังเป็นสักขีพยานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองและล่มสลาย น่าสนใจว่า การจัดเดี่ยวต่อเนื่องกัน 3 ปี ตั้งแต่ 2538-2540 ก่อนที่จะหยุดไปถึง 2 ปี และครั้งที่ 3 อุดม การช่าง นอกจากจะเป็นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว เขายังออกเทปด้วยในนาม ‘รวมเพลงประกอบโน่นประกอบนี่ของอุดม ฟังก่อนชม อุดมการช่าง’ ในปี 2540 เฉพาะปี 2539 เขาออกหนังสืออีก 3 เล่มรวด คือ หนังสือโป๊[37]ที่เป็นดุจอัตชีวประวัติของเขาและหนังสือบันทึกการแสดงครั้งที่ 1 และ 2 ในชื่อ เดี่ยวไมโครโฟน[38] และ อุดมโชว์ห่วย[39] ซึ่งเกือบเป็นโค้งสุดท้ายของยุคฟองสบู่แล้ว ก่อนที่เขาจะกลับมาอีกครั้งในนามเดี่ยว 4 ในปี 2542

กระแสจากเดี่ยวไมโครโฟนจึงเป็นอานิสงส์ให้หนังสือของเขาขายดียิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าเขาจะมีหนังสืออีกหลายเล่มในเวลาต่อมา แต่ โทษฐานที่รู้จักกัน ก็ยังเป็นหนังสือที่ขายได้มาเรื่อยๆ เท่าที่ค้นเจอครั้งล่าสุดน่าจะเป็นการตีพิมพ์ครั้งที่ 35 โดย Book Smile ในปี 2555 ช่วงนั้นใกล้เคียงกับที่อุดมจัดแสดง เดี่ยว 9 ในปี 2554 ที่มีรอบมากถึง 18 รอบ ซึ่งได้อานิสงส์จากทั้งสื่อเก่าอย่างโทรทัศน์ และสื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียที่เปิดพื้นที่การอวดและแชร์ตั๋วจากผู้ชมและแฟนๆ ของเขา [40] ขณะที่เดี่ยวล่าสุด คือ เดี่ยว 13 ในปี 2565

อุดม แต้พานิช ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในสภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปร โทษฐานที่รู้จักกัน ถือว่าเป็นอนุสรณ์ของสังคมยุคนั้นในฐานะของอารมณ์ขันของชนชั้นกลางที่เป็นคนรุ่นใหม่ผู้กำลังงุนงง รำคาญตัวเองและสังคมไปพร้อมๆ กันในยุคฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ ก่อนจะเจอมรสุมลูกใหญ่กว่านั้นภายหลังความพังพินาศของฤทธิ์ต้มยำกุ้งที่ธุรกิจสื่อทั้งหลายเจ็บหนัก บ้างก็ต้องลดกำลังผลิต บ้างก็ปิดตัวลงไป แต่ใต้มรสุมเช่นนั้น อุดมก็ยังฝ่าพายุสร้างสรรค์ผลงานของเขาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงเดี่ยวไมโครโฟน การออกเทปที่เขาเคยวิจารณ์ รวมไปถึงหนังสือเล่มต่อๆ ไปที่กลายเป็นต้นทุนสำคัญในชีวิตของเขามาจนถึงปัจจุบัน ล้วนวางอยู่บนการแสดงทัศนะต่อสังคมไทยที่แม้จะน่าอยู่ แต่ก็ดูน่าหงุดหงิดอย่างยิ่งในสายตาของชนชั้นกลาง

หมายเหตุ: งานเขียนชิ้นนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจากหลายบุคคล ได้แก่ นนท์ บารมี สมาธิปัญญา, กุ้ง มนัส สังข์จันทร์ จาก นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

[1] “ชีวิตของผมทุกวันนี้ ถือว่าได้มาถึงจุดสูงสุดของตลก โน๊ต เชิญยิ้ม”, มติชน, (30 มีนาคม 2537) : 29

[2] อิทธิเดช พระเพ็ชร, “เมื่อความฮาและเสียงหัวเราะออกเดินทาง : ‘ตลกคาเฟ่’ หลังสิ้นยุคทอง ‘คาเฟ่ตลก’”. สืบค้นเมื่อ 30 มกราคม 2567 จาก https://www.the101.world/comedy-cafe-eras/ (24 มกราคม 2567)

[3] สุรพล บัณฑุเศรณี, “วัฒนธรรมตลกร่วมสมัย ตลกคาเฟ่กับตลกปัญญาชน มองปรากฏการณ์กระจก 6 ด้าน”, ศิลปวัฒนธรรม, 18 : 9 (กรกฎาคม 2539)

[4] “สังคมไทยเครียดรายการตอบปัญหาทางวิทยุ โทรทัศน์ และเคเบิ้ลทีวี บูม!!!”, มติชน (29 มีนาคม 2537) : 29

[5] พิมพร สุขสวัสดิ์, ศิลปะของอุดม แต้พานิช วิทยานิพนธ์ศิลปะบัณฑิต ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556, หน้า 35-37

[6] “สามอันฮ่า “ต้องการให้คนที่มาดูหัวเราะอย่างเดียว” ”, มติชน (14 เมษายน 2537) : 29

[7] “ ‘โน้ต อุดม’ วางแผนลาวงการอยู่เบื้องหลัง-ขายส้มตำกับแม่”, มติชน (19 เมษายน 2537) : 29

[8] อุดม แต้พานิช, โทษฐานที่รู้จักกัน (พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ : สามสี, 2537), หน้า 121

[9] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 28

[10] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 83

[11] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 85

[12] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 102

[13] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 68

[14] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 27

[15] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 104

[16] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 96

[17] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 104

[18] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 52

[19] กฤษณ์พชร โสมณวัตร, “พิพากษารมณ์ : ระบอบกฎหมายแห่งความรู้สึกรำคาญของชนชั้นกลางไทย”, จินตนาการใหม่ ภูมิทัศน์นิติศาสตร์ไทย ประชุมวิชาการนิติสังคมศาสตร์ระดับชาติ, 20 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมฟูราม่า เชียงใหม่

[20] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 74

[21] อุดม แต้พานิช, เรื่องเดียวกัน, หน้า 132

[22] ผู้เขียนคลับคล้ายคลับคลาในประเด็นนี้ แต่เมื่อไปค้นหาข้อมูลเก่าย้อนหลังไปเมื่อปี 2537-2538 ในหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน และมติชนรายสัปดาห์กลับไปเจอ สอบถามกองบรรณาธิการก็ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันว่ามีประเด็นดังกล่าวถกเถียง ส่วนหนึ่งที่ยังเหลือร่องรอยคือ คำถาม-คำตอบ ในกระทู้พันทิป numimi (นามแฝง). “อยากทราบเรื่องหนังสือของ โน้ส อุดม ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นขยะวรรณกรรม”. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2567 จาก https://pantip.com/topic/30047652 (15 มกราคม 2556)

[23] วาณิช จรุงกิจอนันต์, ซอยซีไรต์ (กรุงเทพฯ : มติชน, 2537)

[24] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “หนังสือขายดี”, ผู้จัดการรายวัน (15 กันยายน 2538)

[25] “ดารา-นักเขียน ดารายุคใหม่เขียนหนังสือไฟแลบ”, มติชนสุดสัปดาห์, 15 : 791 (17 ตุลาคม 2538) : 76

[26] มติชน (20 สิงหาคม 2538) : 23, มติชน (3 กันยายน 2538) : 23, มติชน (8 ตุลาคม 2538) : 23, มติชน (15 ตุลาคม 2538) : 23, มติชน (29 ตุลาคม 2538) : 23

[27] มติชน (2 กรกฎาคม 2538) : 23

[28] มติชน (4 มิถุนายน 2538) : 23

[29] พราวตา ศรีวิชัย, ภาพสะท้อนสังคมไทยจากการสื่อสารในเดี่ยวไมโครโฟน อุดม แต้พานิช ครั้งที่ 1-12 วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2565, หน้า 35

[30] GM,10 : 151 (กรกฎาคม 2538)

[31] เก็บความจากคลิป และ พราวตา ศรีวิชัย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 43-47

[32] เก็บความจากเทปบันทึกการแสดงเดี่ยว 2 และ พราวตา ศรีวิชัย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 54-63

[33] เก็บความจากเทปบันทึกการแสดงเดี่ยว 3 และ พราวตา ศรีวิชัย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 69-74

[34] “จาก ‘ยาอี’-ยิง ‘หลานทูต’ 2540 ‘แมน’ ครองเมือง ‘ชัช เตาปูน’ กลืนเลือดหิ้วลูกชายเข้ามอบตัว”, มติชน (2 มิถุนายน 2540) : 2

[35] “ ‘อาคม’ เตรียมลุยวัดธรรมกาย พิสูจน์เผยแพร่ธรรมหลังข่าวฉาว”, มติชน (27 พฤศจิกายน 2541) : 1, 19, “กังขา ธรรมกาย ‘พุทธ’ พาณิชย์ ‘พุทธ’ พิสดาร”, มติชน (26 พฤศจิกายน 2541) : 1, 18

[36] อ่านบทสัมภาษณ์ของเขาได้ที่ คมชัดลึก. “’โน้ส อุดม’จุดเปลี่ยนศรัทธาธรรมกาย”. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2567 จาก https://www.komchadluek.net/entertainment/127277 (6 เมษายน 2555)

[37] อุดม แต้พานิช, หนังสือโป๊ (กรุงเทพฯ : สามสี, 2539)

[38] อุดม แต้พานิช, เดี่ยวไมโครโฟน = One stand up comedy (กรุงเทพฯ : รูปจันทร์, 2539)

[39] อุดม แต้พานิช, อุดมโชว์ห่วย = One stand up comedy (กรุงเทพฯ : แพรว, 2539)

[40] GM,10 : 151 (กรกฎาคม 2538)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...