โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 32.20 บาท/ดอลลาร์

PPTV HD 36

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 04.21 น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชวนจับตาทิศทางภาษีทรัมป์ พร้อมคาด สัปดาห์หน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 32.20 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทย คาด 1,100 จุด แนวต้าน 1,145 จุด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท โดยพบว่า เงินบาทขยับอ่อนค่าช่วงแรก แต่พลิกแข็งค่ากลับมาท้ายสัปดาห์ ตามแรงหนุนของทองคำตลาดโลก ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่า สอดคล้องกับสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ของการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงไทย

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีแรงหนุนจากการคาดการณ์ ว่า เฟดอาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ในช่วงปลายเดือนนี้

หลังจากตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯปรับตัวลงมากกว่าคาด และบันทึกการประชุมเฟด บ่งชี้ว่า คณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่มองว่า เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งปรับลดดอกเบี้ย

แม้จะยังคงมองว่า ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในปีนี้ยังเป็นขาลง อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาพลิกแข็งค่าผ่านแนว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกท่ามกลางความกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ

สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 ก.ค. 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.20-32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า (รวมถึงไทย) ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ดัชนีราคาผู้บริโภและดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนมิ.ย. ของสหรัฐฯ ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมิ.ย. และข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของจีน และข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ของอังกฤษ ยูโรโซนและญี่ปุ่น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน แต่กลับมาปิดสูงกว่าระดับปิดสัปดาห์ก่อนเล็กน้อย ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์จากคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของกนง. หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ของไทยยังคงติดลบต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยกดดันจากประเด็นที่สหรัฐฯ เตรียมออกมาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซียก็ตาม

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงในเวลาต่อมาจนถึงช่วงกลางสัปดาห์ หลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ยืนยันเรียกเก็บภาษีตอบโต้ต่อสินค้าไทยในอัตราเดิมที่ 36% ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ร่วงลงแรงมากนัก เนื่องจากตลาดมองว่าสหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้มีการเจรจาเพื่อต่อรองเพิ่มเติม

สะท้อนจากการเลื่อนช่วงบังคับใช้ภาษีดังกล่าวจากเดิม 9 ก.ค. เป็น 1 ส.ค. ดัชนีหุ้นไทยกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่แห่งหนึ่งจากข่าวการเตรียมงบลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม รวมถึงแรงซื้อหุ้นบิ๊กแคปก่อนการทยอยประกาศงบไตรมาส 2/2568 ทั้งนี้นักลงทุนยังคงติดตามประเด็นนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

ส่วนสัปดาห์ที่ 14-18 ก.ค. 2568 KSecurities คาดแนวรับที่ 1,110 และ 1,100 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,130 และ 1,145 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ ประเด็นเกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. ของสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย. ของจีน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เงินบาทเช้านี้เปิด 32.63 แข็งค่าขึ้น ตลาดรอประเมินการตอบโต้ด้านภาษีการค้าสหรัฐ

ส.อ.ท. เร่งหารือ 47 กลุ่มอุตฯ รวมข้อมูลยื่นเสนอคลัง เจรจาลดภาษีทรัมป์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด สัปดาห์หน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 32.20 บาท/ดอลลาร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...