โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วัว’ ผลิต ‘นม’ ลดน้อยลง ผลกระทบจากความเครียด-อากาศร้อน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 02.41 น.

อากาศร้อนจัดเพียงวันเดียวสามารถลดการผลิตน้ำนมได้ 10% และผลกระทบจากความเครียดของจากความร้อนจะยังคงอยู่กับแม่วัวได้นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ตามข้อมูลจากการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances

อิสราเอล” ถือเป็นประเทศผู้ผลิตนมที่มีนวัตกรรมใหม่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้าช่วย จนทำให้วัวสามารถผลิตนมได้ในปริมาณมาก แต่ในปัจจุบันอากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำนมวัว แม้จะมีการนำพัดลม ระบบระบายอากาศ และระบบพ่นน้ำมาใช้ แต่ช่วยได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

“แม้แต่ฟาร์มที่มีเทคโนโลยีสูงที่สุดและมีทรัพยากรมากที่สุด ก็ยังแก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไม่ได้” ไอยัล แฟรงค์ ผู้เขียนร่วมกล่าว

ทีมวิจัยติดตามวัวมากกว่า 130,000 ตัวเป็นเวลา 12 ปี โดยใช้บันทึกสภาพอากาศโดยละเอียดและการสำรวจฟาร์ม พบว่าปริมาณน้ำนมที่วัวผลิตได้จะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อดัชนีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ หรือ WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นว่า ความเครียดจากความร้อนส่งผลกระทบกับแม่วัว หากวัวอยู่ภายใต้อากาศร้อนติดต่อกัน 10 วัน ผลผลิตน้ำนมที่ได้จะลดลงถึง 26% ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นตัวจากอากาศร้อนนานถึง 10 วัน กว่าที่ปริมาณน้ำนมจะกลับมาเป็นปรกติ

ฟาร์มเกือบทั้งหมดในการศึกษาวิจัยได้ลงทุนด้านระบบทำความเย็นอย่างน้อยหนึ่งประเภท แต่ระบบดังกล่าวก็พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเพียงบางส่วนเท่านั้น หากดัชนีอุณหภูมิ WBGT อยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส ระบบทำความเย็นจะช่วยลดการสูญเสียได้ 50% หากอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียสตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 40%

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็นนั้นคุ้มค่า เนื่องจากเกษตรกรสามารถคืนทุนจากการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ภายในเวลาประมาณ 18 เดือนเท่านั้น

นักวิจัยใช้ข้อมูลของอิสราเอลเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างแบบจำลองการสูญเสียในอนาคตในประเทศผู้ผลิตนมรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก หากไม่มีระบบทำความเย็น ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยต่อวันอาจลดลง 4% ภายในกลางศตวรรษที่ 21

ผู้ผลิตนม 3 ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และบราซิล จะผลิตน้ำนมได้ลดลงมากกว่าอิสราเอล โดยวัวแต่ละตัวจะให้นมลดลงระหว่าง 3.5-4% ต่อวัน และต่อให้มีภาวะอากาศเย็นลง ผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย (รวมถึงสหรัฐและจีน) ยังคงประสบปัญหาการสูญเสียผลผลิตระหว่าง 1.5-2.7% ต่อวัวต่อวัน

สภาพอากาศร้อนจะยิ่งทำให้เกษตรกรและผู้ผลิตที่มีรายได้น้อยมีค่าใช้จ่ายในการปรับตัวอาจสูงเกินกว่าจะรับไหว

“การปรับตัวมีต้นทุนสูง และเกษตรกรจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างรายได้กับต้นทุนอย่างรอบคอบ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นการลงทุนในมาตรการระบายความร้อนบ้าง แต่กลับไม่มีการป้องกันวัวจากสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปที่จะนำมาใช้” อายาล คิมฮี รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเล็ม กล่าว

อย่างไรก็ตาม นมวัวไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เกษตรกรต้องกังวล ความเครียดจากความร้อนส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพและพฤติกรรมของสัตว์ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระบบการเจริญพันธุ์ไปจนถึงความสามารถในการอยู่รอดของพวกมัน

สภาพอากาศที่รุนแรงไม่ใช่ภัยคุกคามที่ห่างไกลสำหรับเกษตรกรอีกต่อไป ปัจจุบันเกษตรกรกำลังต่อสู้กับน้ำท่วม คลื่นความร้อน และฝนตกที่คาดเดาไม่ได้บ่อยครั้งขึ้น แม้ว่าวัวจะมีความเสี่ยงที่ได้รับอันตรายจากความร้อนรุนแรง แต่ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับการสูญเสียปศุสัตว์หรือช่วยเหลือเกษตรกรที่มีความเสี่ยงมากที่สุดอย่างเพียงพอ ตามที่ผู้เขียนรายงานการศึกษาระบุ

ดังนั้น เกษตรกรในพื้นที่ชนบทของยุโรป จึงสนับสนุนนโยบายสีเขียว โดยอ้างถึงผลกระทบที่พวกเขาได้รับจากการใช้ชีวิตประจำวันและผลผลิตที่ลดน้อยลง และระบุว่าพวกเขาเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้นักวิจัยเตือนว่าการผลิตนมในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปรกติ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยระบบทำความเย็นที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการปฏิรูปในหลายด้านด้วย ตั้งแต่สวัสดิการสัตว์ที่ดีขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนนโยบายที่ช่วยให้เกษตรกรในภูมิภาคที่มีรายได้น้อยและอากาศร้อนสามารถปรับตัวได้

“ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาใช้กลยุทธ์เพิ่มเติมเพื่อไม่เพียงแต่ทำให้วัวเย็นลงเท่านั้น แต่ยังต้องลดปัจจัยกดดันทำให้วัวไวต่อความร้อนมากขึ้นและมีภูมิต้านทานน้อยลง เช่น การกักขังและแยกลูกวัวด้วย” แคลร์ พาลานดรี ผู้เขียนหลักกล่าว

หากไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากินและดื่มได้อีกด้วย

ที่มา: Discover Magazine, Earth, Euro News, The Guardian

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...