โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐรีดภาษีอากร 'ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์' ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 21.17 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 01.15 น.

กระทรวงการคลังสหรัฐ รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า การจัดเก็บภาษีอากรสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในเดือนมิถุนายน เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ยอดจัดเก็บภาษีอากรทะลุ "1 แสนล้านดอลลาร์" (ราว 3.24 แสนล้านบาท) เป็นครั้งแรกในรอบปีงบประมาณ และทำให้งบประมาณเกินดุลอย่างเหนือความคาดหมายถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนดังกล่าว

ข้อมูลงบประมาณแสดงให้เห็นว่า "ภาษีศุลกากรกำลังเริ่มสร้างรายได้สำคัญให้กับรัฐบาลสหรัฐ" โดยการจัดเก็บภาษีศุลกากรในเดือนมิถุนายนเพิ่งทำสถิติใหม่ "เพิ่มขึ้น 4 เท่า" เป็น 2.72 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณจากยอดรวม และ 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณจากยอดสุทธิหลังหักภาษีแล้ว

ผลการจัดทำงบประมาณมีแนวโน้มที่จะตอกย้ำมุมมองของ ทรัมป์ ที่ว่า "ภาษีศุลกากรเป็นแหล่งทำรายได้ที่มหาศาล" และเป็นเครื่องมือเพื่อบังคับใช้นโยบายต่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า โดยทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า "เงินก้อนโต" จะเริ่มไหลเข้ามาหลังจากที่เขากำหนดอัตราภาษีศุลกากร Reciprocal tariffs ที่สูงขึ้นกับคู่ค้าของสหรัฐในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสหรัฐ "ได้รับผลตอบแทนเป็นอย่างดี" จากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์

"ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำงานอย่างหนักเพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ แถลงการณ์รายเดือนจากกระทรวงการคลังในวันนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราภาษีศุลกากรที่สูงเป็นประวัติการณ์ และไม่มีภาวะเงินเฟ้อ!" เบสเซนต์ระบุ

ที่มา: Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...