โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นไทยพุ่งเฉียด 20 จุด สูงสุดรอบ 1 เดือน หลังเงินเฟ้อจีนพลิกบวก ‘สีจิ้นผิง’ หวังยุติสงครามราคาในประเทศ

THE STANDARD

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 07.19 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 07.19 น. • thestandard.co
หุ้นไทยพุ่งเฉียด 20 จุด สูงสุดรอบ 1 เดือน หลังเงินเฟ้อจีนพลิกบวก ‘สีจิ้นผิง’ หวังยุติสงครามราคาในประเทศ

หุ้นไทยพุ่งเฉียด 20 จุด แตะ 1,130.28 จุด สูงสุดในรอบ 1 เดือน นักวิเคราะห์ชี้แรงหนุนจากเงินเฟ้อจีนพลิกเป็นบวก ช่วยดันหุ้นที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีน

ช่วงครึ่งวันแรกของวันนี้ (11 กรกฎาคม) ดัชนี SET ของหุ้นไทยปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1,130 .28 จุด +19.88 จุด หรือราว 1.6% สูงสุดนับแต่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นไทยวันนี้ได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง หลังจากที่จีนรายงานเงินเฟ้อเป็นบวก ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจีนจะหลุดจากภาวะเงินฝืด รวมถึงคาดหวังต่อการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ จากการประชุมใหญ่ของจีน

“หุ้นไทยขึ้นกระจุกตัวมาก เช่น SCC +4.4% PTTGC +7% ซึ่งเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้ง AOT +4-5% จากความคาดหวังว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมามากขึ้น”

ภาดลกล่าวต่อว่า หากไม่นับ DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน หุ้นขนาดใหญ่ของไทยขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจจะช่วยดึงหุ้นตัวอื่นๆ ขึ้นตามมาได้ แต่การขึ้นแบบกระจุกตัวทำให้การฟื้นตัวโดยรวมของตลาดอาจจะไม่แข็งแรงมากนัก

ภาดลคาดว่า หุ้นไทยน่าจะแกว่งกรอบ 1,100 – 1,150 จุด โดยยังมี 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาหลังจากนี้

1.การเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องของภาษี เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อน 1 สิงหาคมนี้

2.ปัจจัยการเมืองในประเทศ

3.ผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นไทย โดยกลุ่มธนาคารจะเริ่มรายงานในสัปดาห์หน้า หากกำไรออกมาดีจะช่วยให้ sentiment ตลาดดีต่อเนื่องได้

ING เผยเงินเฟ้อจีนพลิกบวกในรอบ 6 เดือน

ด้านธนาคาร ING ระบุว่า เงินเฟ้อจีนพลิกบวกในเดือนมิถุนายน แต่แรงกดดันด้านเงินฝืดยังคงอยู่ โดยอัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนในเดือนมิถุนายน พลิกกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม โดยขยายตัว 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) หลังจากที่หดตัว -0.1% YoY ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

เมื่อพิจารณาในหมวดหมู่ย่อย ราคาสินค้าหมวดอาหารยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืดที่ -0.3% YoY ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังคงมีราคาลดลง

อัตราเงินเฟ้อหมวดที่ไม่ใช่อาหารมีทิศทางที่ดีกว่าในเดือนนี้ โดยขยายตัว 0.1% YoY ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาอาหารได้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดอย่างชัดเจนอยู่ในหมวดหมู่ย่อยสินค้าและบริการอื่นๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8.1% YoY

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) หดตัวลงลึกขึ้นในภาวะเงินฝืด มาอยู่ที่ -3.6% YoY ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 33 ติดต่อกันที่ราคาสินค้าจากโรงงานลดลง และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 23 เดือน

ตลอดครึ่งแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อ CPI ของจีนยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืดเล็กน้อยที่ -0.1% YoY ขณะที่เงินฝืด PPI ฝังรากลึกอยู่ที่ -2.8% YoY เมื่อรวมกับตัวปรับลด GDP (GDP Deflator) ที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาวะเงินฝืดยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล

หนึ่งในสาเหตุหลักคือวงจรการหดตัว (Contractionary Cycle) ที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง รวมถึงการตรึงและการลดค่าจ้าง ซึ่งเป็นความท้าทายที่แก้ไขได้ยาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้กำหนดนโยบายได้หันมาให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกลไกการออกจากตลาด (Market Exit Mechanisms) การส่งเสริมการควบรวมและปรับโครงสร้าง และการจัดการกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดซึ่งส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่มากเกินไป

จีนส่งสัญญาณแก้ปัญหาสงครามราคา หลังเผชิญเงินฝืดภาคการผลิต 33 เดือนติด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนและแข็งกร้าวว่าพร้อมจะเข้าจัดการกับปัญหา “กำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity)” อย่างจริงจัง หลังจากปล่อยให้ภาวะเงินฝืดในภาคโรงงานและสงครามตัดราคาที่ดุเดือดกัดกร่อนเศรษฐกิจจีนมานานหลายปี

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้นำจีนเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศที่น่ากังวล โดยล่าสุดจีนรายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมิถุนายน ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 33 และเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 อีกทั้งยังย่ำแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนคาดการณ์ไว้ ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนของปัญหา

ปัญหาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดสงครามราคาที่รุนแรงในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เหล็กกล้า โซลาร์เซลล์ ไปจนถึงสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีการแข่งขันตัดราคากันอย่างดุเดือดเพื่อระบายสินค้าคงคลัง

การตัดสินใจของจีนในการแก้ปัญหา Overcapacity ถือเป็นข่าวที่ทั่วโลกจับตามอง หากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดแรงเสียดทานทางการค้ากับชาติตะวันตกที่กังวลเรื่องการทะลักของสินค้าราคาถูก และอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกได้

อย่างไรก็ตาม เวนดี้ หลิว หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นเอเชียและจีนของ JPMorgan Chase & Co. ให้ความเห็นผ่าน Bloomberg Television ว่า “หากดำเนินการอย่างถูกต้อง มันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าโลก ในแง่ของการลดความตึงเครียดที่มาจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในระยะสั้น มันไม่เป็นผลดีต่อ GDP หรือการจ้างงาน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องของการสร้างสมดุล”

ภาพ:Yuichiro Chino/Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...