โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อภิสิทธิ์ชี้ ‘Get REAL’ คือทางรอด! ย้ำ เปลี่ยนวิธีคิด-เปลี่ยนโลก

เดลินิวส์

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 20.04 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 12.39 น. • เดลินิวส์
‘Get REAL’ คีย์หลักสู่ความยั่งยืน: อภิสิทธิ์ปลุกทุกภาคส่วนเปลี่ยน Mindset เร่งลงมือก่อนโลกเดือดทะลุ 2.7 องศาฯ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยั่งยืนได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ รองประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอแนวคิดอันน่าสนใจในเวทีเสวนา ESGNIVERSE 2025 : Real – World of Sustainability จักรวาลแห่งความยั่งยืน ซึ่งจัดโดย BRAND BUFFET เว็บไซต์ข่าวสารการตลาดและธุรกิจออนไลน์ ร่วมกับ SD Thailand พร้อมฉายภาพให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก ‘การเผชิญหน้ากับความจริง’ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองและปรับเปลี่ยนวิธีคิด

อภิสิทธิ์กล่าวย้ำถึงสิ่งที่เรียกว่า‘Get REAL’ ซึ่งหมายถึงการยอมรับความจริงที่ไม่สะดวกใจ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือทำอย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม พร้อมคิดและวางแผนในระยะยาว โดยกล่าวว่า “เมื่อทุกคนเชื่อเรื่องความยั่งยืน ต้องการเห็นความยั่งยืน ความหวังนี้ถ้าจะสมหวังได้ต้องเริ่มที่ความจริงก่อน ต้องเปลี่ยน Mindset เปลี่ยนหลายอย่างเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนได้”

โลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้ตระหนักถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ‘อัล กอร์’ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยความจริงอันไม่สะดวกใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนผ่านภาพยนตร์สารคดี An Inconvenient Truth เมื่อปี 2006 ซึ่งจุดประกายให้เกิดการลงนามในข้อตกลงปารีส ปี 2015 ที่มีเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกยังไม่เพียงพอ โดยในปี 2024 มีการปล่อยคาร์บอนรวมกันสูงถึง 4-5 หมื่นล้านตัน และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โลกอาจร้อนขึ้นเกิน 2.7 องศาเซลเซียสภายในปี 2030 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

SDGs ไทยยังล่าช้า

แม้โลกจะมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่ต้องบรรลุ 17 ข้อภายในปี 2030 แต่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยยังคงล้าหลังในหลายประเด็น มีเพียงไม่กี่เรื่องที่เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย เช่น การขจัดความยากจน และคุณภาพการศึกษา ขณะที่ประเด็นสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และการแก้ปัญหาความหิวโหย ยังห่างไกลจากความสำเร็จ สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังได้รับเงินอุดหนุนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก

ESG ต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

ในระดับองค์กร อภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ ESG อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่แปะป้ายหรือรายงานตัวเลขบนกระดาษ แต่ต้องเริ่มต้นจากการรู้จัก ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ขององค์กรอย่างแท้จริง พร้อมวางแผนลดการปล่อยคาร์บอน และหากจำเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิตก็ต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกการกระทำเป็นไปเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ โดยย้ำว่า “ก็เหมือนเราจะประกาศปลอดหนี้ เราต้องรู้ก่อนว่ามีหนี้เท่าไหร่” พร้อมเชื่อว่าจากนี้ไป การประเมิน ESG จะโปร่งใสมากขึ้น โดยข้อมูลต่างๆ จะต้องเปิดเผยอย่างเป็นทางการในเว็บไซต์องค์กร เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบได้

แนวคิด ESG ของเครือสหพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจจากค่านิยมของ ‘เทียม โชควัฒนา’ ผู้ก่อตั้ง ที่ยึดหลัก ‘สร้างคนดี สินค้าดี สังคมดี’ เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจซึ่งยังคงสอดคล้องกับความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากตัวเองก่อน และต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและควรทำทันที

สหพัฒน์นำร่องขับเคลื่อนความยั่งยืน

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการลงมือทำอย่างจริงจังของสหพัฒน์คือโครงการต่างๆ ที่สะท้อนแนวคิด ESG ในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสหพัฒน์ให้น้อง ที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในเยาวชนกว่า 230 โรงเรียนทั่วประเทศ, โครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น ปีที่ 27 ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนกว่า 77 จังหวัดได้เข้าถึงการติวเข้มแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย,

โครงการ Care the Whale: ขยะล่องหน ที่ลดขยะได้กว่า 6 แสนกิโลกรัม และลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 3.6 แสนกิโลกรัม CO2eq, โครงการปลูกป่าชายเลน SPC Zero #GoGrowGreen ที่สร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ, โครงการ Green PLEASE ที่เปิดรับฟังเสียงชุมชนเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนการนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้จริง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 4,369 กิโลกรัม

“อนาคตของโลกขึ้นอยู่กับการเลือกของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจ การสร้างสรรค์สังคม หรือการรักษาสิ่งแวดล้อม ทุกย่างก้าวต้อง Get REAL และลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...