โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประกันชีวิตครึ่งปีแรก 68 โตต่อเนื่องกวาดเบี้ยรับรวมกว่า 300,000 ล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ส.ค. 2568 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2568 เวลา 02.27 น.

สมาคมประกันชีวิตไทย เผยครึ่งปีแรก 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 326,588 ล้านบาท โดยประกันสุขภาพ-บำนาญมาแรง พร้อมเตรียมรับมือสังคมสูงวัย เงินเฟ้อทางการแพทย์

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (มกราคม - มิถุนายน) ว่า มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 326,588 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 94,916 ล้านบาท เติบโต 7.38% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 231,672 ล้านบาท เติบโต 3.88% ขณะที่อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 82%

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) 62,938 ล้านบาท เติบโต 9.32% และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) 31,978 ล้านบาท เติบโต 3.77% ขณะที่ช่องทางการจำหน่ายหลักยังเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 163,482 ล้านบาท เติบโต 5.12% คิดเป็นสัดส่วน 50.06%

รองลงมาคือ ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) เบี้ยประกันภัยรับรวม 127,971 ล้านบาท เติบโต 4.46% คิดเป็นสัดส่วน 39.18% ช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker): เบี้ยประกันภัยรับรวม 18,987 ล้านบาท เติบโต 0.60% คิดเป็นสัดส่วน 5.81% ช่องทางโทรศัพท์ (Tele Marketing): เบี้ยประกันภัยรับรวม 6,394 ล้านบาท เติบโต 1.99% คิดเป็นสัดส่วน 1.96% ดิจิทัล (Digital): เบี้ยประกันภัยรับรวม 750 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 28.21% คิดเป็นสัดส่วน 0.23% และช่องทางอื่น ๆ (Others) (เช่น Worksite, Walk-in, ออกบูธ, ร้านสะดวกซื้อ): เบี้ยประกันภัยรับรวม 9,000 ล้านบาท เติบโต 17.69% คิดเป็นสัดส่วน 2.76%

นางนุสรา กล่าวว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตสูงในช่วงครึ่งปีแรก 2568 คือ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 61,219.52 ล้านบาท เติบโตถึง 18.99% คิดเป็นสัดส่วน 18.75% หลักๆ มาจากการที่ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพและตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันสุขภาพเพื่อบริหารความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น (Medical Inflation)

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Pension) ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,241.62 ล้านบาท เติบโต 9.51% (สัดส่วน 1.91%) และ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Link) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 19,412.36 ล้านบาท เติบโต 7.54% (สัดส่วน 5.94%) เนื่องจากนักลงทุนมองหาช่องทางลงทุนใหม่ๆ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และยังได้รับความคุ้มครองชีวิต

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรกสอดคล้องกับการประมาณการของสมาคมฯ ที่คาดการณ์อัตราการเติบโตในช่วง 2-3%

โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ดังนี้

  • Medical Inflation โดยประชาชนให้ความสำคัญกับผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นกว่า 15% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการขยายอายุการรับประกันสุขภาพถึง 80 ปี ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ด้านประกันสุขภาพและประกันชีวิตแบบตลอดชีพเติบโตต่อเนื่อง
  • สังคมสูงวัย จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินระยะยาว โดยเฉพาะการออมเพื่อวัยเกษียณผ่านประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ได้รับความคุ้มครองชีวิต และยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี
  • ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ในภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนผันผวน นักลงทุนบางส่วนมองหาช่องทางลงทุนที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย ทำให้ประกันชีวิตควบการลงทุนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

อีกทั้ง ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น Big Data, AI และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน, สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการ, เพิ่มความแม่นยำในกระบวนการเสนอขาย, พิจารณารับประกันภัย, พิจารณาสินไหม และบริการหลังการขาย รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของประชาชนในทุกมิติ
ความเสี่ยงและแนวทางการปรับตัวในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องติดตามแนวโน้มและความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่าง อัตราดอกเบี้ย และ ภาวะเงินเฟ้อ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการออม การลงทุน และภาระหนี้สินของภาคครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงินของประชาชน

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ตึงเครียดในหลายภูมิภาค ปัญหาชายแดนประเทศไทย และมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่สงครามการค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ระดับเงินเฟ้อ และทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มลภาวะ และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่ยังส่งผลต่อความต้องการ ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตโดยตรง

นอกจากปัจจัยภายนอก ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 โดยส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้ การประเมินความเสี่ยงของกรมธรรม์ และการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีที่โปร่งใสยิ่งขึ้น บริษัทประกันชีวิตจำเป็นต้องลงทุนและบริหารจัดการต้นทุนในการปรับเปลี่ยนระบบภายในให้สามารถรองรับมาตรฐานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมาคมประกันชีวิตไทยจึงเดินหน้าผนวกแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) เข้ากับกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งในการพิจารณาการลงทุน การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน

โดยการดำเนินงานนี้ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงบทบาทของธุรกิจต่อสังคม ตลอดจนการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตไม่เพียงปรับตัวรับมือความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับสังคมในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงประกันภัย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...