โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน

THE STANDARD

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 12.18 น. • thestandard.co
รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน

สหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมและสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ใน ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญถ้าในกรณีที่อิหร่านต้องการจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลเปิด ‘Operation Rising Lion’ ส่งกำลังทางอากาศโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตามมาด้วยการยิงขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านเข้าใส่อิสราเอล

จริงๆ แล้วการที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมโจมตีอิหร่านนั้น ‘ไม่ใช่เรื่องใหม่’ แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกเห็นแนวโน้มมาก่อนแล้ว เพราะสหรัฐอเมริกาเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศที่สำคัญอย่าง ‘เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2’ และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46 เข้าวางกำลังในฐานบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในเยอรมนีและดิเอโก กราเซียร์ในมหาสมุทรอินเดีย ตามมาด้วยคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่บอกว่าเขาจะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ตัดสินใจว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาก็เข้าร่วมโจมตีอิหร่านโดยทันที

จากข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลสามารถครองอากาศหรือมี Air Superiority เหนือน่านฟ้าอิหร่าน ซึ่งหมายถึงกำลังทางอากาศของอิสราเอลมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้อย่างเสรี และสามารถทำลายภัยคุกคามของอิหร่านได้ จึงทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจได้ ‘ง่ายขึ้น’ ในการเข้าร่วมการโจมตี เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทางอากาศอื่นอย่างเครื่องบินขับไล่ในการกรุยทางและสร้างโซนปลอดภัยสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนมากนัก

จุดตัดสินใจอื่นก็คือการร้องขอของอิสราเอล เพราะระเบิดของอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ใต้ดินหรือบังเกอร์ได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเจาะทำลายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ที่อยู่ลึกมากได้ โดยเฉพาะในฟอร์โดว์ที่เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมซึ่งฝังตัวอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึกมาก

คาดว่าเครื่องบินหลักที่สหรัฐอเมริกาใช้ก็คงหนีไม่พ้น ‘B-2 Spirit’ ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth เพื่อป้องกันอันตรายจากเครื่องบินขับไล่ของอิหร่าน ที่แม้จะแทบไม่เห็นในการปฏิบัติการในครั้งนี้ รวมถึงจรวดต่อสู้อากาศยานของอิหร่านที่ยังคงมีใช้งานอยู่ B-2 Spirit เป็นที่รู้จักกันในฐานะเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือมีราคาเฉลี่ยที่ราวลำละ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาที่แพงเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและทดสอบที่พุ่งสูง รวมถึงความผิดพลาดในการบริหารโครงการในช่วงต้นจนทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ สามารถจัดหาเข้าประจำการได้เพียง 21 ลำ เมื่อหักสองลำที่ประสบอุบัติเหตุทำให้เหลือใช้งานอยู่ที่ 19 ลำ

B-2 มีพิสัยบินไกล 11,000 กิโลเมตร มีช่องเก็บระเบิดภายในลำตัวสองช่อง ซึ่งสามารถบรรทุกระเบิดได้ช่องละราว 40,000 ปอนด์ ดังนั้นเครื่องบิน B-2 หนึ่งลำสามารถบรรทุกระเบิดได้พอ ๆ กับที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้งฝูงบินจะบรรทุกได้เลยทีเดียว

ส่วนระเบิดที่ใช้คือ GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator หรือ MOP ซึ่งสามารถติดตั้งได้กับ B-2 เท่านั้น (แม้ว่าตอนทดสอบจะทดสอบใช้งานกับ B-52 ด้วยก็ตาม แต่ในการใช้งานจริงไม่ได้มีการปรับปรุง B-52 ให้ใช้งานได้)

ระเบิดแบบนี้เป็นระเบิดที่มีน้ำหนักสูงมาก คือมีน้ำหนักราว 30,000 ปอนด์หรือ 13 ตัน โดยเป็นการนำหัวระเบิดแบบ BLU-127 มาติดตั้งชุดนำวิถีด้วย GPS และแรงเฉื่อยหรือ INS และมีครีบบริเวณหางเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในจุดที่ต้องการ ที่จริงแล้ว BLU-127 นี้มีองค์ประกอบที่เป็นหัวรบดินระเบิดแค่ราว 5,000 ปอนด์เท่านั้น แต่นอกนั้นเป็นมวลที่เกิดจากโลหะอัลลอยด์น้ำหนักสูง ซึ่งเมื่อทิ้งจากความสูงและความเร็วที่เหมาะสม จะสร้างพลังงานจลน์ที่สูงพอที่จะเจาะทะลุพื้นดินถึง 60 เมตร หรือบังเกอร์คอนกรีตหนา 18 เมตรได้ เมื่อเจาะทะลุสำเร็จ ชนวนก็จะจุดระเบิดขึ้นเพื่อทำลายโครงสร้างด้านในตอนไป

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 สามารถบรรทุก GBU-57A/B ได้ลำละ 2 นัด และมีรายงานว่าในการโจมตี โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในฟอร์โดว์นั้นใช้ระเบิด 6 นัดเลยทีเดียว ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมที่ปรากฏหลังการโจมตีพบรูขนาดใหญ่บริเวณภูเขาที่เป็นที่ตั้งของโรงงานจำนวน 2 รู นั่นหมายถึงว่าระเบิดลูกแรกทำหน้าที่เจาะเข้าไปก่อน และระเบิดอีกสองลูกก็ทิ้งตามลงมาในจุด ๆ เดียวกันเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะสามารถเจาะทะลุเข้าไปยังโรงงานใต้ดินให้ได้

ซึ่งเมื่อพิจารณาดีๆ ก็จะพบว่า ภารกิจนี้คล้ายๆ กับภารกิจในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun: Maverick นั่นเอง แต่ภารกิจที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากภารกิจในภาพยนตร์ตรงที่เครื่องบินที่ใช้ทิ้งระเบิดเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ F/A-18 ระเบิดที่ใช้ก็เป็น GBU-57A/B ที่มีน้ำหนักสูง ต่างจากในภาพยนตร์ที่ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูล Paveway ที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ และในภารกิจจริงเครื่องบิน B-2 ก็ไม่ต้องบินเรี่ยพื้นและจิกหัวลงมาทิ้งระเบิดก่อนที่จะต้องหลบหลีกจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกเหมือนกับ F/A-18 ในภาพยนตร์ เพราะในการปฏิบัติภารกิจจริงจะต้องทำลายจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกให้ได้เสียก่อน รวมถึงการทิ้งระเบิดต้องทิ้งจากความสูงมากพอที่ตัวระเบิดจะทำงานและเจาะลงไปใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประเทศสมมุติในภาพยนตร์ก็มี F-14 ใช้งาน เช่นเดียวกับอิหร่านซึ่งยังเป็นประเทศเดียวที่ยังใช้งาน F-14 อยู่ เพียงแต่นักบินอเมริกาไม่ต้องพยายามขับ F-14 หนีออกมา เพราะเครื่องบินไม่ได้ถูกยิงตก และในชีวิตจริงการบุกเข้าไปในฐานทัพอากาศก็ไม่ได้ง่ายแบบในภาพยนตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...