สินเชื่อสีเขียว SCB โตเกินเป้า หนุนภูเก็ต-โรงแรมไทยสู่มาตรฐาน ESG
ธนาคารไทยพาณิชย์เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘อยู่ อย่าง ยั่งยืน’ (Live Sustainably) โดยล่าสุดสามารถปล่อยสินเชื่อและออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนได้ทะลุ 1.8 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงสองปีครึ่ง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยกว่า 44% ของวงเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ในธุรกิจโรงแรมที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคการเงินที่ไม่เพียงแต่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
‘กฤษณ์ จันทโนทก’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายด้านความยั่งยืนไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็น DNA และ core value ขององค์กร เราให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในระยะยาว” โดยเฉพาะในภาคธุรกิจโรงแรมซึ่งมีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 11% หากสามารถลดได้ จะช่วยสร้างผลดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
ธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญกับจังหวัดภูเก็ตเป็นพิเศษ โดยถือเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่มีพอร์ตสินเชื่อโรงแรมมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 25% ของพอร์ตสินเชื่อโรงแรมทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ภูเก็ตเป็นต้นแบบของเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Sustainable Tourism Conference ในปี 2569 และเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกภายในปี 2570 ซึ่งกฤษณ์ระบุว่า แม้ภูเก็ตจะเผชิญภาวะนักท่องเที่ยวลดลงในบางช่วงเวลา แต่ยังคงเป็นปลายทางที่มีศักยภาพสูง ด้วยนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง และธนาคารจะยังคงยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด
นอกจากการสนับสนุนทางการเงินแล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการในทุกระดับ ตั้งแต่กลุ่มที่เริ่มต้นปรับตัวไปจนถึงกลุ่มที่พร้อมเดินหน้าเต็มรูปแบบสู่ Sustainable Hotel ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ Green Loan, Sustainability-Linked Loan และ Green Bond รวมถึงการช่วยเหลือด้านการขอรับรองมาตรฐานยั่งยืนระดับสากล พร้อมทั้งการให้คำปรึกษาและหลักสูตรพัฒนาด้านความยั่งยืน “เราไม่ได้เป็นแค่ธนาคาร แต่เป็นพันธมิตรที่เดินไปพร้อมกับลูกค้า” กฤษณ์กล่าวเสริม
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ทั้งในระดับองค์กรและพอร์ตสินเชื่อ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2030 และภายในปี 2050 สำหรับพอร์ตสินเชื่อและการลงทุน โดยเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ได้รับการรับรอง Science-Based Targets Initiative (SBTi) พร้อมทั้งนำกลยุทธ์ Sectoral Decarbonization มาใช้เพื่อลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และปิโตรเคมี เพื่อผลักดันการเติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรมรายสำคัญในภูเก็ต หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มกะตะ กรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย ซึ่งบริหารโรงแรม 9 แห่งใน 4 จังหวัดภาคใต้ โดย ‘ประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย’ ประธานกรรมการบริหาร ระบุว่า “กะตะกรุ๊ปตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจต้องควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม” โดยวางแผนลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพลิกโฉมโรงแรมในเครือสู่ความยั่งยืน ผ่านการใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และการจัดซื้ออย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและชุมชน โดยมีแผนดึงเชนโรงแรมระดับโลกที่มีมาตรฐานด้าน ESG เข้ามาร่วมบริหารในอนาคต
ประมุขพิสิฐกล่าวเปรียบเปรยถึงประสบการณ์ของกะตะ กรุ๊ปกับไทยพาณิชย์ที่ยาวนานเกือบ 40 ปีว่า “เหมือนผมเป็นไข้ ไทยพาณิชย์ช่วยรักษา แค่มองตาก็รู้ใจ” โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินทุน 3 พันล้านบาทสำหรับแผนพัฒนาโครงการใหม่โดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความไว้วางใจที่มีต่อกันและต่อแนวทางการเติบโตที่ยั่งยืน
ในส่วนของกลุ่มหยี่เต้ง ฮอสพิทาลิตี้ ซึ่งบริหารโรงแรมโฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน ภูเก็ต ป่าตอง และโครงการเชอราตัน ภูเก็ต ในหาน บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา ก็ได้เดินหน้าสู่การเป็นโรงแรมสีเขียวทั้งระบบ โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ ‘สหรัฐ จิวะวิศิษฎ์นนท์’ กรรมการบริหาร บริษัทฯ กล่าวว่า “แนวโน้มของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ”
ด้วยเหตุนี้ หยี่เต้งจึงนำกลยุทธ์ Localization มาใช้ โดยสนับสนุนการใช้วัตถุดิบจากชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมลงทุนในgreen investment และนวัตกรรมลดการใช้พลังงาน ซึ่งทำให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีโครงการลด Food Waste และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมเพื่อสังคม
นอกจากนี้ สหรัฐ ยังกล่าวถึงบทบาทของพันธมิตรทางการเงินว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามวิกฤตต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในช่วงเปิดโรงแรมช่วงโควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาท้าทาย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในพันธมิตรอย่างไทยพาณิชย์และเครือแมริออท ทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง ด้วยอัตราการจองเฉลี่ยถึง 90% และอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 50% พร้อมตั้งเป้าขยายโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมต่างเห็นพ้องว่าอนาคตของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนจำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง