โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าไทย มั่นใจข้อเสนอสหรัฐรอบ 3 ตอบโจทย์ USTR คาดสหรัฐจะเคาะภาษีนำเข้าไทย อยู่ในระดับเหมาะสม

BTimes

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 13.39 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 06.39 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อเสนอรอบล่าสุดของไทยที่ยื่นต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม สร้างความพึงพอใจให้แก่ฝ่ายสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก โดยคาดหวังว่า “ตัวเลขสุดท้าย” ของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะกำหนดสำหรับสินค้าไทยจะอยู่ในระดับที่ไทยยังสามารถแข่งขันทางการค้าได้ โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภาครัฐได้เชิญตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจาอย่างเป็นทางการกับ USTR ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม

ซึ่งข้อเสนอที่ไทยยื่นเป็นรอบที่ 3 ซึ่งได้ปรับปรุงจากข้อเสนอชุดก่อนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ถือเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ให้การตอบรับในทิศทางที่ดี แม้ยังมีบางรายการที่อยู่ระหว่างการต่อรองเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่า จะมีการหารืออย่างต่อเนื่อง

สำหรับ ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออก ยังคาดหวังว่า สหรัฐฯ จะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถแข่งขันได้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้นายพิชัย ชุณหวชิรระบุว่า ข้อเรียกร้องสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ ในการเจรจาครั้งนี้ คือ การขยาย Market Access หรือการเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ เข้ามาขายสินค้าในไทยได้มากขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณและประเภทสินค้า ซึ่งทีมไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้หลักการว่า จะเปิดเฉพาะสินค้าที่ “เขาอยากขาย” และ “เราอยากซื้อ” โดยเน้นรายการที่ไทยยังผลิตไม่ได้ หรือผลิตไม่เพียงพอเช่น พลังงาน วัตถุดิบเกษตร หรือวัตถุดิบอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถกำหนดอัตราภาษีนำเข้าระดับต่ำหรือ 0% ได้อย่างเหมาะสม

ด้านนายพิชัย ระบุว่า การเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและแตกต่างจากการเจรจา FTA ทั่วไป เนื่องจากเป็นการเสนอในลักษณะ “US Preferential Treatment” หรือการขอสิทธิพิเศษฝ่ายเดียว ซึ่งไทยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยึดหลักการรักษาสมดุลผลประโยชน์ระยะยาว

นายพิชัยย้ำว่า ไทยได้พยายามปรับข้อเสนอให้ครอบคลุมรายการสินค้านำเข้าที่เปิดตลาดได้ถึง ประมาณ 90% แล้ว จากสินค้าทั้งหมดราว 10,000 รายการ โดยในจำนวนนี้มีหลายรายการที่ไทยมี FTA กับประเทศอื่นอยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบ หากจะเปิดให้สหรัฐฯ เข้ามา นอกจากนี้สินค้าที่ราคาภายในประเทศไม่สูงเช่น ลำไย ปลานิล ที่ฝ่ายสหรัฐฯ ขอเปิดตลาดก็จะส่งผลต่อราคาผลผลิต หรือรถยนต์พวงมาลัยซ้ายซึ่งเชื่อว่า จะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศเช่นกัน

ในประเด็น Local Content ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากเช่นกัน นายพิชัยยอมรับว่า เป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่ไทยจะใช้โอกาสนี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมให้มีมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและ SME โดยภาครัฐได้เตรียมมาตรการเยียวยาไว้แล้ว เป็นเงินกู้ดอกเบื้ยต่ำ 0.01% วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการค้าครั้งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...