โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รถจีนทะลักโลก ดันส่งออกระบายสินค้า คาดกินส่วนแบ่ง 30% ตลาดโลกใน 5 ปี

Amarin TV

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 08.08 น.
รถจีนทะลักโลก ดันส่งออกระบายสินค้า คาดกินส่วนแบ่ง 30% ตลาดโลกใน 5 ปี

ในเวลาเพียงไม่กี่ปี จีนได้เปลี่ยนสถานะจาก “โรงงานของโลก” มาเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก” อย่างเต็มตัว รถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตจีนที่มีราคาจับต้องได้แต่คุณภาพไม่เป็นรองใคร กำลังทะลักออกสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว แผ่ขยายอิทธิพลตั้งแต่ท้องถนนในบราซิลไปจนถึงโชว์รูมในยุโรป

กระแสการส่งออกรถยนต์ของจีนไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงในแง่ปริมาณ แต่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขันของทั้งอุตสาหกรรมโลก ด้วยราคาที่ต่ำจนน่าจับตามอง ผสานกับนวัตกรรมและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ รถยนต์จากจีนจึงกดดันให้ค่ายรถดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ต้นทุน หรือโครงสร้างตลาด ขณะที่สงครามราคาซึ่งเริ่มต้นในจีน กำลังปะทุในหลายภูมิภาคทั่วโลก

แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มแสดงท่าทีต้องการคลี่คลายการแข่งขันที่บั่นทอนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในอุตสาหกรรม แต่สำหรับผู้ผลิตจีนที่เผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นและตลาดภายในประเทศที่เติบโตไม่ทัน ความจำเป็นในการระบายสินค้าออกนอกประเทศอาจกลายเป็นแรงผลักดันที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ และจะยังคงส่งแรงกระเพื่อมไปสู่โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในระยะยาว

วิกฤตภายในกระตุ้นคลื่นการส่งออก

ต้นตอของคลื่นส่งออกรถยนต์จีนในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปที่วิกฤตเชิงโครงสร้างในตลาดภายในประเทศ ซึ่งแม้จีนจะเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็เผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินอย่างรุนแรง ข้อมูลจาก Gasgoo Automotive Research Institute ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีเพียง 15% ของบริษัทรถยนต์จีนราว 70 รายที่สามารถใช้งานโรงงานในระดับที่ทำกำไรได้ คือเกิน 70%

BYD ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ยังคงรักษาระดับการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ระหว่าง 80-85% ในช่วงปี 2022-2024 ส่วนบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติหลายราย เช่น SAIC-GM (ระหว่าง SAIC Motor Corp. กับ General Motors) และ GAC-Honda (ระหว่าง Guangzhou Auto กับ Honda) กลับเผชิญกับอัตราการผลิตที่ตกต่ำลงชัดเจน

Tesla ซึ่งผลิตรถ Model 3 และ Model Y ที่โรงงานเซี่ยงไฮ้ ได้ใช้งานโรงงานในอัตราสูงสุดถึง 96% โดยส่งออกทั้งไปยังเอเชียและยุโรป ด้าน Xiaomi แม้จะยังไม่ได้ส่งออกรถ แต่ยอดสั่งซื้อ SUV รุ่นใหม่ YU7 ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ทำให้ต้องเร่งการผลิตตามมา

ในภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเริ่มหันไปมุ่งสู่ต่างประเทศอย่างจริงจัง ยกเว้นเพียงตลาดสหรัฐฯ ที่ยังมีภาษีนำเข้าสูงเกินกว่าจะจูงใจ

ส่งออกทะลุสถิติ จากอ่าวอาหรับถึงลาตินอเมริกา

ความร้อนแรงของกระแสการส่งออกรถยนต์จากจีนในปี 2025 ปรากฏชัดจากสถิติการค้าระหว่างประเทศในช่วง 5 เดือนแรกของปี ซึ่งเผยให้เห็นการส่งออกที่พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ โดยมีการนำเข้ารถยนต์จากจีนมูลค่าสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 551% เทียบกับปี 2022 ขณะที่เม็กซิโก ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ในอเมริกาเหนือ ก็รับรถยนต์จากจีนเข้ามาเป็นมูลค่าถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์

ด้าน รัสเซีย แม้จะเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากการคว่ำบาตรและสงคราม ก็ยังนำเข้ารถยนต์จากจีนในมูลค่าที่สูงถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความต้องการยานยนต์จากจีนยังคงแทรกซึมได้แม้ในบริบทที่ท้าทาย

นอกจากนี้ รถยนต์จีนยังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วในภูมิภาคลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาย่อมเยาแต่สเปกสูงจากค่าย BYD และผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งสามารถชนะใจผู้บริโภคในยุโรปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

Chris Liu นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Omdia ชี้ว่า “ค่ายรถรายเดิมเริ่มแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่รถยนต์จีนมีต่อรายได้ของตนเอง โดยเฉพาะแรงกดดันจากการปกป้องการจ้างงาน โครงสร้างกำไร และงบประมาณระดับประเทศ”

ข้อมูลจาก AlixPartners คาดการณ์ว่าผู้ผลิตรถยนต์จากจีนจะครองส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2024 เป็น 30% ภายในปี 2030 โดยการเติบโตส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ที่ยังไม่อิ่มตัว อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกก็ไม่ใช่สนามแข่งขันที่ง่ายสำหรับผู้เล่นทุกราย สตีเฟน ไดเออร์ กรรมการผู้จัดการของ AlixPartners เตือนว่า “มีเพียงบริษัทที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะไปต่อได้” เนื่องจากต้นทุนในการสร้างโครงสร้างการขายและบริการในต่างประเทศยังสูง ประกอบกับอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลายเป็นกำแพงกั้นสำคัญสำหรับบริษัทที่ขาดความพร้อม

สงครามราคายังเดือดในบ้านเกิด

แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จีนจะเร่งรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มสูบ แต่ภายในประเทศจีนเอง ตลาดยังคงเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เล่นรายใหญ่และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่แย่งชิงส่วนแบ่งกันอย่างไม่ลดละ

BYD คือผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนสงครามราคานี้อย่างเป็นระบบ ในปี 2024 บริษัทสามารถจำหน่ายรถได้ถึง 4.3 ล้านคัน และนับตั้งแต่ต้นปี 2023 BYD ได้เดินหน้านโยบายลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยลดราคาขายเฉลี่ยลงถึง 32% ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยยานยนต์แห่งชาติจีน

ข้อได้เปรียบของ BYD ที่ทำให้สามารถลดราคาได้โดยไม่กระทบต่อฐานะการเงินอย่างรุนแรง มาจากโครงสร้างการผลิตแบบบูรณาการในแนวดิ่ง ซึ่งรวมถึงการผลิตแบตเตอรี่และชิปภายในบริษัทเอง ช่วยลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิเคราะห์จาก Bernstein นำโดยยูนิส ลี วิเคราะห์ว่า “คู่แข่งที่พยายามเดินตามรอย BYD จะต้องลงทุนสูงและใช้เวลานาน แม้จะสร้างกำไรระยะสั้นได้บ้าง แต่ BYD ยังคงยึดแนวทางที่มีวินัย โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวมากกว่า”

ในทางตรงกันข้าม Tesla ซึ่งเป็นผู้เล่นต่างชาติรายสำคัญในตลาดจีน กลับเลือกที่จะขึ้นราคาเฉลี่ย 3.8% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เป็นกลยุทธ์ที่สวนกระแสในตลาดที่เต็มไปด้วยการลดราคา ขณะที่สตาร์ทอัพจีนจำนวนมากทยอยล้มหายไป หลังรัฐบาลกลางยุติโครงการอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2018

นอกจากนี้ แม้ยอดขายจะเติบโตและผู้เล่นบางรายจะเริ่มโดดเด่นขึ้น แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมโดยรวมยังคงกระจัดกระจาย ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2025 ระบุว่า BYD ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนอยู่ที่ 27% แต่ยังมีผู้ผลิตอีกราว 120 รายที่แย่งชิงกันในตลาดส่วนที่เหลืออีก 37% สะท้อนว่ายังไม่มีการรวมตัวที่เป็นรูปธรรมในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนต่อเนื่องในอนาคตหากไม่มีการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง

จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ยังมาไม่ถึง

แม้แนวโน้มการแข่งขันในตลาดรถยนต์จีนจะเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมยังมาไม่ถึง

นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุในบันทึกวันที่ 19 มิถุนายนว่า สงครามราคาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่ความต้องการในประเทศมักซบเซา “อุตสาหกรรมกำลังอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการรวมตัวครั้งใหญ่ แต่ยังไม่ถึงจุดเปลี่ยนที่ชัดเจน” พวกเขากล่าว

สิ่งที่ยิ่งทำให้กระบวนการนี้ล่าช้าในบริบทของจีน คือบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นที่ยังคงให้การสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมาก แม้บริษัทเหล่านั้นจะผลิตได้น้อย ไม่คุ้มทุน และไม่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว จุดประสงค์หลักคือเพื่อรักษาระดับการจ้างงานในท้องถิ่น และคงไว้ซึ่งระบบนิเวศของซัพพลายเชนที่เป็นแกนกลางของเศรษฐกิจระดับจังหวัด

สตีเฟน ไดเออร์ กรรมการผู้จัดการจาก AlixPartners เสริมว่า “การรวมตัวของอุตสาหกรรมนี้ยังไม่เริ่มต้นจริง ๆ ด้วยซ้ำ” เขาเน้นว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจการผลิตรถยนต์คือธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล และเมื่อฝุ่นตลบ เราคาดว่าจะมีเพียงบริษัทที่แข็งแกร่งเพียงสิบกว่ารายเท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดได้”

ความล่าช้าของการปรับโครงสร้างภายในประเทศ อาจยิ่งผลักดันให้ผู้ผลิตจีนต้องเร่งระบายสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น นำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งกว่าในระดับโลก ขณะที่ในประเทศเอง สงครามราคายังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดในเร็ววัน

ที่มา: Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...