โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มิตซูบิชิ’ เตรียมทุ่มเงิน 6.6 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้น ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ เพิ่มเป็น 20% ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น

THE STANDARD

อัพเดต 04 ส.ค. 2568 เวลา 10.39 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2568 เวลา 10.39 น. • thestandard.co
‘มิตซูบิชิ’ เตรียมทุ่มเงิน 6.6 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้น ‘ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป’ เพิ่มเป็น 20% ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น

MITSUBISHI UFJ หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU เตรียมรับซื้อหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 20% จากปัจจุบันที่ 6.19%

ปัจจุบัน MITSUBISHI ถือหุ้น TU ในสัดส่วน 6.19% (หากไม่รวมหุ้นซื้อคืนที่บริษัทถืออยู่) หรือสัดส่วน 5.36% (หากรวมหุ้นซื้อคืนที่บริษัทถืออยู่) โดย MITSUBISHI แจ้งว่าจะเสนอซื้อหุ้นเพิ่มอีกราว 532.27 ล้านหุ้น ที่ราคา 12.5 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าราว 6.65 พันล้านบาท

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU เปิดเผยว่า ดีลนี้น่าจะชัดเจนภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ MITSUBISHI ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่น ในฐานะบริษัทอันดับหนึ่งในตลาดทูน่าซาซิมิและตลาดซูชิ และยังเป็นผู้ประกอบการแซลมอนอันดับสองของโลก นอกจากนี้ยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson รวมทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับ TU ได้

สำหรับราคาเสนอซื้อที่ 12.5 บาทต่อหุ้น มาจากราคาซื้อขายเฉลี่ยของ TU ในช่วง 30 วันก่อนหน้านี้ บวกพรีเมียมอีก 20% อย่างไรก็ตาม MITSUBISHI แจ้งว่ายังมีสิทธิในการปรับราคาเสนอซื้อหากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น

ธีรพงศ์กล่าวต่อว่า MITSUBISHI เป็นผู้ถือหุ้น TU มาตั้งแต่ปี 2534 เป็นเวลากว่า 30 ปี และมีตัวแทนเป็นกรรมการ 1 ท่าน อยู่ในบริษัท

ที่ผ่านมา MITSUBISHI มีการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง กระจายไปในหลากหลายประเทศ รวมทั้งในภูมิภาคนี้ อาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

“MITSUBISHI เห็นว่าไทยยูเนี่ยนเป็น Strategic Partner ที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารทะเล และยังมีเครือข่ายทั่วโลกที่พัฒนามาต่อเนื่องกว่า 40 ปี รวมทั้งรับจ้างผลิตให้ MITSUBISHI ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตั้งแต่ปลายปีก่อน MITSUBISHI มีความจำนงที่ต้องการทำงานอย่างใกล้ชิด และอยากจะลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจะเกิดเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นมากขึ้น จึงต้องเพิ่มระดับการลงทุนเป็น 20%”

ธีรพงศ์กล่าวต่อว่า หากสัดส่วนของ MITSUBISHI เพิ่มเป็น 20% จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท อย่างไรก็ตาม กลุ่มครอบครัวจันศิริยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สุดที่สัดส่วนราว 30%

“การลงทุนครั้งนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ และขอยืนยันว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คณะผู้บริหารยังคงเหมือนเดิม โดยมีกรรมการจาก MITSUBISHI เพิ่มเป็น 2 ท่าน ตามสัดส่วนการถือหุ้น”

ซีอีโอ TU หวังรายได้กลับมาเติบโต

จากผลประกอบการของ TU ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รายได้ลดลงจาก 1.56 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 มาเป็น 1.37 แสนล้านบาท ในปี 2566 และเมื่อปีก่อนมีรายได้ 1.39 แสนล้านบาท

ธีรพงศ์กล่าวว่า บริษัทยังมุ่งหวังจะเห็นการเติบโตของธุรกิจ โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่มีร่วมกัน “และต่อให้ไม่มีดีลนี้เกิดขึ้นเราก็มีแผนงานที่อยากจะเห็นรายได้เติบโตต่อเนื่อง ส่วนการชะลอตัวช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะเงินบาทที่แข็งค่า”

ด้านมุมมองต่อเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 19% สำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ ธีรพงศ์เชื่อว่าความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยยังเหมือนเดิม เพราะอัตราภาษีไม่ได้สูงกว่าประเทศคู่แข่ง และยังต่ำกว่าอีกหลายประเทศ

“โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง จะเห็นว่าอินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีปัจจัยเรื่อง Anti-dumping มาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาษีของไทยต่ำสุด ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจของเรา แต่สิ่งที่ต้องตามคือกำลังซื้อในสหรัฐฯ เพราะภาษีจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไม่มากก็น้อย”

นอกจากนี้ ธีรพงศ์กล่าวถึงมูลค่าของหุ้นของบริษัทและบริษัทอื่นๆ ของไทยที่ต่ำมาก และต่ำที่สุดในภูมิภาค ทำให้กองทุนแต่ละแห่งสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปัจจัยเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีความแน่นอนมากขึ้น ทำให้กองทุนต่างๆ อาจจะทบทวนการลงทุนและมีความสนใจมากขึ้น

รายได้และกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 ยังหดตัว

วันนี้ (4 สิงหาคม) TU รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของปีนี้ โดยมีรายได้รวม 6.31 หมื่นล้านบาท หดตัว 7.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.29 พันล้านบาท หดตัว 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

TU ชี้แจงว่า ยอดขายลดลง 7.8% และกำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย 0.8% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 19.3% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจาก transformation costs และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจาก Avanti Group ต้นทุนทางการเงินลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...