ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยปากแซ่บ ผู้ใช้วาจานำโชคในยุค 70 [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Shanghai Qimao Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 素衣染墨香
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : สุธิดา มีศิริ
ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็นอนตัวลีบตัวอ่อนอยู่บนเตียงเตา
เสียงก่นด่าไม่คุ้นหูดังเซ็งแซ่เข้ามาในทุกอณูประตู
เหตุการณ์คุ้น ๆ เหมือนเคยอ่านในนิยายเรื่องโปรดไม่มีผิดเพี้ยน..
อุตส่าห์ได้ทะลุมิติทั้งที
ทว่าดันต้องมาอยู่ในร่างของ “สวี่จือจือ” เด็กสาวชีวิตอาภัพเสียอย่างนั้น
ทั้งโดนโขกสับให้ทำงานบ้านสารพัด
โดนจำกัดข้าวปลาอาหาร ได้กินไม่เคยอิ่มท้อง
แถมยังโดนบังคับให้แต่งงานกับชายที่มีดวงกินเมียอย่าง “ลู่จิ่งซาน”
แล้วยังชี้นิ้วสั่งให้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับ “ไก่ตัวผู้” อีกต่างหาก
พระเจ้าทำอะไรอยู่เล่าเนี่ย?!
ไม่ได้การแล้ว..
หากปล่อยให้เส้นเรื่องไหลไปตามฉบับนิยายที่เธออ่านละก็..
มีหวังได้ตายอย่างอเนจอนาถเป็นแน่
สวี่จือจือต้องรีบตั้งสติแล้วเปลี่ยนมันใหม่ซะ
เริ่มต้นจากการสั่งสอนคุณแม่จอมบางการและพี่สาวดอกบัวขาวนี่ก่อนเลยแล้วกัน!
สวี่จือจือยืดร่างเล็กๆ ของเธอก่อนจับคนชั่วด้วยมือซ้าย จับน้องสาวใจดำด้วยมือขวา และ..
ทุบเตะต่อยพวกเขาด้วยหมัดอย่างไม่ปรานี!
มาหนึ่งก็เตะหนึ่ง มาสองก็ต่อยสอง
อยากลองดีก็เข้ามา!
แต่ เฮ้ๆ ทำไมผู้ชายหน้าบูดบึ้งจอมเย็นชาคนนั้นถึงคอยยื่นมือเข้ามายุ่งเสมอเลยล่ะ?
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“เมื่อแพทย์หญิงทะลุมิติมาเป็น “แม่เลี้ยงใจร้าย” นอกจากขาของสามีที่ต้องรักษา หัวใจของสองลูกน้อยก็ต้องเยียวยาด้วยเช่นกัน!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง(จำเป็น) ในยุค 80
บทที่ 1 ทะลุมิติ
ท่ามกลางฤดูร้อนอันแสนอบอ้าว
ณ หมู่บ้านซ่างสุ่ย ประชาคมชีหลี่
เสียงจักจั่นที่ดังระงมราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศ อากาศที่ร้อนอบอ้าวกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก
ชาวประชาคมต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากที่พวกเขาได้ช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวสาลีทั้งหมดขึ้นยุ้งฉางได้สำเร็จก่อนที่พายุฝนจะเทกระหน่ำลงมา
ในลานบ้านทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน หญิงสาวที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงเตากำลังจ้องมองไปยังหน้าต่างที่แปะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าสีเหลืองซีด ด้วยดวงตาที่ไร้ซึ่งประกายใดๆ ร่างกายของเธอรู้สึกร้อนผ่าวเล็กน้อย ข้างหูได้ยินแต่เสียงด่าทอของหญิงแปลกหน้าที่ดังแสบแก้วหู
“สวี่จือจือ ฉันจะบอกอะไรให้นะ อย่าคิดว่าแกจะมานอนแผ่หลาอยู่บนเตียงเตา แกล้งตายเพื่อให้ผ่านเรื่องแต่งงานนี้ไปได้
ถ้าแกไม่อยากเป็นเมียใหม่ไอ้คนขายเนื้อบ้านจาง ก็รีบไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้ที่บ้านตระกูลลู่เอามาให้ซะ!” เสียงแหลมสูงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลั่นข้างหู
“กระโดดน้ำตายอย่างนั้นเหรอ?” เธอหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา “ถ้าจะตายก็ไปตายให้ไกลๆ หน่อย นังเด็กแพศยา กล้าดียังไงมาขู่ฉัน!”
สวี่จือจือ? ตระกูลลู่? พิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้?
ดวงตาของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเตาพลันสั่นไหวเล็กน้อย ชื่อและเรื่องราวเหล่านี้ทำไมมันช่างเหมือนกับเรื่องในนิยายยุค 70 ที่เธอเพิ่งอ่านเมื่อคืนนี้เลย!
เรื่องราวในนิยายดั้งเดิมทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนเมื่อปี 1976
ในนิยายเรื่องนั้น ตัวประกอบหญิงอย่างหวงซินอวี่ เธอมีแม่แท้ๆ ชื่อสวี่จือจือ เป็นเด็กสาวที่พ่อแม่ไม่รัก ถูกพี่สาวกลั่นแกล้งอยู่เสมอ จนกลายเป็นกระสอบทรายที่เก็บตัวและมืดมน
สวี่จือจือถูกหวังซิ่วหลิงแม่ใจร้ายขายให้กับลู่จิ่งซาน ลูกชายคนรองของบ้านตระกูลลู่แห่งหมู่บ้านผานสือ ที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานลับ
ลู่จิ่งซานเป็นชายหนุ่มอนาคตไกลที่หาได้ยากยิ่งของประชาคมชีหลี่ เขาเข้าไปทำงานในหน่วยงานลับตั้งแต่อายุ 16 ปี และใช้เวลาเพียงหกเจ็ดปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง
แต่ชื่อเสียงของลู่จิ่งซานนั้นไม่สู้ดีนัก เพราะใครๆ ก็ร่ำลือกันว่าเขาเป็นคนดวงกินภรรยา เขาเคยมีคู่หมั้นมาแล้วสองคน คนหนึ่งหมั้นหมายกันไม่นานก็พลัดตกน้ำตาย อีกคนกำลังดูตัวกันอยู่ก็ถูกม้าที่ลากข้าวสาลีเตะจนตาย
แน่นอนว่าเจ้าของร่างเดิมก็เคยได้ยินกิตติศัพท์อันน่าสะพรึงกลัวของลู่จิ่งซานเช่นกัน เธอจึงไม่ยอมแต่งงานด้วยเด็ดขาด พยายามกระโดดน้ำตายแต่ก็มีคนมาช่วยเอาไว้ได้ สุดท้ายก็ต้องจำใจแต่งงาน
ใครจะรู้ว่าในวันแต่งงาน ลู่จิ่งซานดันไม่กลับมาเพราะติดภารกิจ ทำให้คนในตระกูลลู่คิดที่จะให้เธอเข้าพิธีแต่งงานกับไก่ตัวผู้แทน
แม้เจ้าของร่างเดิมจะเป็นกระสอบทราย แต่ก็ยังพอมีสติสัมปชัญญะ เธอจึงไม่ยอมแต่งงานกับไก่ตัวผู้เป็นอันขาด
ด้วยเหตุนี้แม่เลี้ยงของลู่จิ่งซานจึงตัดสินใจให้โจวเป่าเฉิงลูกชายที่ติดมาด้วย ซึ่งมีอายุมากกว่าลู่จิ่งซานหนึ่งปีมารับตัวเจ้าสาวแทน
แต่เมื่อทั้งคู่เพิ่งจะทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จ ลู่จิ่งซานก็กลับมาถึงบ้านเสียอย่างนั้น
ไม่นานเจ้าของร่างเดิมก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวคนแรก หรือก็คือตัวประกอบหญิงหวงซินอวี่ที่กล่าวมาในทีแรกนั่นเอง
ในขณะที่สวี่เจวียนเจวียน พี่สาวของร่างเดิมที่แต่งงานมาแล้วห้าปียังไม่มีลูก จึงบอกกับหวังซิ่วหลิง แม่ของเธอว่าอยากจะขอรับลูกสาวของร่างเดิมไปเป็นบุตรบุญธรรม
อย่างไรเสียก็เป็นแค่เด็กผู้หญิง ตระกูลลู่ก็คงไม่ได้อยากได้อยู่แล้ว ทว่าถึงจะเป็นแค่เด็กผู้หญิง แต่ก็เป็นลูกคนแรกของลู่จิ่งซาน เขาจึงไม่ยอมอย่างเด็ดขาด
สวี่เจวียนเจวียนจึงยุยงให้เจ้าของร่างเดิมทะเลาะกับสามีตัวเองแทน
เมื่อลู่จิ่งซานไม่ยอม เจ้าของร่างเดิมก็ใช้ลูกในท้องบังคับให้เขายอม ถึงขั้นมีข่าวลือว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของลู่จิ่งซานแต่เป็นลูกของโจวเป่าเฉิง เพราะในตอนแรกเขาเป็นคนมารับตัวเจ้าสาวแทนลู่จิ่งซาน เรื่องเข้าหอก็อาจจะแทนกันได้เช่นกัน เพราะในช่วงที่อยู่ในบ้านตระกูลลู่ ลู่จิ่งซานมักจะไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ ทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยได้เจอกัน และไม่ได้มีความผูกพันกันมากนัก สุดท้ายหวงซินอวี่ก็ถูกยกให้สวี่เจวียนเจวียนไป
เพียงแต่ในบ้านสามีเธอไม่เพียงแต่ต้องทนทุกข์ทรมานจากแม่สามีและโดนพี่สะใภ้กดขี่เท่านั้น แต่ยังต้องทนกับการคุกคามของโจวเป่าเฉิง แถมยังถูกยุยงจากบ้านเดิม หวังซิ่วหลิงและสวี่เจวียนเจวียนอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เองเจ้าของร่างเดิมจึงมีนิสัยที่มืดมนลงเรื่อยๆ
ต่อมาเมื่อลู่จิ่งซานได้รับบาดเจ็บ เขาจึงถือโอกาสลาออกจากงานและกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำให้เธอเริ่มหวาดระแวง จินตนาการว่ามีคนจะมาทำร้ายเธอ แย่งผู้ชายของเธอ และทำร้ายลูกของเธอ
นานวันเข้าหลังจากที่เธอให้กำเนิดลูกคนที่สี่ เธอก็เป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายไปในที่สุด
หลังจากที่เธอตายได้ไม่นาน ลู่จิ่งซานก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน
ส่วนลูกๆ ที่เจ้าของร่างเดิมคลอดมา ลูกสาวคนโตที่ถูกยกให้สวี่เจวียนเจวียนหรือก็คือหวงซินอวี่ ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก เพราะพยายามที่จะทำร้ายนางเอกของเรื่อง ส่วนลูกอีกสามคนที่เหลือก็ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ด้านมืด และทำตัวมีปัญหา
ไม่มีใครมีจุดจบที่ดีเลย
ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ชื่นชอบตัวละครลู่จิ่งซานมาก ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาจะเป็นเพียงตัวประกอบของตัวประกอบ แต่ก็ยังมีการกล่าวถึงเรื่องราวของพวกเขาอยู่เสมอๆ
“แม่คะ” สวี่เจวียนเจวียนที่อยู่ข้างนอกบ้านกล่าวด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจหวังซิ่วหลิง “จือจือแค่คิดมากไปเอง เรื่องแต่งงานดีๆ แบบนี้ ได้แต่งเข้าตระกูลลู่ถือเป็นโชคของน้องแล้ว เดี๋ยวหนูจะเข้าไปคุยกับน้องเอง แม่ไม่ต้องโกรธหรอกนะคะ”
“ลูกสาวของฉันคนนี้รู้ความจริงๆ” หวังซิ่วหลิงตบปุๆ ที่มือของสวี่เจวียนเจวียนด้วยความเอ็นดู “ไม่ต้องไปสนใจนังเด็กเหลือขอนั่นหรอก ยังไงซะมันก็ต้องไปตายที่บ้านตระกูลลู่ ไปเถอะ แม่นึ่งไข่ตุ๋นให้ รีบไปกินซะ”
“แม่คะ” สวี่เจวียนเจวียนลังเลเล็กน้อย “ไข่ตุ๋นเก็บไว้ให้นน้องกินดีกว่า น้องต้องแต่งงานวันนี้แล้วนี่คะ…”
“นังเด็กเหลือขอไม่มีค่าพอจะได้กินไข่ตุ๋นหรอก ลูกกินไปเถอะ ลูกของแม่คนนี้รู้ความที่สุดแล้ว”
…
ความเศร้าและความเสียใจพลันแผ่ซ่านเข้ามาในใจ
สวี่จือจือหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็กลับมาสดใสและแน่วแน่
‘เธอจงวางใจได้เลย ในชาตินี้ฉันจะไม่เหมือนกับเธอในชาติที่แล้ว ส่วนคนที่เคยทำร้ายเธอ ฉันก็จะไม่ปล่อยพวกมันไปอย่างแน่นอน’
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงเตาอย่างยากลำบาก เมื่อปรับตัวได้แล้วก็เดินไปที่ประตู
ในลานบ้านยังคงเป็นภาพของแม่ผู้แสนใจดีกับลูกกตัญญู
วันนี้เป็นวันแต่งงานของสวี่จือจือ และเป็นการแต่งเข้าตระกูลลู่ แม้ว่าปกติจะไม่ค่อยถูกกับหวังซิ่วหลิง แต่เช้าตรู่บรรดาป้าๆ ในตระกูลก็ยังมาช่วยกันแต่เช้า
อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชินชากับความลำเอียงที่หวังซิ่วหลิงมีต่อลูกสาวคนโต และความใจร้ายที่ทำกับลูกสาวคนเล็กมาเป็นสิบปีแล้ว
“นังเด็กเหลือขอนั่น เดี๋ยวแม่จะเข้าไปสั่งสอนให้มันเชื่อฟังเอง…” ในขณะที่เปิดประตู หวังซิ่วหลิงก็กำลังช่วยจัดแต่งทรงผมให้กับสวี่เจวียนเจวียนอย่างเอาใจใส่ไปด้วย แต่ปากก็ยังบ่นด่าสวี่จือจืออย่างไม่สบอารมณ์
“แม่” สวี่จือจือเรียกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้อารมณ์ “ถ้าหนูเป็นเด็กเหลือขอ แม่ที่เป็นแม่ของหนูจะเป็นอะไรล่ะคะ? คนแก่เหลือขอเหรอ?”
ทุกคนชะงักราวกับว่าแม้แต่บรรยากาศโดยรอบก็พลันหยุดนิ่ง
เมื่อกี้พวกเธอได้ยินอะไรน่ะ?
เด็กกระสอบทรายถึงกับกล้าเถียงแล้ว!
“นังเด็กสารเลวนี่ แกกล้าด่าฉันเหรอ?” หวังซิ่วหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโต้ตอบด้วยความโกรธเกรี้ยว “กล้าดียังไงมาทำแบบนี้ ดูซิ วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย”
“ดีเลย ถ้าแม่ตีหนูตายได้วันนี้ก็ดีเลย” ใครจะรู้ว่าสวี่จือจือไม่ได้กลัวเธอเลย แถมยังพูดด้วยรอยยิ้ม “จะได้เอาสินสอดสองร้อยหยวนของตระกูลลู่ไปคืน”
เอาไปคืน?
ไม่มีทาง!
นังเด็กเหลือขอเหิมเกริมแล้ว ถึงกับกล้ามาขู่เธอ!
“อย่าคิดว่าวันนี้แกจะแต่งงานแล้วแม่จะไม่กล้าสั่งสอนแก” หวังซิ่วหลิงคว้าไม้กวาดที่อยู่ใกล้ๆ แล้วยกขึ้นจะตีสวี่จือจือ
ยังไงซะขอแค่ไม่โดนหน้าก็พอแล้ว
“นังเด็กเหลือขอ ปล่อยนะ” ไม้กวาดที่หวังซิ่วหลิงยกขึ้นถูกสวี่จือจือคว้าไว้ด้วยมือเดียว
นังตัวซวยนี่แรงเยอะขนาดนี้ได้ยังไง
“ได้สิคะ” สวี่จือจือยิ้มแล้วก็ปล่อยมือของเธออย่าง ‘เชื่อฟัง’
แต่ในขณะที่ปล่อย เธอก็ออกแรงผลักนิดหน่อย
“โอ๊ย หน้าฉัน!” สวี่เจวียนเจวียนที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่ก็เอามือลูบหน้าตัวเองพร้อมกับกรีดร้อง “เจ็บจังเลย”
เวลาที่หวังซิ่วหลิงทุบตีสวี่จือจือมักจะใช้แรงทั้งหมดที่มี เมื่อถูกสวี่จือจือผลักไปด้านหลัง ทั้งตัวก็เสียหลักล้มไปข้างหลัง ไม้กวาดที่อยู่ในมือก็เหวี่ยงไปข้างหลังอย่างแรง
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเป็นโชคชะตา ไม้กวาดนั้นก็ดันไปตีเข้าที่ใบหน้าของสวี่เจวียนเจวียนอย่างจัง
“เลือด…ฉันเลือดออกแล้ว…”
………………………..
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
บทที่ 2 ฝ่ามือพิฆาต
ในลานบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด เพราะสวี่เจวียนเจวียนได้รับบาดเจ็บ
หวังซิ่วหลิงร้องเรียกให้สวี่จงโฮ่วไปเอายาทา พร้อมกับปลอบโยนสวี่เจวียนเจวียนอย่างทะนุถนอม “เจวียนจื่อไม่ต้องกลัว เดี๋ยวแม่จะจัดการให้เอง จะตีนังเด็กเหลือขอนั่นให้ตาย”
ในขณะที่สวี่จือจือกลับไม่รู้ว่าไปคว้าชามไข่ตุ๋นมาถือไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
ระหว่างที่กินก็มองดูหวังซิ่วหลิงกับสวี่เจวียนเจวียนแสดงโชว์ไปด้วยอย่างสนุกสนาน
“แม่ ไข่ตุ๋นของหนู!” สวี่เจวียนเจวียนเงยหน้าขึ้นก็เห็นสวี่จือจือกำลังกินไข่ตุ๋นของเธออย่างมีความสุข ในใจรู้สึกโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็ยังทำหน้าเหมือนคนถูกรังแก
“แกมันไม่อาย!” หวังซิ่วหลิงมองตามสายตาของลูกสาวมาก็โมโหจนควันออกหู “ไข่ตุ๋นนี่ฉันให้ลูกสาวฉันกิน นังเด็กเหลือขอ รีบคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การได้กินไข่สักฟองก็เหมือนกับได้ฉลองปีใหม่
บ้านตระกูลสวี่นั้นมีสวี่จงโฮ่วและสวี่จือจือเป็นแรงงานหลัก สวี่จงโฮ่วได้รับคะแนนแรงงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านซ่างสุ่ย แถมสวี่จือจือยังมีคะแนนส่วนของปู่ย่าอีก แม้ว่าหวังซิ่วหลิงจะไม่ทำงาน คะแนนก็ยังพออยู่พอกิน
ยิ่งเมื่อสองสามปีมานี้ทางหน่วยงานอนุญาตให้แต่ละบ้านเลี้ยงหมูและไก่ สวี่จือจือไม่เพียงแต่ต้องไปทำงาน แต่ยังต้องดูแลหมูสองตัวและไก่สี่ตัวที่บ้านอีกด้วย
น่าขันเสียจริง ที่ไข่ไก่ที่เธอเลี้ยงเองกลับไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติเลยสักครั้ง
“เมื่อกี้สวี่เจวียนเจวียนไม่ได้บอกว่าจะให้หนูกินหรอกเหรอ?” สวี่จือจือรีบกินไข่ตุ๋นจนหมดแล้วยื่นชามให้หวังซิ่วหลิง “เอาไปสิ”
เพล้ง!
“แม่” สวี่จือจือมองชามที่แตกอยู่บนพื้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนถูกรังแก “แม่ไม่อยากให้หนูกินไข่ตุ๋นก็ไม่เห็นต้องโกรธชามเลยนี่คะ”
“แกมันนังเด็กแพศยา!” หวังซิ่วหลิงโกรธจนแทบตาย “ฉันว่าแกจงใจทำชามของฉันแตก!”
สวี่จือจือก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว “แม่ระวังล้มนะ ถ้าเกิดเศษชามบาดหน้าขึ้นมา… มันจะเสียโฉมนะ…”
“โอ๊ย!”
ยังไม่ทันที่สวี่จือจือจะพูดจบ หวังซิ่วหลิงก็ล้มคว่ำไปข้างหน้าเสียแล้ว
“หน้าฉัน!” เมื่อลุกขึ้นได้ก็เห็นว่าใบหน้าของตนเองโดนเศษกระเบื้องบาดจนเลือดไหลออกมา หวังซิ่วหลิงเอามือกุมใบหน้าแล้วด่าทอ “นังเด็กแพศยา นังตัวซวย!”
สวี่จือจือ “…”
เธอไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้สักหน่อย แต่พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว เธอก็รู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย
“แม่ ทำไมถึงไม่ระวังแบบนี้ล่ะคะ?” สวี่จือจือถามอย่างไร้เดียงสา “หนูก็เตือนแล้วนี่นา แล้วก็อย่าด่าหนูเลย ด่าหนูก็เหมือนด่าตัวเองนั่นแหละ คนแก่เหลือขอ คนแก่ตัวซวย!”
หวังซิ่วหลิง “…”
รู้สึกเหมือนเลือดจะไหลออกมาด้วยความโมโห
ทุกคน “…”
ทำไมมองหวังซิ่วหลิงตอนนี้แล้วรู้สึกขบขันขึ้นมาได้นะ?
สมน้ำหน้า! สะใจจริงๆ!
“พอได้แล้ว” หวังซิ่วหลิงโมโหจนอยากจะด่าอีกรอบ แต่ก็ถูกหญิงสูงวัยคนหนึ่งตำหนิ “วันนี้เป็นวันดีของจือจือ อย่ามาทำเรื่องน่าขายหน้าอยู่ตรงนี้ รีบไปทำแผลซะ”
หญิงสูงวัยคนนี้คือโจวกุ้ยอิง ภรรยาของสวี่ฉางไห่ หัวหน้าหน่วยที่สองของหมู่บ้านซ่างสุ่ย หรือก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของสวี่จงโฮ่ว
“ส่วนเธอก็พูดจาให้มันหน่อยๆ หน่อย” โจวกุ้ยอิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “กำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว”
ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลลู่ เธอคงไม่อยากจะมาเหยียบย่างบ้านหลังที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบนี้หรอก
“หนูรู้ค่ะ ป้าสะใภ้ใหญ่” สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูไม่ได้อยากจะไม่แต่งงานสักหน่อย แค่ไม่อยากให้คนดูถูกผู้หญิงของหมู่บ้านซ่างสุ่ยก็เท่านั้นเอง”
“ถุ้ย!” หวังซิ่วหลิงเพิ่งทายาห้ามเลือดที่ใบหน้าเสร็จ พอได้ยินสวี่จือจือพูดแบบนั้นก็หัวเราะเยาะ “นังคนหน้าไม่อายอย่างแก คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? หา?”
ยังจะดูถูกผู้หญิงของหมู่บ้านซ่างสุ่ยอะไรอีก?
มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?
“เฮ้อ” สวี่จือจือถอนหายใจ “หนูไม่มีสินเดิมติดตัวสักอีแปะเดียว แถมยังต้องไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นก็คงจะบอกว่าผู้หญิงของหมู่บ้านเราไม่คู่ควร เมื่อไปอยู่บ้านสามีก็คงจะต้องโดนกดขี่ไปตลอดชีวิต”
มันก็จริงอย่างที่ว่า
คนที่เดิมทีกำลังดูเหตุการณ์สนุกๆ ก็พลันได้สติ
“ป้าสะใภ้ใหญ่ น้องหลานเอ๋อร์ต้องแต่งเข้าไปในเมือง ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนบ้านสามีเข้าล่ะก็…” สวี่จือจือพูดแค่นี้แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้โจวกุ้ยอิงคิดเอาเอง
“แกพูดจาเหลวไหล” หวังซิ่วหลิงรู้ทันทีว่าสวี่จือจือกำลังคิดอะไรอยู่ “นังเด็กเหลือขอ แกยังคิดอยากจะได้สินเดิมเหรอ ถุ้ย… อย่าแม้แต่จะคิด”
“แม่” สวี่จือจือพูดอย่างจนปัญญา “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าด่าตัวเอง แม่ทำแบบนี้ด่าตัวเองว่านังแก่พูดจาเหลวไหล คนแก่เหลือขอ…มันดีเหรอคะ?”
หวังซิ่วหลิงโกรธจนแทบจะล้มทั้งยืน ยกมือขึ้นมาจะตบสวี่จือจือให้ได้
“แม่ ทำไมถึงโมโหขนาดนี้ล่ะ?” สวี่จือจือไม่มีทางยอมให้ถูกตีอยู่แล้ว เธอวิ่งหนีพลางร้องตะโกน “ระวังจะเอวเคล็ดนะคะ”
แล้วเสียงดังกร๊อบก็ดังขึ้น
หวังซิ่วหลิงเอวเคล็ดเข้าจริงๆ!
สวี่จือจือเอามือปิดปาก หรือว่าพอทะลุมิติมาแล้ว ปากของเธอจะมีฤทธิ์เดชจริงๆ?
“แม่ ที่หนูพูดมาทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงนะคะ” สวี่จือจือพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ถ้าแม่ไม่ให้สินเดิมหนู แม่ก็จะซวยไปทั้งชาติ ไม่ให้สินเดิมแถมยังให้หนูเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้หญิงของหมู่บ้านเราก็จะไม่ได้แต่งงานกัน หรือไม่ก็ถูกบ้านสามีกดขี่ไปตลอดชีวิต”
เผละ
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบก็มีขี้นกตกใส่ใบหน้าของหวังซิ่วหลิง เป็นขี้นกก้อนใหญ่มาก ไหลจากหน้าผากลงมาที่จมูกและปาก
หวังซิ่วหลิงกำลังจะด่า พออ้าปากขี้นกก็หล่นเข้าปากของเธอ
หล่น
เข้าไปแล้ว!
ทุกคน “…”
ปากของเด็กคนนี้มันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แล้วมองสวี่จือจือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะคำที่เธอพูดเมื่อกี้ว่า ถ้าแต่งออกไปก็จะต้องโดนบ้านสามีกดขี่!
ไม่ได้นะ!
“แหวะ…นังเด็กเวร…” หวังซิ่วหลิงเช็ดปากพลางสั่งสวี่จงโฮ่ว “แกเป็นศพหรือยังไง ทำไมไม่รีบไปกระทืบนังลูกไม่รักดีนี่ให้ฉันสักที”
“แม่คะ แม่กินขี้นกเข้าไปเหรอ!” สวี่จือจือเอามือปิดปากพูดเสียงดังด้วยความตกใจ
กิน
ขี้
นก!
ทุกคน “…”
ทำไมรู้สึกขยะแขยงแบบนี้ล่ะ?
“ไอ้…ไอ้!”
สวี่จงโฮ่วเป็นคนไม่มีหัวคิด ตลอดหลายปีมานี้เขาเคยชินกับการทำตามที่หวังซิ่วหลิงบอกเสมอ แถมยังเคยลงมือทำร้ายเจ้าของร่างเดิมมานับครั้งไม่ถ้วน
“จือ…จือเอ๊ย” สวี่จงโฮ่วถูมือไปมา แล้วพูดติดอ่างเล็กน้อย “แก…อย่าไปยั่วโมโหแม่…แม่แกเลย”
ทำไมถึงไม่เชื่อฟังกันบ้างนะ?
สวี่จือจือมองดูชายที่ถูกหวังซิ่วหลิงกดขี่มาทั้งชีวิตด้วยสายตาเย็นชา สมกับคำที่ว่าคนน่าสงสารมักจะมีสิ่งที่น่าชิงชัง
สวี่จงโฮ่วพูดจบก็หลับตาลง แล้วก็เงื้อมือขึ้น
เพียะ!
“โอ๊ย… พ่อตบฉันทำไม!” สวี่เจวียนเจวียนที่เดิมทีกำลังดูละครอยู่ กำลังรอให้สวี่จงโฮ่วจัดการสวี่จือจือเหมือนที่เคยทำ แต่ไม่คิดว่าฝ่ามือของสวี่จงโฮ่วจะมาตบเข้าที่ใบหน้าเธอ
เธอกุมใบหน้าที่บวมแดงไว้ แล้วเตะสวี่จงโฮ่ว “พ่อต้องตบนังเด็กเหลือขอสวี่จือจือ ไม่ใช่มาตบฉัน!”
สวี่จงโฮ่วจะกล้าตบสวี่เจวียนเจวียนได้อย่างไร “เจวียนจื่อ พ่อไม่ได้ตั้งใจ…”
เขาเองก็ไม่รู้ว่าตั้งใจจะตบสวี่จือจือแท้ๆ แต่ทำไมถึงมาโดนหน้าของสวี่เจวียนเจวียนแทน
“แกมันคนใจอำมหิต” สวี่เจวียนเจวียนมองเห็นสวี่จือจือยังยืนอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนว่าวันนี้สวี่จือจือดูสวยกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ “ฉันจะตีแกให้ตาย นังคนหน้าไม่อาย”
สวี่เจวียนเจวียนรู้สึกไม่ดี เธอรู้สึกว่าเรื่องราวในวันนี้กำลังหลุดจากการควบคุมของเธอไปเรื่อยๆ
แต่ยังไม่ทันที่มือของเธอจะถึงตัวสวี่จือจือ เธอก็ถูกอีกฝ่ายกระชากผมแล้วตบหน้าอย่างแรง
………………………..
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
บทที่ 3 ไม่ต่างอะไรกับการผูกเวรผูกกรรม
เมื่อคิดว่าสวี่จือจือจะต้องแต่งงานกับลู่จิ่งซาน สวี่เจวียนเจวียนก็แทบจะอกแตกตาย
ถึงแม้ว่าลู่จิ่งซานจะมีชื่อเสียงในด้านดวงกินภรรยา แต่เขาก็เป็นคนที่เธอแอบชื่นชมมาตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมนังเด็กแพศยาสวี่จือจือถึงได้เขาไป
เพียงแต่เธอถูกหวังซิ่วหลิงเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็ก ยิ่งตอนนี้สวี่จือจือก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ในตอนที่เธอพุ่งเข้ามา สวี่จือจือก็คว้าผมของสวี่เจวียนเจวียนเอาไว้ได้ แล้วตบหน้าไปหลายฉาด
“นังตัวซวย แกถึงกับกล้าตบฉัน” สวี่เจวียนเจวียนร้องกรีดร้องเสียงดัง
ยิ่งเธอโวยวาย สวี่จือจือก็ยิ่งตบแรงขึ้น
ไม่ว่ายังไงหวังซิ่วหลิงก็เป็นแม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิม และเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเธอลงมือกับหวังซิ่วหลิง เรื่องที่เธอมีเหตุผลก็จะกลายเป็นไม่มีเหตุผลไป
ส่วนสวี่เจวียนเจวียนก็เป็นแค่ตัวยุยง ไม่เพียงแต่จะกลั่นแกล้งเจ้าของร่างเดิม เธอยังยุยงให้หวังซิ่วหลิงกับสวี่จงโฮ่วทำร้ายเจ้าของร่างเดิมอยู่เสมอ เจ้าของร่างเดิมโดนทำร้ายสิบครั้ง แปดเก้าครั้งก็เป็นเพราะสวี่เจวียนเจวียนยุยงทั้งนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลลู่มาสู่ขอพอดี สวี่เจวียนเจวียนคงไม่ถึงกับลงมืออย่างรุนแรง ให้ชายคนรักของตัวเองอย่างหวงรุ่ยเซิง ซึ่งเป็นบัณฑิตที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ข่มขืนเจ้าของร่างเดิมเพื่อให้อีกฝ่ายตั้งท้องลูกหรอก
โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมไม่ได้โง่เขลาจนเกินไป อีกฝ่ายไม่ยอมอย่างเด็ดขาด เมื่อจนมุมก็เลยวิ่งไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ไม่อย่างนั้นชีวิตคงจะพังพินาศไปแล้ว
สวี่เจวียนเจวียนเพิ่งจะโดนสวี่จงโฮ่วตบหน้าไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ออกแรงมาก แต่เขาก็เป็นผู้ชาย อีกทั้งยังทำงานใช้แรงมาตลอด ตบไปทีหนึ่งใบหน้าของสวี่เจวียนเจวียนก็บวมขึ้นมาครึ่งซีกแล้ว
สวี่จือจือคว้าผมของเธอแล้วตบซ้ายตบขวา ใบหน้าของเธอก็บวมเหมือนหมู แม้แต่ผมที่สวี่เจวียนเจวียนเคยภาคภูมิใจก็ยังถูกกระชากออกมาเป็นกระจุก
“โอ๊ย…สวี่จงโฮ่ว แกตายแล้วหรือยังไง!” หวังซิ่วหลิงที่ทนเจ็บปวดจากอาการเอวเคล็ดก็ตบสวี่จงโฮ่วไปหนึ่งฉาด “เห็นลูกสาวแกโดนนังเด็กเหลือขอนั่นตบ ยังยืนโง่อยู่ทำไม ไปทุบตีมันให้ตายซะ”
สวี่จงโฮ่วตกใจกับความ ‘ดุดัน’ ของสวี่จือจือไปแล้ว
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในลานบ้านนั้นเกินกว่าความเข้าใจของสวี่จงโฮ่วไปนานแล้ว เขาทำได้เพียงทำตามคำสั่งของหวังซิ่วหลิงราวกับเครื่องจักร แข้งขาพันกันแล้วก็สะดุดขาล้มลงทับหวังซิ่วหลิง
“โอ๊ย ไอ้คนไม่ได้เรื่อง!” หวังซิ่วหลิงถูกเขาทับอยู่บนพื้น ท้ายทอยกระแทกพื้น แถมข้อศอกของสวี่จงโฮ่วก็ยังไปโดนเอวที่เคล็ดของเธออีก ทำให้เธอร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือด “เอวฉัน!”
ในขณะที่พูดมือของเธอก็ไม่ได้หยุด ข่วนใบหน้าของสวี่จงโฮวจนเลือดซิบ
สวี่จงโฮ่วสติแตกไปแล้ว
วันนี้…เขาไม่เพียงแต่ตบหน้าลูกสาวสุดที่รักของตัวเอง แต่ยังทำให้เอวของภรรยาบาดเจ็บอีก เมื่อคิดถึงอนาคตแล้ว เขาก็รู้สึกกลัวเหลือเกิน!
ในใจที่กำลังตระหนก มือเท้าของเขาก็ยิ่งสับสน อยากจะลุกขึ้นแต่ก็ถูกหวังซิ่วหลิงเตะเข้าที่หน้าแข้ง
โครม! เขาก็ทับลงไปบนร่างของเธออีกครั้ง เป็นอย่างนี้ติดต่อกันหลายครั้ง
ถ้าสวี่จือจือไม่รู้เรื่องราวในอดีตของสวี่จงโฮ่ว เธอคงจะคิดว่าเขากำลังจงใจหาโอกาสแก้แค้นหวังซิ่วหลิงอยู่แน่ๆ
เธอสะบัดมือที่เริ่มชา เหวี่ยงสวี่เจวียนเจวียนออกไป แล้วเช็ดมืออย่างรังเกียจ
เจ็บ
แต่ก็สะใจ!
“ทำไมพี่ต้องกลั่นแกล้งฉันด้วย” สวี่จือจือพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนถูกรังแก “ตั้งแต่เด็ก พี่ก็คอยยุยงพ่อแม่ให้ทำร้ายฉัน แม้แต่สินสอดของฉันพี่ก็ยังจะเอาไป”
“เป็นลูกสาวของบ้านตระกูลสวี่เหมือนกันแท้ๆ ทำไมฉันถึงเหมือนเป็นลูกที่ถูกเก็บมาเลี้ยงล่ะ?”
สวี่จือจือพูดพลางน้ำตาคลอเบ้า เธอรู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นของเจ้าของร่างเดิม เธอถามเสียงดัง “พี่ป้าน้าอาทุกท่าน ลองดูบนตัวของหนูสิ…”
เธอไม่รู้สึกเขินอายที่จะเลิกเสื้อขึ้น เผยให้เห็นแขนที่ขาวละเอียด และรอยแผลเป็นที่น่าเวทนา
รอยแผลเก่า รอยแผลใหม่ รอยสะเก็ดแผล…
“ทั้งตัว ทั้งขา ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น” สวี่จือจือพูดพลางร้องไห้
เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ลงมือทำร้ายคนอื่น แต่ตอนนี้กลับเหมือนคนถูกรังแก สวี่เจวียนเจวียนโมโหแทบตายแล้ว
“นังตัวซวย แกกล้าดียังไงมาทำร้ายเจวียนจื่อของฉัน” หวังซิ่วหลิงที่เริ่มได้สติแล้ว นอนอยู่บนพื้นชี้หน้าด่าสวี่จือจือ “ฉันเป็นคนคลอดแกมา ฉันจะทุบตีแก แล้วจะทำไม?
ฉันว่าแล้วเชียว ว่าทำไมถึงเอาแต่โวยวาย ที่แท้ก็เก็บซ่อนแผนร้ายเอาไว้นี่เอง ฉันจะบอกแกให้รู้ไว้นะ ฉันจะทุบตีลูกสาวของฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาห้าม
จะสินสอด? สินเดิม? ไม่มีให้สักอีแปะนั่นแหละ!
ไอ้คนตาย ทำไมไม่รีบมาพยุงฉันขึ้นอีก” หวังซิ่วหลิงตะโกนใส่สวี่จงโฮ่ว
“แม่เจวียนจื่อ เธอจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ” มีคนทนไม่ไหวก็เลยเอ่ยปากออกมา
ถึงแม้จะไม่ชอบลูกสาวคนนี้แค่ไหนก็ไม่ควรที่จะทำร้ายลูกถึงขนาดนี้กระมัง ดูสิว่าทำร้ายลูกไปถึงขนาดไหนแล้ว
“ใช่แล้ว ลำเอียงก็ไม่ควรจะลำเอียงแบบนี้”
ลำเอียงจนแทบจะเข้ากระดูกดำแล้ว
“ถุ้ย ฉันตีมันแล้วจะทำไม?” หวังซิ่วหลิงเคยชินกับการอาละวาดไปแล้ว เธอจะทนให้ใครมาต่อว่าตัวเองได้ยังไง “ถ้าไม่เป็นเพราะนังตัวซวยนี่ ฉันจะเสียเลือดจนเกือบตายอย่างนี้เหรอ? ทำให้ฉันมีลูกชายคนต่อไปไม่ได้เลยนะ!”
“ฉันว่านะหวังซิ่วหลิง” โจวกุ้ยอิงพูดพลางยิ้มหยัน “เมื่อก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเธอทำตัวเอง เอาแต่กินๆ นอนๆ ไม่ยอมออกกำลังกาย แถมยังแบกท้องโตไปตีกับเจ้ารอง กลับไม่ระวังจนกระทั่งไปกระแทกท้องเอง แกจะคลอดก่อนกำหนดได้ยังไง?”
ถ้าไม่คลอดก่อนกำหนด ก็คงไม่เกิดภาวะที่ลูกอยู่ในท่าผิดปกติ!
เมื่อก่อนเธอก็เคยสงสารลูกสาวคนเล็กของบ้านเจ้ารอง แต่เด็กคนนี้มันก็น่าหงุดหงิด ซื่อบื้อจนน่าชิงชัง ถึงกับเอาสิ่งที่เธอพูดไปบอกกับหวังซิ่วหลิง ทำให้หวังซิ่วหลิงมาอาละวาดกับเธอ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โจวกุ้ยอิงก็ไม่สนใจอีกเลย
คนน่าสงสารมักจะมีสิ่งที่น่าชิงชัง ลูกสาวคนเล็กของบ้านเจ้ารองก็เหมือนกับพ่อที่โง่เขลาของอีกฝ่ายไม่มีผิด แต่ไม่คิดว่ากระสอบทรายคนนี้จะกล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน
แต่โจวกุ้ยอิงก็ยังไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องโสมมเหล่านี้ พอเห็นหวังซิ่วหลิงนำเรื่องเก่าๆ ในอดีตกลับมาพูดอีกครั้ง เธอถึงกับทนไม่ได้จนต้องเอ่ยปากออกมา
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องในอดีต รู้เพียงแต่ว่าจากคำพูดของหวังซิ่วหลิง สวี่จือจือเป็นคนดวงแข็ง เกิดมาโดยเอาเท้าลง ทำให้หวังซิ่วหลิงต้องผ่าตัดมดลูกออกไปครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างนี้
“แม่” สวี่จือจือมองหวังซิ่วหลิงอย่างสงสัย “แม่ชอบด่าหนูว่าเป็นตัวซวย แต่ปู่ของหนูก็ตายเพราะแม่เหมือนกันนี่นา จะว่าไป แม่ไม่ยิ่งกว่าตัวซวยเหรอคะ?”
ใครๆ ก็บอกว่าใช่
หวังซิ่วหลิงแต่งเข้าบ้านตระกูลสวี่ได้ไม่นาน ปู่สวี่ที่ยังแข็งแรงอยู่ดีๆ ก็พลันสิ้นใจไปเฉยๆ หลังจากนอนหลับไป
“พูดจาเหลวไหล” หวังซิ่วหลิงชี้หน้าด่าโจวกุ้ยอิง “แกมันตัวจุ้นจ้าน อย่ามายุ่งเรื่องบ้านคนอื่น”
“ทุกคนเอะอะโวยวายอะไรกัน” สวี่ฉางไห่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าดำคล้ำ “มันน่าดูตรงไหน”
เขาได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากในลานบ้านตั้งแต่ไกล
ช่างน่าขายหน้าจริงๆ!
“คุณลุง” สวี่จือจือทักทาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “คุณลุงเป็นหัวหน้าหน่วย มีความรู้มากมาย ประชาคมชีหลี่ของเรา มีบ้านไหนที่ให้ลูกสาวเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้บ้างเหรอคะ?”
เรื่องนี้…ในสังคมเก่าเคยมี แต่ในสังคมใหม่ไม่มีจริงๆ
เพียงแต่ว่าคุณนายเฒ่าแห่งตระกูลลู่มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ไม่มีใครกล้ายุ่ง
“หนูไม่ได้ติดใจอะไรหรอกนะคะเรื่องที่ต้องเข้าพิธีกับไก่ตัวผู้” สวี่จือจือพูดต่อ “แต่ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นจะว่าผู้หญิงของหมู่บ้านซ่างสุ่ยเป็นคนอ่อนแอ ถูกรังแกได้ง่าย”
“ถ้ามีคนไปร้องเรียนกับทางประชาคมว่าเรายังทำตามขนบธรรมเนียมในสังคมเก่า คุณลุงที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วย…”
แถมยังเป็นหลานสาวของตัวเองที่ต้องเข้าพิธีกับไก่ตัวผู้ คนในตระกูลลู่ก็ไม่เป็นไร แต่เขาสวี่ฉางไห่คงจะไม่รอดแน่ๆ!
“สินสอดสองร้อยหยวน ไม่ให้สินเดิมสักอีแปะเดียว ไม่ต่างอะไรกับการผูกเวรผูกกรรมกันเลย”
มันจะได้ที่ไหนกัน!
………………………..
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^