ยื่น กกต. สอบคู่สมรส "พีระพันธุ์" ปมถือหุ้นเกินกำหนด เสี่ยงขัด รธน.
ยื่น กกต. สอบคู่สมรส "พีระพันธุ์" ปมถือหุ้นเกินกำหนด เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ
วันที่ 12 มิ.ย. 2568 นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการสภา และนักร้องเรียนมืออาชีพ เดินหน้ายื่นเรื่องถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของการถือครองหุ้นโดย นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเรื่องนี้ถือเป็นอีกประเด็นที่กำลังถูกจับตามองอย่างเงียบ ๆ แต่แรงกระเพื่อมอาจสะเทือนถึงระดับคณะรัฐมนตรี
ตามคำร้องของ นายสนธิญา ระบุว่า นางสุนงค์ปรากฏชื่อถือหุ้นในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการกลุ่มโรงแรมในเครือดุสิตธานี ในสัดส่วน 21.2% โดยมีชื่อนามสกุลตรงกับคู่สมรสของนายพีระพันธุ์ และได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
“ถ้าการถือหุ้นดังกล่าวเป็นความจริง ก็อาจเข้าข่ายขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 170 (5) ซึ่งห้ามรัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือหุ้นในลักษณะที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือขัดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” นายสนธิญา กล่าว
การถือหุ้นเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด อาจนำไปสู่การพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ หากตรวจสอบพบข้อเท็จจริงตามคำร้อง โดยในมาตรา 170 ระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อมาตรา 187 อาจเป็นเหตุให้รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง
“กรณีนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หากผิดจริง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่เพิกเฉย ต้องดำเนินการตามกระบวนการโดยไม่เลือกปฏิบัติ” นายสนธิญา กล่าวเสริม
หลังจากการยื่นคำร้องต่อ กกต. แล้ว นายสนธิญายังระบุว่าจะยื่นเรื่องเพิ่มเติมต่อ สำนักงานอัยการสูงสุด และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันเดียวกัน เพื่อให้มีการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากในทางกลับกัน คู่สมรสดังกล่าวยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งต้องมีการพิจารณาทางกฎหมายแยกต่างหาก แต่หากจดทะเบียนแล้ว ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แม้กรณีนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบขั้นต้น แต่ด้วยตำแหน่งของนายพีระพันธุ์ที่เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่อาจมองข้ามในเชิงการเมือง เพราะนอกจากอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรี ยังอาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกในเวทีสาธารณะหรือสภาฯ ได้ในอนาคต
หากผลสอบจาก กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในยุคที่ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น