โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนทำงานที่บ้าน เหงากว่าคนเข้าออฟฟิศ โดดเดี่ยว เสี่ยงหมดไฟสูง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 11.21 น.

แม้การทำงานจากระยะไกล หรือ Remote work จะให้ทั้งอิสระและความยืดหยุ่น แต่ความรู้สึกเหงาและแยกตัวจากผู้คนกลับเป็นปัญหาที่ วัยทำงานหลายคนไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตนเอง ชวนส่องสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานจากบ้านหรือจากสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ออฟฟิศจะรู้สึกโดดเดี่ยว มากกว่าคนที่เข้าออฟฟิศเป็นประจำ

ทำไมการทำงานจากบ้านหรือจากที่อื่นๆ นอกออฟฟิศ จึงรู้สึกเหงา?

ก่อนหน้านี้ การทำงานจากระยะไกล (remote work) ได้กลายเป็นทางเลือกที่หลายคนใฝ่ฝัน เพราะมันมาพร้อมกับความยืดหยุ่นของชั่วโมงทำงาน การควบคุมเวลาได้ด้วยตัวเอง และการหลีกเลี่ยงการเดินทางฝ่ารถติดที่แสนเหนื่อยล้า แต่ในทางกลับกัน ความอิสระนี้ก็มักแฝงมาด้วยภัยความเหงาโดยไม่ทันรู้ตัว หลายคนที่เริ่มต้นทำงานจากบ้านอาจไม่คิดว่าการไม่มีเพื่อนร่วมงานอยู่รอบตัวจะส่งผลต่อสภาพจิตใจได้มากขนาดนี้

จากผลสำรวจของ Gallup พบว่า 25% ของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Work, Work From Home เต็มเวลา มักจะรู้สึกเหงาหรือแยกตัวออกจากคนอื่น ในขณะที่กลุ่มที่ทำงานประจำที่ออฟฟิศมีเพียง 16% เท่านั้นที่รู้สึกแบบเดียวกัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘การทำงานจากบ้าน’ อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบเสมอไป โดยเฉพาะในแง่ของความสัมพันธ์ทางสังคมและสุขภาพจิต

ลองมาดูกันว่า มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้การทำงานแบบ Remote Work ถึงทำให้ชีวิตผู้ยุคนี้รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น และจะมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกขาดหายนี้ได้

1. ขาดการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันตัวต่อตัว

สิ่งหนึ่งที่หายไปทันทีเมื่อย้ายจากโต๊ะทำงานในออฟฟิศ มานั่งหน้าคอมที่บ้าน ก็คือ ‘ช่วงเวลาธรรมดาๆ ที่เคยทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม’ ไม่ว่าจะเป็นการทักทายกันระหว่างเดินไปตู้กดน้ำ ช่วงพักกินข้าว หรือบทสนทนาเล็กๆ ระหว่างวัน สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่สำคัญนัก แต่จริงๆ แล้วมันคือกาวใจที่เชื่อมโยงเรากับเพื่อนร่วมงาน และสร้างความรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างๆ เราเสมอ

ในโลกของการทำงานออนไลน์ ถึงจะมีวิดีโอคอลประชุมกันตลอดทั้งวัน แต่การสื่อสารมักถูกจำกัดไว้เพียงเรื่องงาน ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับหน้าจอมากกว่าการสื่อสารกับ “คนจริงๆ”

วิธีแก้ไข: ลองสร้างพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการนัดเจอกันแบบตัวต่อตัวในร้านกาแฟ ถ้าคุณและเพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้กัน หรือจัดกิจกรรมออนไลน์ที่ไม่เกี่ยวกับงาน เช่น "Zoom กาแฟเช้าวันศุกร์" อาหารกลางวันธีมเมนูประจำชาติ หรือเกมตอบคำถามกลุ่มผ่านวิดีโอ การจัดเวลาสำหรับเรื่องไม่เป็นทางการแบบนี้จะช่วยชุบชีวิตให้ทีมของคุณกลับมามีพลัง และทำให้คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอีกครั้ง

2. เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงาน-ชีวิตส่วนตัว เริ่มเลือนลาง

หนึ่งในข้อดีของการทำงานจากบ้าน คือคุณไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติด แต่นั่นก็หมายความว่า “บ้าน” ของคุณอาจกลายเป็น “ออฟฟิศ” ไปในตัว พื้นที่ที่เคยใช้พักผ่อนกลับกลายเป็นที่ประชุม ที่คิดงาน และที่ตอบอีเมลไม่รู้จบ

เมื่อไม่มีกรอบเวลางานหรือสถานที่ทำงานชัดเจน หลายคนจึงพบว่าตัวเองกำลังทำงานข้ามเวลาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกว่าไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของวันทำงานสามารถนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและหมดไฟอย่างช้าๆ

วิธีแก้ไข: สร้างขอบเขตระหว่าง “ชีวิตการทำงาน” กับ “ชีวิตของเราเอง” ไม่ว่าจะเป็นการจัดมุมเล็กๆ ให้เป็นพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะ หรือการกำหนดเวลาเริ่มงาน-เลิกงานให้ชัดเจน เช่น ลุกจากโต๊ะแล้วเดินเล่นเหมือนกำลังกลับบ้าน หรือฟังพอดแคสต์ที่ช่วยเปลี่ยนโหมดจาก ‘โหมดงาน’ เป็น ‘โหมดพัก’ อย่าลืม! ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวของคุณ เช่น มุมอ่านหนังสือ, โต๊ะกินข้าวกับคนในบ้าน, มุมเดินเล่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะช่วยย้ำเตือนว่าพื้นที่ของชีวิตคุณยังมีความสุข และไม่ควรถูกกลืนไปกับงาน

3. ขาดพลังงานร่วมจากทีมแบบที่เคยสัมผัสในออฟฟิศ

เคยไหม… แค่ได้เข้าออฟฟิศ เห็นเพื่อนร่วมงานนั่งทำงานข้างๆ ได้ยินเสียงคนคุยงาน ก็เหมือนมีพลังบางอย่างไหลเข้าสู่ตัวเรา? บรรยากาศแบบนั้นคือสิ่งที่การทำงานจากบ้านไม่สามารถทดแทนได้ เมื่อไม่มีทีมคอยกระตุ้น คอยแชร์ไอเดียหรือรับฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งงานที่เราทำก็อาจกลายเป็นเพียงการทำเพื่อให้เสร็จ มากกว่าการรู้สึกว่าเรากำลังมีส่วนร่วมในบางสิ่งที่ใหญ่กว่า

วิธีแก้: ทางเลือกหนึ่งคือการเข้าร่วม “โคเวิร์กกิ้งสเปซ” ไม่ว่าจะเป็น WeWork หรือพื้นที่ทำงานร่วมอื่นๆ ที่คุณสามารถเปลี่ยนบรรยากาศ พบผู้คนใหม่ๆ และรับพลังงานจากคนที่มีเป้าหมายคล้ายกัน ถ้าเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นปัญหา อาจลองพูดคุยกับหัวหน้าเพื่อขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในฐานะสวัสดิการของคนทำงานแบบรีโมต

อีกแนวทางหนึ่งคือการจัด "working session" ร่วมกับทีม เช่น การระดมสมองแบบเรียลไทม์ หรือทำงานเงียบๆ ไปด้วยกันผ่าน Zoom สิ่งเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้สึกว่าคุณยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม แม้จะนั่งห่างกันคนละมุมโลกก็ตาม

4. ไม่มีพื้นที่พูดคุยเรื่องอื่นนอกเหนือจากเรื่องงาน

ในการทำงานแบบ Remote work หลายครั้งที่บทสนทนาในแต่ละวันถูกย่อเหลือเพียงการเคลียร์งาน นัดประชุม และอัปเดตโปรเจกต์ ทุกอย่างถูกจัดเรียงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่กลับไม่มีพื้นที่สำหรับการคุยเล่นกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน

การขาดบทสนทนาที่ไม่มีวาระ อาจทำให้เรารู้สึกว่า “เราติดต่อกับคนอื่นแค่เพื่อให้งานเดิน” และเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจรู้สึกว่าชีวิตในแต่ละวันนั้นว่างเปล่าแม้จะเต็มไปด้วยกิจกรรม

วิธีแก้ไข: ลองเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารเล็กน้อย เช่น เปิดการประชุมด้วยการทักทายเรื่องส่วนตัวเล็กๆ เช่น ถามว่าเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเที่ยวไหนกันมา? หรือสร้างช่อง Slack สำหรับแชร์เพลงประจำวัน ซีรีส์แนะนำ หรือรูปสัตว์เลี้ยงของเพื่อนร่วมทีม วิธีนี้จะช่วยให้บทสนทนามีชีวิตชีวามากขึ้น และทำให้คุณรู้สึกใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงานแม้จะไม่ได้เจอหน้ากัน

อย่างไรก็ตาม การที่คนเราเกิดความเหงาไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ แต่มันคือธรรมชาติของมนุษย์ หากคุณกำลังรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงที่ทำงานจากบ้าน อย่าด่วนโทษตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความสามารถ แต่มันคือผลข้างเคียงธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ “ความเชื่อมโยง”

โชคดีที่คุณสามารถเลือกเติมสิ่งที่ขาดหายไปได้ ด้วยการปรับวิธีใช้ชีวิต ทำกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยสร้างความหมาย และออกแบบการทำงานใหม่ให้รองรับทั้งประสิทธิภาพและสุขภาพจิตในระยะยาว เพราะการทำงานจากระยะไกลไม่จำเป็นต้องเหงาเสมอไป ท้ายที่สุดแล้วคุณคือคนกำหนดชีวิตการทำงานของตัวเอง และคุณมีพลังจะเปลี่ยนแปลงมันได้

อ้างอิง: Forbes, Gallup

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...