โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว) ซูไป๋จิน ดาวนำโชคยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 12.20 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2567 เวลา 04.22 น. • MonShi
ซูไป๋จิน อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้านอาหาร ตื่นขึ้นมาพบว่าได้เป็นทารกในยุค 80 ท่ามกลางสังคมปิตาธิปไตยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมปู่ย่าของเธอถึงได้รักและดูแลเธอยิ่งกว่าเทพเจ้าน้อย ๆ กลางฝ่ามือล่ะ

ข้อมูลเบื้องต้น

ซูไป๋จิน อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้านอาหาร ลืมตาขึ้นและมองดูสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยรอบตัว เธอเห็นชายชราและหญิงชราอยู่ตรงหน้าเธอ ทั้งสองกำลังจ้องมองเธอแทบจะไม่กระพริบตา เธออ้าปากพูดออกมา เธอก็ต้องตกใจที่ได้ยินเสียงของตัวเอง

"แว้…… แว้ แว้……" ซูไป๋จิน ประหลาดใจเสียงของตัวเองพยายามยกมือขึ้นมาปิดปาก กลับยิ่งตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าแขนเล็ก ๆ ที่เธอโบกนั้นขาวดูบอบบางมาก และนิ้วของเธอก็เล็กราวกับไม้ขีดไฟ เธอกลายเป็นเด็กทารกไปแล้ว

แล้วนี่ยุค 80 ยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ท่ามกลางสังคมปิตาธิปไตยของหลายครอบครัว แล้วทำไมปู่ย่าของเธอถึงได้รักและดูแลเธอยิ่งกว่าเทพเจ้าน้อย ๆ กลางฝ่ามือล่ะ

สมาชิกครอบครัวซู

พ่อเฒ่าซู – ซูกั๋ว แม่เฒ่าซู - อันผิง (มีลูก 4 คน)

ลุงใหญ่ - ซูเจียวโจว ป้าสะใภ้ใหญ่ - ฟางชิง ลูกชายคนโต - ซูเจียนกั๋ว (16 ปี) ลูกชายคนรอง - ซูเจียนหลิว (15 ปี) ลูกสาว - ซูเหมยเซียน (13 ปี) ลูกชายคนที่สี่ - ซูเจียนเจียน (5 ปี)

ลุงรอง - ซูเจียวลู่ ป้าสะใภ้รอง - ลี่ถิง ลูกสาวคนโต - ซูเจียเหมียน (14 ปี) ลูกชายคนรอง - ซูเจียเว่ย (12 ปี) ลูกสาวคนที่สาม - ซูเจียปิง ( 8 ปี)

พ่อ - ซูเจียวหย่ง แม่ - เหยาซานเหม่ย ลูกชายคนโต - ซูเฟยฮุ่ย (10 ปี) ลูกชายคนรอง - ซูเฟยหลง (8 ปี) นอ. ลูกสาวคนสุดท้าย - ซูไป๋จิน

อาเล็ก - ซูเจียวจิน ลูกชายคนโต - เหอชิงสี (7 ปี) ลูกชายคนรอง - เหอชิงหยวน (5 ปี) ลูกชายคนที่สาม - เหอซีซวน (3 ปี)

***นิยายเรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่มีความสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ไม่ได้อิงกับประวัติศาสตร์ หรือบุคคลสำคัญ***

******เนื้อหาบทบรรยายอาจจะวกไปวนมามือใหม่ต้องขออภัยด้วยนะคะ เดี๋ยวกลับมาปรับแก้ไขให้ไวที่สุดค่ะ เจอคำผิดบอกได้เลยเด้อ******

ฝันสลายของดาวนำโชค (รีไรท์)

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าดังลั่นกลางสายฝน แสงวาบฉีกฟ้าเป็นเส้น ฟ้าแลบแสบตาจนคนทั้งหมู่บ้านสะดุ้งสุดตัว

น้ำหลากถาโถมเข้ามาเหมือนพญามังกรคลุ้มคลั่ง กลืนกินพื้นดิน ถนน สวน และบ้านเรือนอย่างไร้ปรานี หลังคาหลายหลังก็แทบมิดน้ำแล้ว

“แม่! รีบขึ้นไปบนหลังคาเถอะ! อีกไม่นานน้ำจะสูงกว่านี้แน่!”

เสียงตะโกนของ ซูเจียวโจว ลูกชายคนโต ดังขึ้นอย่างร้อนรนขณะกระโจนกลับเข้าบ้าน เสื้อเปียกแนบเนื้อ น้ำสูงถึงเอวแล้ว

“เจ้าลองมองดูซิ บ้านเรามีกี่ชีวิต! จะให้ขึ้นไปอยู่บนหลังคากันหมดได้ยังไง!”

แม่เฒ่าซู ตะโกนกลับ ดวงตาแดงก่ำ ไม่ใช่แค่เพราะฝน แต่เพราะความเจ็บปวดใจที่ต้องเลือกไม่ได้ บ้านซูเป็นครอบครัวใหญ่ คนเกือบยี่สิบคน แค่คิดก็รู้แล้วว่าหลังคาไม่มีทางพอให้ทุกคนยืน

“เมื่อไหร่…น้ำจะลด…เสียที”

เธอพึมพำ ริมฝีปากสั่น มือทุบอกตัวเองเบา ๆ คล้ายจะระบายความอัดอั้นที่เกินจะกลั้นไว้

ปีที่แล้วแล้งจนแตกระแหง ปีนี้กลับน้ำหลากราวกับสวรรค์ลืมปิดฝักบัว ชีวิตชาวบ้านพังพินาศไม่เป็นชิ้นดี

“แม่…เราจะตายกันหมดไหม…”

ซูเจียวลู่ ลูกชายคนรองเอ่ยเบา ๆ ดวงตาเขาจ้องไปที่น้ำนิ่ง ๆ ก่อนเช็ดน้ำฝนบนหน้า แต่ไม่รู้ว่าเปียกเพราะฝนหรือน้ำตากันแน่

เสียงสะอื้นเงียบ ๆ ของเด็กน้อยแว่วมาจากมุมหนึ่งของบ้าน

“พ่อ…ฉันกลัว ฮือ ฮือ ฉันจะจมน้ำตายไหม…”

เด็กชายตัวเล็กโผเข้าหาพ่อของเขา ตัวสั่นระริก

“ไม่ต้องกลัว เจียนเจียน พ่ออยู่นี่แล้วนะ”

ซูเจียวโจว กอดลูกแน่น เสียงของเขาก็สั่นไม่แพ้กัน

ทันใดนั้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้น ตัดอารมณ์หดหู่ทิ้งทันที

“แม่! แม่! ภรรยาผมจะคลอดแล้ว!”

เสียงตะโกนจาก ซูเจียวหย่ง ลูกชายคนที่สาม เขากำลังอุ้มภรรยานั่งอยู่บนตู้เสื้อผ้า น้ำเอ่อขึ้นถึงขอบประตู ร่างหญิงสาวตัวสั่น ร้องครวญด้วยความเจ็บปวด

“น้ำคร่ำแตกแล้วแม่! ผมต้องทำยังไง!”

แม่เฒ่าซูหันไปมองอย่างตกตะลึง เธอไม่ทันตั้งตัวเลยว่าสะใภ้จะคลอดตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างพังพินาศ ฝนตกไม่ลืมหูลืมตา แล้วใครจะไปตามหมอตำแยได้!

ใจของเธอเต้นรัวอย่างคนที่พยายามกลั้นไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง

“ทุกคน! หลบไป! ออกไปให้หมด!”
แม่เฒ่าซูตวาดลั่น ไล่ลูกชายออกจากบริเวณนั้น ก่อนจะรวบชายกระโปรงแล้วลุยน้ำฝ่าไปหาสะใภ้ที่หน้าซีดเซียว

“แม่คะ…ฉันเจ็บ…มันเจ็บมากเลย…”

เหยาซานเหม่ย กุมท้องแน่น มืออีกข้างคว้าแขนแม่สามีไว้แน่น ใบหน้าเปียกปอนจนแยกไม่ออกว่าน้ำจากที่ใด

แม่เฒ่าซูสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง กำหมัดแน่น

“สะใภ้สาม ฟังแม่นะ! ฉันจะทำคลอดให้เธอเอง เธอต้องอดทน! ฉันบอกให้เบ่งเมื่อไหร่ เธอเบ่งทันที เข้าใจไหม!”

หญิงสาวพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มขณะกัดฟันแน่น พยายามพยุงสติเอาไว้ให้ได้

ภายในห้องอับชื้นที่ยังมีกลิ่นน้ำฝนและไอเปียกโชยอยู่ ซูไป๋จินลืมตาขึ้นอย่างสับสน รอบตัวเธอเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงและแสงสลัวแปลกตา

เธอจำได้…

คืนก่อน เธอเพิ่งทำคลิปรีวิวข้าวเหนียวหมูทอดตอนตีสอง เสร็จแล้วก็ง่วงจนหลับในระหว่างขับรถกลับคอนโด…

เสียงรถชนยังดังก้องในหัว

มันรุนแรงจนเธอมั่นใจว่าไม่มีทางรอด

แต่ตอนนี้ทำไมถึงนอนอยู่บนพื้นอุ่น ๆ กับสายตาของชายหญิงชราสองคนที่จ้องเธอไม่กะพริบ?

“พวกคุณเป็นใครคะ?”

เธอพยายามถามออกไป ทว่า…

“แว้… แว้ แว้…!”

…เสียงทารก?

ซูไป๋จินเบิกตากว้าง นั่นเสียงเธอเหรอ?

เธอพยายามยกมือขึ้นปิดปากแขนเล็ก ๆ ขาวซีดเหมือนไม้ขีดไฟโผล่เข้ามาในสายตา นิ้วป้อม ๆ ขยับเองตามแรงสะท้อน ไม่มีความสามารถควบคุมเลยแม้แต่น้อย

นี่มัน… ร่างทารก…

“แว้… แว้… แว้…!!!”

เสียงร้องระงมออกมาอีกระลอก ทั้งจากความตกใจ ทั้งจากความสิ้นหวัง แม่เฒ่าซูรีบวิ่งมาอุ้มหลานสาวแนบอก พลางหันไปตะโกนเรียกสามีเสียงดังลั่น

“ตาเฒ่า! มาดูเร็ว! หลานร้องอีกแล้ว!”

พ่อเฒ่าซูยืนงง ๆ อยู่ไม่ไกล จะให้เข้าใจยังไง ก็ไม่เคยอุ้มเด็กทารกมาก่อนในชีวิต เหยาซานเหม่ยที่เพิ่งคลอดใหม่ ๆ พยายามยันตัวลุกขึ้น

“แม่คะ ขอฉันอุ้มลูกทีค่ะ ฉันดูเองว่าเธอหิวหรือเปล่า”

แม่เฒ่าซูรีบส่งหลานให้ลูกสะใภ้โดยไม่ลังเล เหยาซานเหม่ยรับลูกมาพร้อมใบหน้าอ่อนโยน เธอพยายามป้อนนมให้ลูกสาว แต่ว่า…

“ไม่กินเหรอลูก กินก่อนนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่สบาย”

ไม่! ไม่กินเด็ดขาด!

ซูไป๋จินเบือนหน้า หุบปากแน่นสุดชีวิต น้ำตาร่วงด้วยความเครียดแท้ ๆ แต่ใคร ๆ กลับคิดว่าเธอกำลังงอแง ในหัวของอดีตอินฟลูเอนเซอร์ดังมีแต่เสียงก่นด่าโชคชะตา

เกิดใหม่เหรอ… เป็นทารกนี่นะ?!

ตอนมีชีวิต เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ฝ่าฟันทุกอย่างมาเอง ไม่เคยได้พ่อแม่กอดตั้งแต่จำความได้ สอบชิงทุนเอง เรียนเอง ทำงานเอง จนสร้างชื่อในวงการรีวิวอาหารออนไลน์
มีชื่อเสียง มีเงิน มีบ้าน มีรถ มีชีวิตที่ใคร ๆ ก็อิจฉา…

แล้วยังไงล่ะ? ยังไม่ทันได้พักหายใจใช้ชีวิตให้คุ้ม ก็ต้องมาตื่นขึ้นในร่างเด็กแดง ๆ แบบนี้

หรือว่านี่คือเวรกรรม? แต่นี่มันไม่ยุติธรรมเลย!

“แม่จ๋า… ลูกไม่เคยเหยียบมดด้วยซ้ำ! ทะ ทำไมกัน ฮือ!”

แน่นอนว่าเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังเป็นแค่…

“แว้ แว้ แว้ววววววววววว!”

เหยาซานเหม่ยมองลูกสาวตัวน้อยที่ทั้งดิ้น ทั้งหันหน้าหนีไม่ยอมกินนมก็รู้สึกไม่สบายใจ แม่เฒ่าซูเลยรับตัวหลานมาอุ้มอีกครั้ง กระชับเด็กน้อยไว้ในอกพลางปลอบเบา ๆ

“ไม่เป็นไรนะลูก ไม่กินก็ไม่เป็นไร มา ย่าอุ้มเอง ย่าจะพาออกไปดูฟ้าดูฝนข้างนอกนะ”

“แว้…”

เสียงอ่อย ๆ ยังพอมี แต่พอเด็กน้อยอยู่ในอ้อมอกของหญิงชรา ความอบอุ่นบางอย่างก็เริ่มแทรกเข้ามาในหัวใจของซูไป๋จินแม้จะไม่อยากยอมรับ

พ่อเฒ่าซู เดินตามออกมาด้วยความสงสัย เหยาซานเหม่ยที่ยังพักฟื้นอยู่ก็ก้าวออกมาอย่างเป็นห่วงลูกสาว โดยไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายของเธอกำลังฝืนอย่างมาก

เมื่อทั้งสามเดินพ้นประตูบ้าน ทันใดนั้นเสียง “ครึ่ก… กร่อก…” ดังขึ้นจากด้านหลัง

ปัง!

บ้านดินที่เคยทนฝนทนน้ำมาก่อน กลับถล่มลงทันที ท่ามกลางเสียงตกใจของทุกคน

แม่เฒ่าซูกอดหลานสาวแน่น ตัวสั่น หัวใจเต้นแรง

“เกือบไปแล้ว… เกือบไปจริง ๆ…”

และในอ้อมแขนของเธอ เด็กหญิงตัวน้อยที่มีชีวิตใหม่ในโลกนี้ หลับปุ๋ยไปเรียบร้อย พร้อมกับเสียงหายใจเบา ๆ และรอยยิ้มบางที่ยังไม่รู้ตัวว่า…

เธอคือดาวนำโชคที่แท้จริงของตระกูลซู

ถ้ำ (รีไรท์)

ครอบครัวซูต่างพากันหอบข้าวของพะรุงพะรัง มุ่งหน้าสู่ภูเขาด้วยความจำเป็น บ้านของพวกเขาพังทลายเกือบทั้งหลัง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ทุกคนจึงต้องออกตามหาถ้ำที่พอจะใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราวระหว่างรอซ่อมแซมบ้าน

บ้านดินหลังคามุงหญ้าของครอบครัวซูมีขนาดใหญ่ถึงสิบห้อง เดิมทีพวกเขาสร้างบ้านหลักและค่อย ๆ ต่อเติมห้องออกไป ทว่าเมื่อโครงสร้างหลักพังลงมา มันก็พลอยดึงเอาห้องที่ต่อเติมเหล่านั้นให้เสียหายตามไปด้วย เมื่อนึกถึงจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม ความสิ้นหวังก็พุ่งเข้าใส่ทุกคนทันที ไม่ใช่แค่เรื่องบ้านที่ต้องกังวล แม้แต่เรื่องอาหารในแต่ละวันก็ยังเป็นปัญหาใหญ่

เมื่อเดินมาถึงหน้าถ้ำที่เป็นรูกว้าง มันดูราวกับปากสัตว์ร้ายที่อ้ากลืนกินพวกเขา ทว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ถ้ำแห่งนี้เป็นที่เดียวที่พอจะใช้เป็นที่พักพิงได้ ด้านในของมันกว้างพอสมควร และโชคดีที่มีรอยแยกเป็นซอกมุมต่าง ๆ คล้ายกับแบ่งห้องตามธรรมชาติ ทำให้สามารถจัดสรรพื้นที่ให้แต่ละครอบครัวแยกกันอยู่ได้บ้าง

ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดถ้ำโดยเร็ว ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน

ซูเจียวหย่งมองภรรยาด้วยความเวทนา เหยาซานเหม่ยเพิ่งคลอดลูกไม่นาน แทนที่จะได้นอนพักบนเตียงอุ่น ๆ ในบ้าน กลับต้องมาทนอยู่ในถ้ำที่เย็นและชื้นแบบนี้ เขารีบยกเตียงที่นำติดตัวมาขึ้นตั้งให้เธอได้นอนพักอย่างสะดวกที่สุด

เหยาซานเหม่ยมองตุ๊กตาตัวน้อยในอ้อมแขนด้วยแววตาอ่อนโยน ลูกชายสองคนก่อนหน้านี้ของเธอเกิดมาในช่วงขาดแคลน อดอยากจนตัวผอมบาง ทว่าลูกสาวคนนี้ แม้เธอจะไม่ได้กินอาหารดี ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ แต่กลับเกิดมาดูแข็งแรง ผิวขาวละเอียดน่าทะนุถนอม

ซูไป๋จินนอนหลับสนิท ไม่สนใจความโกลาหลรอบตัว ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ปากจิ๋วเม้มเข้าหากันแล้วคลายออก ดูแล้วช่างน่ารักน่าชังจนใคร ๆ ต่างหลงใหล สาวน้อยคนนี้ช่างเป็นดาวนำโชคของแม่จริง ๆ

ทางด้านแม่เฒ่าซู ตอนนี้กำลังตรวจดูเสบียงที่สามารถเก็บออกมาจากบ้านได้ ฟางชิงสะใภ้ใหญ่ และลี่ถิงสะใภ้รองช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ เมื่อเสร็จแล้วพวกเธอจุดไฟขึ้นทั่วบริเวณถ้ำ เพื่อรมควันไล่งู หนู แมลง และสัตว์มีพิษ

ฟางชิงเฝ้ามองแม่สามีเดินไปยังพื้นที่ที่จัดเป็นครัวของถ้ำด้วยความสงสัย ปกติแล้วหน้าที่ควบคุมอาหารเป็นของเธอ ทว่าแม่เฒ่าซูกลับเข้ามาดูด้วยตัวเอง

“แม่คะ ให้ฉันช่วยอะไรไหม?” ฟางชิงเอ่ยถามด้วยความเคยชิน

แม่เฒ่าซูตอบกลับเสียงเรียบ “ฉันกำลังหาของบำรุงให้สะใภ้สาม เธอเพิ่งคลอด ร่างกายยังอ่อนแอ ถ้าไม่ได้บำรุงให้ดี อาจไม่มีน้ำนมให้หลานสาวกิน”

ฟางชิงและลี่ถิงประหลาดใจ นับตั้งแต่พวกเธอแต่งเข้าบ้านมา คลอดลูกแล้วก็ได้รับเพียงไข่ลวกสองฟองเป็นการบำรุง แต่คราวนี้แม่เฒ่าซูกลับลงมือทำเอง แถมยังใส่ใจมากเป็นพิเศษ

แม่เฒ่าซูไม่สนใจสายตาของลูกสะใภ้ทั้งสอง เธอหยิบไข่ออกมาถึงห้าฟอง ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปห้าช้อนเต็ม แล้วนำไปต้ม เมื่อเสร็จแล้วก็ยกชามเข้าไปหาเหยาซานเหม่ย

เหยาซานเหม่ยเห็นสิ่งที่แม่สามีถือมาให้ก็ตกใจ “แม่คะ ไข่มากเกินไปไหมคะ? เอาออกไปแบ่งไว้สำหรับมื้อต่อไปดีไหม?”

แม่เฒ่าซูปรายตามองหลานสาวที่นอนหลับอยู่ “กินเข้าไป ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร มื้อต่อไปก็ให้เป็นเรื่องของมื้อต่อไป แค่ดูแลร่างกายของตัวเองให้ดี เลี้ยงหลานสาวของฉันให้แข็งแรงก็พอ”

เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะของซูไป๋จินเบา ๆ หลานสาวตัวน้อยขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะซุกตัวเข้ากับอกแม่ แล้วหลับต่อไปอย่างสงบ

ภายในถ้ำ แม้จะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนบ้านที่พังไป แต่แสงไฟที่ส่องสว่าง และเสียงพูดคุยกันของทุกคน ก็ค่อย ๆ เติมเต็มความอบอุ่นให้กับที่พักพิงชั่วคราวแห่งนี้

ซูไป๋จินตื่นขึ้นมาหลังจากนอนหลับไปไม่นาน ก่อนจะค่อย ๆ หลับต่ออีกครั้ง ร่างกายทารกของเธอต้องการการพักผ่อนเยอะ ๆ ทว่าความคิดในหัวกลับพลุกพล่าน

“ตอนนี้ฉันเป็นทารกเหรอ?”

“แล้วฉันจะอยู่ยังไงต่อไป?”

“ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเหรอ?”

“แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไงกัน?”

แม้จะตกใจที่พบว่าตัวเองกลายเป็นทารกแรกเกิด แต่ซูไป๋จินก็ต้องยอมรับความจริง โชคยังดีที่เธอฟังหญิงชราที่อุ้มเธอรู้เรื่อง ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ ดูแล้วก็น่าจะเป็นแม่ของเธอ สวยและดูอ่อนโยน ถึงแม้จะผอมไปหน่อยก็ตาม

ในชาติก่อนซูไป๋จินเติบโตมาในบ้านพักเด็กกำพร้า แม้ผู้ดูแลจะใจดีแต่ก็ไม่สามารถดูแลเด็กทุกคนได้ทั่วถึง เธอไม่เคยได้รับความอบอุ่นของครอบครัว ตั้งแต่เกิดจนตาย ครอบครัวของเธอก็คือตัวเธอคนเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอมีพ่อ แม่ และปู่ย่า ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับในชาติก่อนทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เมื่อหลับตาลงอีกครั้ง ซูไป๋จินก็คิดถึงนิยายในชาติที่แล้วที่ตัวเอกเกิดใหม่พร้อมนิ้วทองคำหรือมิติส่วนตัว แล้วของเธอล่ะ? เธอจะมีหรือไม่?

การเปิดใช้งานมิติในนิยายมักเกิดขึ้นจากการหยดเลือดบ้าง หรือมีปานพิเศษบนร่างกาย แต่ของเธอล่ะ จะเป็นแบบไหน?

“พอ ๆ เลิกคิด แต่ตอนนี้ฉันอยากมีมิติ อยากเข้าไปในมิติ!!!”

ทันใดนั้นเอง ซูไป๋จินก็เห็นช่องว่างเกิดขึ้นตรงหน้า! รอบตัวมีหมอกหนา บรรยากาศแตกต่างจากถ้ำที่เธออยู่ ใช่แน่! ต้องเป็นมิติของเธอแน่ ๆ!

โอ้โหววว มันช่างน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว!

เธอไม่คิดว่าจะมีมิติเป็นของตัวเองจริง ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้มิติจะดูโล่ง ๆ มีเพียงพื้นที่ว่างขนาดสิบตารางเมตร และน้ำพุใสแจ๋วผุดขึ้นมาอยู่หนึ่งบ่อ แต่แค่นี้ก็น่าตื่นเต้นมากแล้ว!

“น้ำพุวิญญาณ! ในนิยายบอกว่าสามารถชำระล้างไขกระดูก ปรับปรุงร่างกาย และอาจรักษาโรคได้ทั้งหมด ฮ่า ๆ ๆ ของดี ของดี!”

ซูไป๋จินรีบตรงไปที่น้ำพุ ทว่า… ทันใดนั้นเธอก็ถูกอุ้มขึ้นมาทันที!

“อีกนิดเดียวเท่านั้น จะถึงน้ำพุแล้ว!”

“ลูกสาวของพ่อ พ่อยังไม่ได้มองลูกชัด ๆ เลย โอ้ว ลูกสาวของพ่อสวยมาก! ไม่เหมือนพวกพี่ชายของลูกเลย เด็กผู้ชายหัวเหม็นพวกนั้นน่ารักไม่สู้ลูกเลยรู้ไหม?”

เหยาซานเหม่ยยิ้มเมื่อเห็นสามีหยอกล้อลูกสาว สามีของเธอหน้าตาดี คิ้วหนา ตาโต ลูกสาวก็มีตาที่เหมือนพ่อ ต่อไปต้องเป็นเด็กน่ารักแน่ ๆ

ซูไป๋จินกลับหงุดหงิดเป็นอย่างมาก! เธอกำลังจะได้ดื่มน้ำพุวิญญาณแล้วแท้ ๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น แต่กลับโดนขัดขวางจากผู้ชายคนนี้!

ฮึ้ยยยย!!! พ่อนะพ่อ!

มิติของเธอเป็นเพียงการเข้าไปด้วยดวงจิต และทันทีที่มีคนภายนอกสัมผัสร่างกาย เธอก็ถูกดึงออกจากมิติทันที ซูไป๋จินถอนหายใจอย่างเสียดาย

“อีกนิดเดียวก็ได้กินแล้ว…”

เธอตั้งใจจะบ่น แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงร้องไห้ของทารกแทน!

“แว้ แว้ แว้ แว้ แว้…………………”

ซูเจียวหย่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ลูกสาวของเขาร้องไห้เสียงดังลั่น! เขาแค่อยากอุ้มลูกสาวเฉย ๆ ทำไมเธอถึงร้องไห้แบบนี้?

พ่อผิดอะไร!!

การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของทารก (รีไรท์)

ในช่วงเวลานี้ ครอบครัวซูกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ น้ำท่วมได้ทำลายบ้านของพวกเขาจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ซูเจียวหย่งจึงต้องนำลูกชายสองคนออกไปขนของจากบ้านเก่า เพื่อนำสิ่งที่ยังใช้ได้กลับมา แม้ว่าการใช้ชีวิตในถ้ำจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่พวกเขามีในขณะนี้

เหยาซานเหม่ยเอง แม้จะต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ แต่เธอก็ยังคงทำหน้าที่แม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซูไป๋จิน ลูกสาวคนเล็กของเธอ เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย นอนหลับสบายในอ้อมแขนของแม่หลังจากกินอิ่ม นี่เป็นโชคดีของครอบครัวท่ามกลางสถานการณ์ที่ลำบาก

ชาวบ้านบางส่วนเริ่มนินทาถึงการย้ายไปอยู่ในถ้ำของครอบครัวซู พวกเขามองว่านี่เป็นเรื่องน่าอาย คล้ายกับการใช้ชีวิตของคนป่า อย่างไรก็ตาม ครอบครัวซูเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำพูดเหล่านั้น เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขายังมีที่พักอาศัย แม้จะเป็นเพียงถ้ำบนภูเขา แต่ก็ยังดีกว่าการไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน

ท่ามกลางความลำบากนี้ สมาชิกครอบครัวซูต่างพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับตัว และรอวันที่พวกเขาจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

ซูไป๋จินกำลังนอนหลับสนิท ร่างกายเล็ก ๆ ของเธอจมอยู่ในความอบอุ่นของอ้อมแขนมารดา หลังจากที่ดื่มนมจนอิ่มหนำแล้ว เธอก็ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน เพราะในวัยทารกเช่นนี้ การนอนคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย

แต่แล้ว…

ขณะที่สติของเธอกำลังจะหลุดเข้าสู่ห้วงนิทราลึก นิ้วมือเล็ก ๆ กลับไปสัมผัสเข้ากับบางสิ่งที่เย็น ลื่น และเป็นเกล็ด!

"อืม… อะไรเนี่ย?"

เธอพยายามขยับมือเล็กน้อยเพื่อสำรวจสิ่งที่สัมผัส แต่ทันทีที่เธอรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร สติของเธอก็พลันตื่นตัวเต็มที่ ดวงตาที่เคยปิดสนิทค่อย ๆ เปิดออก พร้อมกับใบหน้าที่หันไปมองตามมือของตัวเอง

และเมื่อสบเข้ากับดวงตาสีเขียวมรกตคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธออยู่…

"เว่ย เว่ย เว่ย!!"

หัวใจของซูไป๋จินกระตุกวูบ ความหนาวเย็นแล่นไปทั่วร่าง นั่นมัน… ดวงตาของงูเห่า!

"ให้ตายเถอะ! ทำไมต้องเป็นงูเห่าด้วย!!"

เธออยากจะกรีดร้อง อยากจะร้องไห้เรียกแม่ให้ช่วย แต่ก็รู้ดีว่าหากเธอส่งเสียงดัง งูเห่าอาจตกใจและโจมตีเธอทันที เธออยู่ในร่างทารกแรกเกิดที่ไม่สามารถขยับได้ ไม่สามารถหนีไปไหนได้แม้แต่น้อย!

นี่มันอะไร! ฉันเพิ่งเกิดมาไม่ถึงวันแท้ ๆ แต่ต้องมาเผชิญหน้ากับสัตว์มีพิษร้ายแรงแล้วเหรอ!?

เธอพยายามควบคุมลมหายใจ ไม่ให้ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ก็รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกัน งูเห่าตัวนั้นก็ยังจ้องมองเธอไม่วางตา

มันกำลังประเมินเธออยู่…

ฉันกลายเป็นเหยื่อของมันไปแล้วสินะ!

ซูไป๋จินรู้ดีว่าเด็กทารกอย่างเธอไม่มีทางสู้ได้ ถ้างูเห่าตัดสินใจโจมตี เธอคงไม่มีโอกาสรอดเลยแม้แต่น้อย!

เธอพยายามเหลือบตามองไปทางแม่ หวังว่าเหยาซานเหม่ยจะรู้ตัวและช่วยเธอได้ แต่แม่ยังคงหลับสนิท ไม่รู้เลยว่ามีอันตรายอยู่ใกล้เพียงนี้!

"แม่! ช่วยด้วย! ฉันไม่อยากตายเร็วขนาดนี้!"

แต่เสียงร้องของเธอมีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ เท่านั้น เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอจะส่งเสียงใด ๆ ออกมา

ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด งูเห่าค่อย ๆ ขยับตัว ยกหัวสูงขึ้น ลำตัวที่เป็นเกล็ดเงาวับสั่นไหวเบา ๆ เหมือนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจม

ซูไป๋จินกลั้นลมหายใจ ใจเต้นระรัว ไม่ว่าจะมองไปทางไหน มีแต่ความเสี่ยงเต็มไปหมด งูเห่าตัวนั้นอาจจะไม่โจมตีเธอ แต่ถ้ามันพุ่งเข้ากัดแม่ล่ะ? หรือมันอาจจะเล่นเกมกับเธอ แกล้งทำเป็นไม่โจมตี แล้วฉับพลันพุ่งเข้าหาเธอในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก็ได้

"ฮือ ฮือ แม่! แม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วรีบหนีไปนะ!"

ในใจเธอกรีดร้อง แต่ปากพูดไม่ได้ ร่างกายขยับไม่ได้ มีแต่ความหวาดกลัวที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง

"ฉันเพิ่งเกิดใหม่ทั้งที จะให้ฉันตายภายในวันเดียวเลยหรือ!?"

เธออยากโวยวายใส่สวรรค์ที่ส่งเธอกลับมาเกิด แต่ไม่ได้ให้อะไรติดตัวมาเลยแม้แต่พลังพิเศษ เอ๊ะ หรือว่ามี?

ทันใดนั้น ในขณะที่งูเห่าชูคอสูง ดวงตาสีเขียวมรกตของมันจ้องเธอเขม็งอย่างเจาะลึกเหมือนกำลังประเมินว่า

เหยื่อที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้านี้… จะอร่อยหรือเปล่า

ซูไป๋จิน ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่ถึงวัน กลับคิดอะไรบางอย่างออก

“ถ้าฉันจับมันได้ แล้วโยนเข้าไปในมิติของฉันล่ะ!?”

มันอาจเป็นทางเดียวที่จะรอดทั้งเธอและแม่จากอันตรายครั้งนี้! เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่เพียงน้อยนิด พยายามขยับมือเล็ก ๆ ไปคว้าหัวงูที่อยู่ตรงหน้า

“โอ้โฮ! ง่ายจริง! ฮะฮะฮะ”

แต่เดี๋ยวก่อน!!

…เธอลืมไปสนิทว่า ร่างนี้เป็นร่างของ ทารกแรกเกิด! กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก นิ้วเล็ก ๆ สั่นระริก ขยับไปได้ไม่กี่เซนติเมตรก็หมดแรงเสียแล้ว และสิ่งเดียวที่ออกจากปลายนิ้วของเธอได้ ก็คือ

“ปุ๊ก!”

หยดน้ำใส ๆ หยดหนึ่ง ไหลจากนิ้วมือป้อม ๆ ตกลงบนพื้น

“ห๊ะ?” ซูไป๋จินอึ้ง

ยังไม่ทันตั้งตัว งูเห่าตัวนั้นกลับเลื้อยเข้ามาใกล้ แล้วก้มลง…

ดื่มน้ำหยดนั้นเข้าไป!

ดวงตาของซูไป๋จินเบิกโพลง

“มันทำบ้าอะไรของมัน!?”

แต่ในวินาทีถัดมาร่างของงูพลันกระตุก ดวงตาสีมรกตกลอกขึ้นเล็กน้อย ลำตัวแข็งทื่อ ก่อนจะทรุดลงแน่นิ่ง ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

…งูเห่าที่น่ากลัวที่สุดเมื่อครู่ กลับกลายเป็น

เพียงซากเนื้อไร้วิญญาณ

ซูไป๋จินกลั้นลมหายใจ

“มัน… ตายแล้วเหรอ?”

เธอไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย กลัวว่ามันจะแค่ "แกล้งตาย" แล้วจะพุ่งงับเธอในเสี้ยววินาทีเหมือนในหนังสัตว์โลกน่ารู้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความเงียบรอบข้างทำให้ความระแวงทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้น แม่เฒ่าซูเดินเข้ามาในถ้ำ ในมือถือชามโจ๊กลูกเดือยกับไข่ต้มสองฟอง

“สะใภ้สาม ลุกขึ้นมากินข้าว กินเยอะ ๆ จะได้มีน้ำนมดี ๆ ให้หลาน—”

แต่แล้ว เสียงของเธอก็ขาดหายไป

ดวงตาของหญิงชราขยายกว้างทันทีที่เห็น งูเห่าตัวโตนอนแน่นิ่งอยู่ข้างเด็กทารก

“อ่า… นั่นมัน!!”

ซูไป๋จินแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัวเหมือนกลองรบ ในใจเธอเริ่มร่ำไห้

“ไม่จริง!! อย่าบอกนะว่า…นี่คือจุดจบของผู้หญิงสามรุ่นในบ้านนี้จริง ๆ น่ะเหรอ!?”

เธอหลับตาปี๋ ราวกับยอมรับชะตากรรม แต่เสียงที่ตามมากลับไม่ใช่เสียงกรีดร้อง

“ฮ่า! งูเห่าตายแล้วนี่!?”

ซูไป๋จินเบิกตากว้างอีกครั้ง “หา!?”

แม่เฒ่าซูรีบก้าวเข้าไปดูใกล้ ๆ ก่อนจะหยิบงูขึ้นมาด้วยสีหน้าเฉย ๆ แบบที่คนทั่วไปใช้ตอนเก็บหัวหอม

“โห… ตัวใหญ่ใช่เล่น ตัวเมียด้วยนะเนี่ย สงสัยหาที่อบอุ่นจะลอกคราบมั้ง?”

ซูไป๋จินอึ้งจนพูดไม่ออก (ถึงแม้เธอจะพูดไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม!)

“หมายความว่ามัน… ไม่ได้จะกัดฉัน? แค่มานอนพักเฉย ๆ ?”

แม่เฒ่าซูยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำอย่างสบาย ๆ

“เอาไปทำซุปงูดีไหมนะ?”

ซูไป๋จินในใจแทบลุกขึ้นดีดนิ้วทันที

“เดี๋ยวสิ! มันเคยจะฆ่าฉันนะ! จะจับไปต้มง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ!?”

แม่เฒ่าซูหันไปถามเหยาซานเหม่ยที่เพิ่งตื่นขึ้นมา

“สะใภ้สาม เจ้าอยากกินซุปงูไหม?”

“มะ ไม่ค่ะ!!” เหยาซานเหม่ยตอบเสียงหลง

“เยี่ยมเลยแม่! เราคิดตรงกัน!” ซูไป๋จินโล่งอกสุดขีด

สุดท้าย แม่เฒ่าซูก็หัวเราะหึ ๆ แล้วอุ้มงูออกไปนอกถ้ำ ทิ้งความระทึกไว้เบื้องหลัง ไม่นานนัก เสียงหัวเราะของแม่เฒ่าซูก็ดังลั่น ทำให้คนในครอบครัวกรูเข้ามาดู เมื่อเห็นภาพแม่เฒ่าซูยืนถือ งูเห่า ตัวใหญ่ไว้ในมือ ทุกคนก็แทบช็อก

“งูเห่า! ตัวใหญ่มาก!”

“มันมาตายอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน?”

แต่เมื่อเห็นซูไป๋จินยังนอนนิ่งอยู่ข้าง ๆ งู ทุกคนก็เริ่มกระซิบกระซาบกันเสียงเบา แม่เฒ่าซูวางงูลงอย่างใจเย็น แล้วอุ้มหลานสาวขึ้นแนบอก ลูบหลังเบา ๆ พลางปลอบ

“ไม่ต้องกลัวนะลูก ย่าอยู่นี่แล้ว งูมันกลัวหนูจนตายไปเลยไงล่ะ”

คนฟังชะงักกับคำพูดนั้นทันที

“หนูเป็นดาวนำโชคของย่า รู้ไหม?”

ฟางชิงกับลี่ถิงเหลือบมองกันแล้วกลืนน้ำลายในลำคอเงียบ ๆ

“ดาวนำโชคเหรอ…?”

“งูตายเพราะกลัวทารก?”

แต่พวกนางไม่พูดอะไรออกมา เพราะแม้แม่สามีจะพูดเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลแค่ไหน แต่ก็คือ “แม่สามี” อยู่ดีซูไป๋จินที่อยู่ในอ้อมกอด ยังคงเบิกตากว้าง ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะเพิ่ง เข้าใจอะไรบางอย่าง

“หยดน้ำที่ไหลจากนิ้วฉัน มันคือน้ำจากมิติ น้ำพุวิญญาณ มันมีฤทธิ์ถึงขั้นฆ่างูเห่าได้ในหยดเดียว!?”

เธอหันไปมองอ้อมแขนของแม่ที่เคยอุ้มเธอไว้เมื่อวาน หัวใจอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“ถ้าฉันได้ดื่มมันเองตอนนั้น อาจจะตายไปพร้อมกับงูแล้วก็ได้”

เธอเม้มปากเล็ก ๆ แล้วตะโกนในใจอย่างสุดซึ้ง

“พ่อจ๋าาาา พ่อดีที่สุดในโลก!!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...