โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมศักดิ์ ถกผู้ประกอบการกัญชา ยันคืนสถานะยาเสพติดไม่กระทบการแพทย์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.55 น.

สมศักดิ์ ถกผู้ประกอบการกัญชา ยันคืนสถานะยาเสพติดไม่กระทบการแพทย์

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. ร่วมรับฟังตัวแทนผู้ประกอบการและผู้ค้ารายย่อยธุรกิจกัญชา โดยช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายสมศักดิ์กล่าวว่า อนาคตไม่ว่ากัญชาจะเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นยาเสพติด ก็จะไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพราะเข้าใจความอึดอัดของผู้ประกอบกิจการที่ลงทุนทำกิจการไปแล้ว ในเรื่องการแพทย์จะสนับสนุนเต็มที่ในการทำธุรกิจได้

“หากวันข้างหน้าเอาไม่อยู่ หรือในแนวทางสังคมต้องเป็นยาเสพติด ก็ต้องมีเรื่องของการแพทย์นำหน้า ขอให้สบายใจ แต่ขอเติมว่าเวลามาต่อใบอนุญาตหรือขอใบอนุญาตใหม่ ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงจากสมุนไพรควบคุมไปเป็นยาเสพติด ก็ต้องทำให้เรียบร้อยว่าจะไม่มีปัญหา ไม่ฟ้องร้องเอาความ ถ้าในแนวทางภาพรวมของรัฐบาลต้องเปลี่ยนเป็นยาเสพติด แต่ยังมีเรื่องทางการแพทย์ให้อย่างสมบูรณ์ก็จะไม่มีปัญหา นี่คือสิ่งที่ผมขอเติมแล้วมันจะจบปัญหา ก็ให้กรมเติมเรื่องนี้ไปในแบบฟอร์มอนุญาต เป็นคำมั่นสัญญา” นายสมศักดิ์กล่าว

สมศักดิ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า แปลว่าในอนาคตจะนำกัญชากลับเข้าไปเป็นยาเสพติดใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตอนนี้ยัง ต้องดูผลการดำเนินการตามประกาศใหม่ก่อน ถ้าดีก็ไม่เปลี่ยน แต่ถ้ายังมีความไม่เรียบร้อย ก็เปลี่ยนเป็นยาเสพติดในวันข้างหน้าได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการที่ดีนั้นสู้ได้อยู่แล้ว ไม่ว่ากัญชาจะเป็นยาเสพติดหรือไม่เป็นยาเสพติดก็ตาม ผู้ประกอบการเขาเข้าใจ แต่บางคนเขาไม่เข้าใจก็เถียงกัน

สมศักดิ์

เมื่อถามต่อไปว่า แนวทางใหม่ที่จะปรับให้เข้ารูปเข้าร่าง จะใช้เวลาในการประเมินผลนานแค่ไหนก่อนจะพิจารณาว่าควรปรับเข้าไปเป็นยาเสพติด หรือไม่ควรปรับ นายสมศักดิ์กล่าวว่า อย่าไปประเมิน เพราะจริงๆ ถ้าเขามีความพร้อมในการออกกฎหมายมาควบคุมตามหลังประมวลกฎหมายยาเสพติดคงทำไปแล้ว แต่กลับยังออกไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าตอนที่มีการปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดนั้น สังคมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด ฉะนั้น กฎหมายเมื่อเข้าสภาผู้แทนราษฎร กี่ครั้งก็จะสะท้อนกลับและไม่จบ แล้วแบบนี้จะไปโทษใคร ก็ไปโทษคนคิด คิดแล้วก็ทำไม่สำเร็จ

สมศักดิ์

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ที่พิจารณาถอดกัญชาออกจากยาเสพติด เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่จริงมีการพิจาณาหลายครั้ง กรรมการ ป.ป.ส.ถกเถียงกันมาก ครั้งแรกก็ไม่จบ ตนก็อยู่ในที่ประชุมด้วยยังจำได้ และมีการต่อรองว่าถ้าไม่จบ เขาไม่ร่วมรัฐบาล สุดท้ายก็เลยจบ แต่จบแบบไม่สมบูรณ์ เหมือนเป็นการข่มขู่ ข่มขืน ให้เกิดแนวทาง ที่ทำให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด แล้วมาเขียนกฎหมายรองประกอบ ตนไปเปิดดูแล้วก็ไม่เคยเขียนเรื่องทางการแพทย์เลย แล้วมาแหกปาก บอกว่าทำเรื่องการแพทย์

“ทำให้สังคมวุ่นวาย เพราะมาด้วยความไม่ปกติ แล้วแบบนี้จะไปโยนความผิดให้ใคร มาบอกว่าทำเป็นกฎหมายแต่เวลาเข้าสภาสั่งสภาไม่ได้ กฎหมายก็ไม่ผ่าน มันก็เป็นเช่นนี้ แล้วจะมาบอกว่าเสนอกฎหมายแล้วมันต้องจบ ก็ที่มาเดิมมันข่มขืน มันก็เลยไม่จบ ผมไม่ได้ขัดแย้งอะไร หรือทำให้ท่านปวดหัวอะไร เพียงแต่อยากมาช่วยท่านแก้ไขปัญหาให้ โดยเพิ่มการใช้ทางการแพทย์” นายสมศักดิ์กล่าว

ขณะที่ นายทศพร นิลกำแหง นายกสมาคมสหอุตสาหกรรมพืชกัญชงและกัญชา กล่าวว่า สมาคมมีสมาชิก 43 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ทำโรงงานสกัดกัญชงและซีบีดี (CBD) แต่ในช่วงหลังหลายผู้ประกอบการเริ่มมาทำธุรกิจการปลูกกัญชาและแปรออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องดื่ม เป็นการดำเนินการครบวงจตั้งแต่ปลูก กลางน้ำที่เป็นการสกัด และปลายน้ำเป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การลงทุนในส่วนของโรงงานสกัดขั้นต่ำราว 350-400 ล้านบาทต่อโรงงาน เพราะต้องทำให้ได้มาตรฐาน GMP สมุนไพร

“สมาคมเน้นเรื่องกัญชงและสารสกัด ถ้ากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 หรือ ประกาศสมุนไพรควบคุมฉบับล่าสุดของ สธ. เราไม่กระทบ เพราะโรงงานต่างๆ ตอนที่ประกาศปลดล็อกจากยาเสพติด ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการครอบครองและแปรรูปยาเสพติดอยู่แล้ว ส่วนที่จะมีการระบุในแบบใบอนุญาตกรณีกลับไปเป็นยาเสพติดแล้วจะไม่ฟ้องร้อง ส่วนใหญ่อาจจะไม่กระทบ แต่ไม่สามารถควบคุมสมาชิกท่านอื่นๆ ได้” นายทศพรกล่าว

ส่วนผลต่อการท่องเที่ยวนั้น นายทศพรกล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้นมุ่งเน้นเรื่องการแพทย์อยู่แล้ว แต่อาจมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วมองว่าเขาเป็นผู้ป่วย และต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์จริง ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เช่น ไปพบแพทย์และให้แพทย์สั่งจ่าย แล้วนำไปซื้อ ก็เป็นการทำให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ในระบบ ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานสกัด จะสกัดออกมาเป็น CBD อยู่แล้ว จะไม่มี THC หลงเหลืออยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ทั้งเครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่ม ต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็อยู่แล้ว หากขออนุญาตถูกต้อง หมายความว่าแหล่งที่มา CBD ช่อดอกกัญชง และการทำสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ผ่านการคัดกรอง อย. แล้ว นำมาขายอย่างถูกต้อง แต่ผู้ประกอบการที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องเช่นนี้ ก็คงจะมีปัญหา

ด้าน นายกาจกนิษฐ์ ศักดิ์สุภา อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชาและวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาประเทศไทย กล่าวว่า มีความหนักใจกับที่ได้ยินในทิศทางว่ากัญชาจะกลับไปเป็นยาเสพติด แต่สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์อยู่แล้ว และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการน้ำดีในประเทศไทย ที่เข้าใจบริบทการใช้ทางการแพทย์ สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ ไม่ว่าบริบทหรือคำจำกัดความของกัญชาจะออกมารูปแบบไหน

“ผู้ประกอบการขอสนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ สนับสนุนการวางแผนควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ของกรมการแพทย์แผนไทยและสนับสนุนท่านสมศักดิ์” นายกาจกนิษฐ์กล่าว

สมศักดิ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมศักดิ์ ถกผู้ประกอบการกัญชา ยันคืนสถานะยาเสพติดไม่กระทบการแพทย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...