โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไฟเขียวเส้นทางบินตรงไทย-สหรัฐฯ ย้ำ!ไม่มีข้อจำกัด รอสายการบินมีความพร้อม

PPTV HD 36

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 06.49 น.
กพท. ชี้เที่ยวบินตรงไทย-สหรัฐฯ ย้ำ ไม่มีข้อจำกัด รอสายการบินมีความพร้อม เตรียมขับเคลื่อนการบินไทยรอบด้าน เร่งแผนครึ่งปีหลัง – ปูทาง Aviation Hub

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 5 เดือน(17 ก.พ. – 30 มิ.ย. 2568) ว่า ประเทศไทยมีผู้โดยสารทางอากาศราว 66.7 ล้านคน
เป็นผู้โดยสารเส้นทางภายในประเทศ 33.37 ล้านคน เส้นทางระหว่างประเทศ 39.31 ล้านคน และมีเที่ยวบินรวมราว 467,000 เที่ยวบิน แม้จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 อยู่ 13.11% แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากตลาดหลัก ได้แก่ ยุโรป เอเชียใต้ และอินเดีย

ส่วนตลาดจีน แม้จะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไป
ที่เน้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่ง กพท. อยู่ระหว่างหารือกับทางการจีนเพื่อผ่อนผันการใช้สิทธิ Slot ให้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สายการบินของไทยสามารถนำอากาศยานไปให้บริการในตลาดสำคัญอื่น ๆ ชั่วคราว เพื่อชดเชยการชะลอตัวของตลาดจีน

ขณะนี้อุตสาหกรรมการบินกำลังกลับมาเจริญเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน หน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องเร่งพัฒนาให้ระบบการบินของไทยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานความปลอดภัย และบริการ เพื่อรองรับบทบาท Aviation Hub อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา กพท. ได้ดำเนินการอนุญาตและกำกับดูแลกิจการการบินในหลายด้านสำคัญ เช่น การออกใบรับรองสนามบินสาธารณะให้กับท่าอากาศยานพิษณุโลก สมุย และกระบี่ รวมทั้งออกใบอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือนประเภทการขนส่งทางอากาศเพื่อการพาณิชย์แบบประจำมีกำหนด (AOL) ให้สายการบินใหม่ 2 ราย คือ บริษัท อินทิรา (2009) แอร์ และบริษัท สยามวิงส์ แอร์ไลน์ จำกัด และออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ให้แก่ EZY Airlines ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเดินอากาศรายใหม่

ขณะเดียวกัน ทิศทางแผนพัฒนาภาคการบินในช่วงครึ่งปีหลัง พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า กพท.จะเดินหน้าปรับระบบขออนุญาตให้สะดวกขึ้น ด้วยการพัฒนา Fast Track-Document Tracking รองรับกิจกรรมการบินสมัยใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) อย่างเป็นรูปธรรม

เราอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและจำเริญอย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้เกิดความสะดวก ความรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตด้านต่าง ๆ เราเป็นทีมเดียวกันที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในด้านของการเดินอากาศ

นอกจากนี้ กพท.ยังมีอีกหลายแนวทางที่จะทยอยดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปแบบการยื่นขออนุญาตให้สะดวกรวดเร็วขึ้น มีระบบติดตามเอกสาร (Document Tracking) และระบบ Fast Track เพื่อให้สามารถออกใบอนุญาตได้รวดเร็วกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี กพท.จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีด้านการบินใหม่ ๆ เช่น การเดินอากาศในเขตเมือง การใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ เพื่อรองรับรูปแบบการเดินทางและโลจิสติกส์สมัยใหม่ ขณะเดียวกัน กพท. ยังได้รับความร่วมมือจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ในการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) รวมถึง Training Center สำหรับนักบิน ลูกเรือ และช่าง ซึ่งจะช่วยหนุนสายการบินในประเทศอย่าง Bangkok Airways และสายการบินอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนการก้าวสู่ Aviation Hub ในอีก 5 ปีข้างหน้า พลอากาศเอก มนัท มองว่าต้องเพิ่มปริมาณผู้โดยสารแบบเปลี่ยนเครื่องให้มากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างว่าสุวรรณภูมิยังเป็น “Destination” มากกว่า “Hub” เนื่องจาก 95% ของผู้โดยสารเป็นผู้เดินทางเข้าไทยโดยตรง และมีเพียง 5% เท่านั้นที่เข้าไทยเพื่อเปลี่ยนเครื่อง

เปรียบเทียบภาพง่าย ๆ ว่า สนามบินก็เหมือนปั๊มน้ำมัน ที่นักเดินทางเลือกเพราะมีความครบพร้อม ไม่ใช่แค่น้ำมันแต่มีล้างรถ ร้านอาหาร และห้องน้ำ MRO ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำกำไรโดยตรง แต่เป็นตัวดึงดูดสายการบินให้เข้ามาใช้บริการสนามบิน และธุรกิจต่อเนื่องต่างหากที่เข้ามาสร้างรายได้

อย่างไรก็ดี การพัฒนา MRO จะไม่เน้นที่สุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว แต่จะขยายไปยังภูเก็ตและอู่ตะเภา ซึ่งเหมาะกับการซ่อมอากาศยานระยะยาว

ส่วนด้านการออกใบรับรองสนามบิน พลอากาศเอก มนัท ระบุว่า ขณะนี้มีการรับรองไปแล้ว 13 แห่ง โดยการประเมินของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยจะยึดกระบวนการที่โปร่งใส หากยังไม่แล้วเสร็จก็สามารถรายงานสถานะได้โดยไม่เสียคะแนน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีจะมีการปรับลดเพดานราคาตั๋ยวเครื่องบินหรือไม่นั้น พลอากาศเอก มนัท ชี้แจงว่า ราคาตั๋วเครื่องบิน จริง ๆ แล้วราคาไม่แพง ซึ่งเที่ยวบินกรุงเทพ-ภูเก็ตบางช่วงราคาไม่ถึง 1,000 บาท ขณะที่เวียดนามมีราคาขั้นต่ำเฉลี่ยที่ 2,500 บาทต่อเที่ยว แต่เพื่อให้ราคาลดลงอย่างเป็นรูปธรรม กพท.อาจต้องพิจารณาปรับ “ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” ซึ่งเคยเก็บเพียง 20 สตางค์ ก่อนจะเพิ่มมาเป็น 4 บาทกว่า ซึ่งหากลดลงได้จริง จะทำให้ต้นทุนสายการบินลดลงตามไปด้วย และส่งผลต่อราคาตั๋วโดยสารในที่สุด

ทั้งนี้ อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การเตรียมเปิดใช้ “SAF” หรือน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน ซึ่งลดคาร์บอนได้ถึง 60-70% แม้ราคายังแพงกว่าปกติราว 3 เท่า แต่ในประเทศไทยเองจะเริ่มทยอยใช้ 1% โดยจะมีการลงนาม MOU กับสายการบินภายในประเทศไทยทั้งหมดในเดือนสิงหาคมนี้

ส่วนความคืบหน้าในการสายการบินจากไทยสามารถบินตรงไปยังสหรัฐฯนั้น พลอากาศเอก มนัท ระบุว่า หลังไทยได้รับการยกระดับเป็น Category 1 แล้ว ขณะนี้ กพท. มีการพูดคุยกับสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และสำนักงานความปลอดภัยการขนส่ง (TSA) ของสหรัฐฯแล้ว และได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งตอนนี้ไม่มีข้อจำกัดในการบินไปลงที่สหรัฐฯ แล้ว เหลือแค่การเตรียมความพร้อมของสายการบินไทย เช่น การจัดหาเครื่องบินที่รองรับระยะไกล และการคุ้มทุนที่จะบินตรงหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กพท. ย้ำ! มีเที่ยวบินสำรองเพียงพอ พาคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ

ยืนยัน! มีที่นั่งเหลือ พร้อมพาคนไทยกลับประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไฟเขียวเส้นทางบินตรงไทย-สหรัฐฯ ย้ำ!ไม่มีข้อจำกัด รอสายการบินมีความพร้อม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...