โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รมช.กลาโหม ย้ำ คงมาตรการคุมบุคคล-เวลาเปิดปิดด่านชายแดน ไม่ใช้กฎอัยการศึก

The Reporters

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 08.25 น.

‘รมช.กลาโหม‘ เผย แนวทางปฏิบัติสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หวัง ลดการเผชิญหน้า ย้ำ คงมาตรการคุมบุคคล-เวลาเปิดปิดด่านชายแดน รอ สมช. ประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ยืนยันใช้กฎหมายปกติ ไม่ใช่กฎอัยการศึก

วันนี้ (10 มิ.ย. 68) ที่ทำเนียนรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 จนถึง วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 16:00 น. นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปพบปะกับ พล.อ.เตีย เซ็งฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยืนยันไม่ได้เดินทางข้ามฝั่งไปที่ประเทศกัมพูชาตามที่สื่อบางสำนักนำเสนอออกไป

โดยการพบปะกันในวันดังกล่าว นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ชี้ให้ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่า ประเด็นที่ 1 คือการที่มีกองกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ บริเวณช่องบก หรือบริเวณต้นพญาสัตบรรณนั้น มีความเสี่ยงที่จะปะทะกันได้ตลอดเวลา ส่วนประเด็นที่ 2 คือ กรณีที่กัมพูชาจะยกเรื่องอธิปไตยขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลกนั้น ทางไทยอยากให้นำเข้าสู่กระบวนการทวิภาคี และกระบวนการของ JBC และขอให้มีการปรับกำลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีมติให้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อหารือแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป

ต่อมานายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดย กองทัพ และ สมช. ได้มีข้อเสนอให้พิจารณาปิดด่าน และทำให้ประชาชนมีการพูดถึงการปิดจุดผ่านแดน ซึ่งในความเป็นจริงที่ประชุม สมช. เห็นว่าการควบคุมมีความสำคัญ เพราะการที่ฝั่งกัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังมาชายแดน มีความสุ่มเสี่ยง ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนเดือดร้อน ซึ่งรัฐบาลมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน และห่วงใย การค้าขาย การรักษาพยาบาล การศึกษาบริเวณชายแดน จึงไม่ได้มีการปิดชายแดน ที่มีแต่จัดการ 4 ขั้นตอน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2

1.จำกัดการเข้าออก โดยยกเว้นกรณีการข้ามไปศึกษา การค้าขายแรงงาน และประเด็นอื่น ๆ ด้านมนุษยธรรม ส่วนกลุ่มอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น นักท่องเที่ยว หรือการพนัน รัฐบาลมองว่าในช่วงสถานการณ์ แบบนี้หากมีการปล่อยให้เดินทาง 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะควบคุมได้ยาก

2.ปรับเวลาเปิดปิดด่าน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แต่ยังสามารถทำการค้าขายได้

3.หากจำเป็นต้องยกระดับจะมีการปิดชายแดนบางจุด

4.ปิดชายแดนตลอดแนวตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ตราด

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุม สมช. ให้ความเห็นชอบทั้ง 4 ขั้นตอน แต่ขอความกรุณา หากกระทรวงกลาโหมจะมีการดำเนินการ ขอให้แจ้งรัฐบาล แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรอสัญญาจากรัฐบาล

ต่อมา เพจกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โพสต์ข้อความว่า กัมพูชาจะไม่ถอนกำลัง ตามที่กระทรวงกลาโหมไทยเสนอไป ทำให้สภาความมั่นคงแห่งชาติและรัฐบาลมองว่า ไม่มีความคืบหน้า นายกรัฐมนตรีจึงมีการสั่งการให้ยกระดับ ตามที่สภาความมั่นคงเห็นชอบ ในการยกระดับขั้นที่ 1-2 จึงเกิดการจำกัดบุคคลและเวลา เข้าออกชายแดนในวันที่ 7 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่โซเชียลมีเดีย โพสต์ข้อความว่า จ.จันทบุรี มีการประกาศกฎอัยการศึกนั้น พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่า อำเภอชายแดนโดยรอบมีการประกาศกฎอัยการศึกทุกอำเภอ ด้วยอำนาจของกองทัพและทหาร สามารถดำเนินการได้เองอยู่แล้ว เพียงแต่สภาความมั่นคงแห่งชาติเห็นว่า ในปี 2568 ไม่ควรใช้อำนาจกฎอัยการศึก จึงเป็นการใช้ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่ายังไม่มีการปิดจุดผ่านแดน การที่บางจุดมีการปิดช่องทางทางธรรมชาติ ที่เคยมีโครงการซีลสต๊อป เซฟ ในการปราบปรามยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 8.00 น.รัฐบาลได้รับการติดต่อจากฝ่ายกัมพูชา ส่งผ่านผู้บัญชาการทหารบก ผ่านจากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร (ทหารบก) ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ว่าทางฝ่ายกัมพูชาตอบรับแนวทางปรับกำลังในพื้นที่เผชิญหน้า และขอให้ดำเนินการอย่างเงียบ ๆ และขอให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเชิญชวนพี่น้องประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการลดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดการเกลียดชัง
ซึ่ง นายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่บอกว่าให้ทำเงียบ ๆ อาจจะทำไม่ได้ แต่จะพยายามและชักชวนประชาชนให้ลดการเสนอข้อมูล สร้างความเกลียดชังของคนในชาติ เป็นสิ่งที่เราพยายามทำอยู่แล้ว และจะทำต่อไป

เวลา 10.00 น. ทาง ผบ.หน่วยทหารกัมพูชาในพื้นที่ ตรงข้ามกองกำลังสุรนารีได้ติดต่อมา ขอเข้ามาตรวจหน่วยงานในพื้นที่เพื่อปรับกำลัง ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าหากถอยกำลังขอให้กลบคูเลตด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับจากทหารกัมพูชา และมีการพูดคุยอย่างฉันท์มิตร สถานการณ์ตลอดแนวยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่มีการปรับกำลังออกไป ไม่มีการเผชิญหน้า แต่กำลังส่วนอื่นของทั้งสองฝ่ายยังอยู่ที่เดิม

ส่วนมาตรการที่ทำอยู่นั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้พิจารณา ให้คงมาตรการต่อไป และประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร แม้ปัจจุบันจะดีขึ้นก็ตาม แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การคงมาตรการถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2568 นี้ แต่จะมีการประเมินทางด้านความมั่นคง และดูท่าทีของทางกัมพูชา เนื่องจากฝั่งไทยเน้นสันติ หากท่าทีของกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น เราจะมาพิจารณาการควบคุมตามชายแดนอีกครั้ง

ครั้งนี้รัฐบาลมองในแง่ผลกระทบ เรื่องความปลอดภัยของประชาชน มาตรการตรงนี้ไม่ใช่ การไปกดดันใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะยังคงมีการวางกำลังตามแนวชายแดน ที่ต่างฝ่ายต่างคงไว้อยู่ ยกเว้นในจุดปะทะ ที่มีการปรับกำลังไปแล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นเราห่วงใยประชาชน จึงยังขอคงมาตรการต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...