บทวิเคราะห์ ครบรอบ 3 ปี RCEP
บทวิเคราะห์ ครบรอบ 3 ปี RCEP
ขณะนี้ ครบรอบ 3 ปีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2022 เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า RCEP มีส่วนเกื้อกูลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองของตลาด
RCEP เป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ลงนามโดย 10 ประเทศในอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป้าหมายของภาคี RCEP คือ ร่วมกันสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย ครอบคลุม มีคุณภาพสูง และเป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการเติบโตของการค้าและการลงทุนในภูมิภาค และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก
ผลประโยชน์ที่สําคัญที่สุดของ RCEP คือ การลดภาษีศุลกากร ตามความมุ่งมั่นของ RCEP บรรดาสมาชิกจะบรรลุภาษีศุลกากรเป็นศูนย์สำหรับการค้าสินค้าประมาณ 90%
การลดภาษีศุลกากรของ RCEP ได้ส่งเสริมการส่งออกและนําเข้าในส่วนภูมิภาค ที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางใต้ของจีน มีบริษัทร่วมทุนระหว่างจีนและญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นและไทย ในอดีต บริษัทนี้มีมูลค่าการนําเข้าต่อปีประมาณ 500 ล้านหยวน (ราว 2,500 ล้านบาท) อัตราภาษีนําเข้าคิดเป็น 10% จึงต้องเสียภาษีศุลกากรมากกว่า 7 ล้านหยวนต่อปี หลังจากจีนได้เข้าร่วม RCEP แล้ว ค่าภาษีศุลกากรได้ลดลง 630,000 หยวนในปีแรก คาดว่า ในปีที่ 5 ของการเข้าร่วม RCEP ค่าภาษีศุลกากรจะลดลงอีก 3.15 ล้านหยวน และในปีที่ 11 ภาษีศุลกากรจะเป็นศูนย์ พิจารณาจากกรณีของบริษัทนี้จะพบว่า RCEP ได้ช่วยส่งเสริมการนำเข้าของบริษัท ขณะเดียวกัน RCEP ยังจะเพิ่มการส่งออกของธุรกิจญี่ปุ่นและไทย นอกจากนี้ RCEP ยังช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและการแบ่งงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างผู้ประกอบการในประเทศสมาชิก RCEP อีกด้วย
เมื่อต้นทุนการประกอบธุรกิจน้อยลง จะปันผลให้ลูกค้าผ่านการลดราคา ตัวอย่างเช่น มีร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ขายกล่องรักษาความสดของอาหาร เครื่องครัว และอุปกรณ์ทําความสะอาดที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ หลังจากจีนได้เข้าร่วม RCEP แล้ว สินค้าในร้านนี้มีมากกว่า 80% ที่ได้รับการลดภาษี RCEP ต่อจากนั้นร้านนี้เพิ่มการนำเข้าสินค้า และลดราคาสินค้าอย่างประสานสอดคล้องกัน
RCEP ได้ส่งเสริมให้การค้าและการลงทุนระหว่างจีนและอาเซียนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสถิติจากสำนักงานศุลกากรแห่งนครเซี่ยงไฮ้ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดการนําเข้าและส่งออกของนครเซี่ยงไฮ้ต่อประเทศอาเซียนสูงถึง 143.52 พันล้านหยวนเพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จีนได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จะเปิดตลาดทุกด้าน และส่งเสริมการพัฒนา RCEP ให้มีคุณภาพสูง โดยคณะกรรมการส่งเสริมการค้าและศุลกากรในพื้นที่ต่าง ๆ ของจีนได้ใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ เรียนรู้ RCEP และใช้ประโยชน์จาก RCEP ให้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการส่งเสริมการค้าเขตกวางสีทางใต้ของจีนได้จัดโครงการธุรกิจนำร่อง RCEP โดยช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิต กลุ่มบริษัทผลิตยา ยวี่หลินเขตกวางสีทางใต้ของจีนเป็น 1 ใน 8 บริษัทนําร่องดังกล่าว บริษัทแห่งนี้ใช้ประโยชน์จาก RCEP ไปบุกตลาดในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ตามลำดับ ปัจจุบัน บริษัทนี้มีการค้ากับ 9 ประเทศสมาชิกของ RCEP ตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของ RCEP บริษัทแห่งนี้ได้ปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ โดยลดต้นทุนถึง 3.86 ล้านหยวน
นับตั้งแต่ RCEP มีผลบังคับใช้ พื้นที่ต่าง ๆ ของจีนได้เห็นแนวโน้มการเติบโตของการค้าระหว่างจีนและประเทศ RCEP และบริษัทขนส่งและท่าเรือที่เกี่ยวข้องต่างแข็งขันพากันเปิดเส้นทางระหว่างจีนและประเทศ RCEP ตัวอย่างเช่น เมืองต้าเหลียน เมืองชิงเต่า เมืองฉวนโจว เมืองเซียะเหมินเมืองเซินเจิ้น และเมืองกวางโจวต่างได้เพิ่มเส้นทางใหม่สําหรับประเทศสมาชิก RCEP โดยเฉพาะ เส้นทางใหม่เหล่านี้รองรับการค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งขับเคลื่อนโดย RCEP และได้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและประเทศ RCEP
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ได้เปิดเส้นทางเดินเรือบรรทุกสินค้าระหว่างเซี่ยงไฮ้กับท่าเรือกําปอตในกัมพูชา ในช่วงเดือนแรกของการเปิดเส้นทาง ได้ให้บริการขนส่งสินค้ารวม 10,000 ตันซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า ยานพาหนะ 41 คันและวัสดุอื่นๆ เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางตรง การเดินทางใช้เวลาเพียง 8 วัน ซึ่งสามารถประหยัดเวลาการขนส่งทางทะเลได้ 50% และมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
บุคคลในแวดวงทางเศรษฐกิจและการค้าเชื่อว่า ในช่วง 3 ปีนับตั้งแต่ RCEP มีผลบังคับใช้ทุกด้าน การเปิดเสรีและอํานวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ของความร่วมมือระดับภูมิภาคและการพัฒนาร่วมกัน
เขียนโดย โจว ซวี่ ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน(CMG)