โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BIZ: วิกฤติค่าครองชีพในสหรัฐฯ หนัก! แม้แต่ ‘ฟาสต์ฟู้ด’ ยังกลายเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ เพราะทำงาน 1 ชั่วโมง…ยังซื้อกินให้อิ่มไม่ได้แล้ว!

BrandThink

เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 03.25 น.

ไทยเป็นประเทศที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าชาติอื่นมาก เลยมักจะไม่เห็นปัญหาว่าตอนนี้ค่าครองชีพขึ้นอย่างรุนแรงทั้งโลก ซึ่งเหตุจากการสะดุดของเศรษฐกิจโลกช่วงโควิด-19 และ 'สงครามยูเครน' เป็นหลัก โดยภาวะนี้ก็ยังไม่ได้หายไปไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา
.
และสิ่งที่เรียกได้ว่า 'ชวนช็อค' มากคือ อาหารราคาถูกอย่าง 'ฟาสต์ฟู้ด' กลายเป็นของแพงไปแล้วในปัจจุบันสำหรับคนอเมริกันกว่า 80%
.
คือต้องเข้าใจก่อนว่า เราอาจมองว่า 'ฟาสต์ฟู้ด' เป็น 'อาหารขยะ' แต่ในความเป็นจริง ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มันคือสิ่งมหัศจรรย์จากอเมริกามากๆ ในช่วงสงครามเย็น จะมีการกล่าวกันว่าในขณะที่โลกคอมมิวนิสต์ทำให้คนไม่มีข้าวกิน ระบบตลาดเสรีของอเมริกันกลับทำให้คนมีกินเหลือเฟือ และ 'สัญลักษณ์' ของการสามารถจัดหาอาหารราคาถูกให้คนจำนวนมากได้คืออุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด
.
โดยแต่ไหนแต่ไรมาในวัฒนธรรมอาหารของคนอเมริกันการกิน 'ฟาสต์ฟู้ด' นั้นราคาถูกกว่าการกินในแบบอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะมันไม่จำเป็นต้องให้ 'ทิป' กับพนักงานในร้านด้วย โดยร้านที่มีลักษณะ 'บริการตัวเอง' หรือ 'ซื้อไปกินที่บ้าน' (เช่นพวกร้านจีนในสหรัฐอเมริกา) นี่ก็จะถือเป็นอาหารที่ราคาที่ถูกที่สุดเสมอมา
.
ซึ่งเพื่อเทียบให้เห็นภาพราคาของฟาสต์ฟู้ดในช่วงเวลาที่ต่าง เราจะเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ
.
ย้อนไปในทศวรรษ 1970 ค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณชั่วโมงละ 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนั้น กินฟาสต์ฟู้ดมื้อนึง (เช่นอาหารชุดของแมคโดนัลด์) ราคาประมาณ 0.90 เหรียญสหรัฐ นึ่งหมายความว่าคนอเมริกันทำงานรับค่าแรงขั้นต่ำเพียง 1 ชั่วโมง ก็มีเงินกินฟาสต์ฟู้ดแล้ว และก็ไม่แปลกที่ช่วงนั้นคนอยากไป 'ล้างจาน' ที่สหรัฐอเมริกา เพราะเงินมันสะพัดมาก
.
ตัดมาปี 2000 ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาเป็นประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้ ถ้าจะกินฟาสต์ฟู้ดแบบอิ่มๆ เลย 4 เหรียญสหรัฐก็เอาอยู่ ซึ่งก็ไม่แปลกนักที่ยุคนั้นคนก็ยังรู้สึกว่าการไปทำงานอเมริกันมันทำให้รวยได้สุดๆ
.
แต่หลังจากนั้นถึงปัจจุบัน 25 ปี เศรษฐกิจสหรัฐผ่านทั้งวิกฤติปี 2008 มาและการระบาดของโควิด-19 ช่วงต้นทศวรรษ 2020 มา ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาเป็นราวๆ 7 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ในขณะที่ ณ ตอนนี้มื้อฟาสต์ฟู้ดในสหรัฐอเมริกาแบบกินให้อิ่มเลย มันไม่มีถูกกว่า 10 เหรียญสหรัฐแล้ว (ราคาจะตกประมาณ 11-12 เหรียญสหรัฐ)
.
แน่นอน ถ้าคิดเป็นตัวเงิน เราอาจรู้สึกว่าตีเป็นเงินไทย ค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐอเมริกาจะยังสูงอยู่ ถ้าเทียบกับไทย แต่ในความรู้สึกคนอเมริกัน การทำงาน 1 ชั่วโมงแล้วยังซื้อฟาสต์ฟู้ดกินไม่ได้นี่มันคือภาวะข้าวยากหมากแพงแท้ๆ แล้ว และก็แน่นอน ทั้งคนรายได้น้อยและคนชั้นกลางก็ต้องเจอภาวะนี้เต็มๆ
.
ซึ่งถามว่าภาวะแบบนี้ผิดปกติมั้ย? เอาจริงๆ เป็นทั้งโลก ไปถามคนฮ่องกงก็จะรู้สึกว่าตอนนี้อาหารแพงขึ้นมาก หรือไปถามคนไปเที่ยวญี่ปุ่นหรืออยู่ญี่ปุ่น ทุกคนก็จะบอกว่าอาหารแพงขึ้น แบบพวกมื้อที่เคยกินแบบไม่คิดได้ ตอนนี้ก็ต้องเริ่มคิดแล้ว เพราะเทียบกับค่าครองชีพ ราคามันขึ้นเร็วกว่ามากๆ
.
และถามว่าเกิดอะไรขึ้นตามมา? คำตอบร่วมกันสำหรับคนทั้งโลกก็คือ คนก็เริ่ม 'ทำอาหารกินเองมากขึ้น' ซึ่งถามว่ามันผิดปกติมั้ย? คือชาติยุโรปส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นมายาวนาน เพราะเมื่อค่าแรงมันแพง อาหารปรุงสำเร็จก็แพงมากเมื่อเทียบกับวัตถุดิบ (ที่ปกติได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย) ดังนั้นเมื่ออาหารมันแพงขึ้นถึงจุด คนก็เลิกกินข้าวนอกบ้าน หันมาทำอาหารกินเอง
.
และคือมองย้อนกลับมาเมืองไทย เอาจริงๆ ในอดีตย้อนไปสัก 30-40 ปีที่แล้ว 'การกินข้าวนอกบ้าน' ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นสิ่งที่ทำกันปกติ คนที่โตมาในยุคนั้นมักจะคุ้นกับการกินข้าวที่บ้านทั้งนั้น ไม่ได้กินข้าวนอกบ้านกันปกติแบบทุกวันนี้
.
ซึ่งก็แน่นอนอีก เมื่อทุกวันนี้คนกินข้าวนอกบ้านกันปกติ มันก็ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมร้านอาหารมันมหาศาล และทำให้คนแห่กันเปิดร้านอาหาร ส่วนจะได้กำไรหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าโดนค่าเช่าโหดมั้ย เพราะค่าเช่าโหดจัดๆ ถึงขายแพงก็อาจยังขาดทุน (ย่านบรรทัดทองน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี)
.
แต่นั่นก็กลับมาคำถามเดียวกับที่เกิดกับคนอเมริกันทุกวันนี้ คำถามคือ 'ฟาสต์ฟู้ด/การกินข้าวนอกบ้านมันกลายเป็นของฟุ่มเฟือย' ไปแล้วหรือยัง สำหรับระดับรายได้ของเราตอนนี้?
.
#BIZ#BrandThink #CreativeChange #Empowering#Diversity#PositiveImpact

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...