โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน สะเทือนพอร์ตลงทุนแค่ไหน? InnovestX ชี้เป้า 6 สินทรัพย์รับมือความผันผวน

THE STANDARD

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.19 น. • thestandard.co
วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน สะเทือนพอร์ตลงทุนแค่ไหน? InnovestX ชี้เป้า 6 สินทรัพย์รับมือความผันผวน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน กำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ลงทุน คำถามสำคัญคือนักลงทุนควรปรับกลยุทธ์รับมืออย่างไร?

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในรูปแบบคล้ายกันมาแล้ว ทั้งกรณีรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-กลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งครั้งนี้มีรายละเอียดที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ

สถิติชี้ผันผวนระยะสั้น ตลาดใช้เวลาฟื้นตัวราว 2 เดือน

จากสถิติที่ InnovestX รวบรวม พบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมักสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นโลกในช่วงแรก โดยอาจปรับตัวลดลงราว 5-15% ภายใน 20-50 วันแรก เนื่องจากนักลงทุนต้องการเวลาในการประเมินสถานการณ์

“โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดหุ้นจะใช้เวลาประมาณ 19 วันในการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด และหลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกราว 42 วันในการฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม”

ดังนั้น โดยรวมแล้วสถานการณ์มักจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเวลาประมาณ 60 วัน หรือ 2 เดือน InnovestX จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความอดทนและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในระยะสั้น

จับตา ‘ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ’ ความเสี่ยงที่ต่างจากสงครามครั้งก่อน

คุณสิทธิชัยชี้ว่า ความแตกต่างที่สำคัญของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อเทียบกับสมรภูมิอื่น คือผลกระทบโดยตรงต่อ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ซ้ำเติมปัญหา อัตราเงินเฟ้อโลก ที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ Risk Premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยง) ของการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์เช่นกัน

เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ต ส่อง 6 สินทรัพย์น่าสนใจ รับมือความไม่แน่นอน

InnovestX ได้ให้คำแนะนำการลงทุนที่น่าสนใจใน 6 สินทรัพย์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้:

  • ทองคำ: ได้รับประโยชน์ทั้งจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและสถานการณ์ความขัดแย้ง ถือเป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในช่วงสงคราม แม้ไม่มีสงคราม ราคาทองคำก็มีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่ประมาณ 3,000 ต่อทรอยออนซ์
  • น้ำมัน: ราคาจะมีการเก็งกำไรล่วงหน้าเกี่ยวกับการคลี่คลายของสงคราม หากสงครามยืดเยื้อ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันมีความเชื่อมโยงสูงกับเศรษฐกิจของประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย
  • หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบิน: ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการบินของโลก การสู้รบจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจสายการบิน และยังกระทบต่อการเดินทาง ทำให้การลงทุนในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง
  • ลงทุนในกลุ่ม Aerospace and Defense (ITA) and Nuclear: เป็นตัวแทนของกลุ่มธุรกิจผลิตและขายอาวุธ ซึ่งจะได้รับประโยชน์หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ
  • ลงทุนในหุ้นกลุ่มระบบนำวิถีการสู้รบ: เช่น โดรน และขีปนาวุธ โดยมีบริษัทอย่าง RTX และ L3Harris ที่จะได้รับประโยชน์หากสงครามดำเนินไปอย่างยาวนาน
  • ลงทุนหุ้นกลุ่ม Defensive: เช่น Phillip Morris ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อย่างค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม

ภาพรวมตลาดหุ้น: สหรัฐฯ ไม่สะท้าน แต่หุ้นไทยยังเปราะบาง

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แทบไม่ปรับตัวลดลงหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และยังคงจับตาประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดีเกินคาด และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยยังคงเปราะบางและขาดความเชื่อมั่น จาก 2 ปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่

  • ปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและประเมินสถานการณ์ได้ยาก
  • เงินทุนไหลออก จากการที่นักลงทุนไทยนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเพียงพอ

ส่องอนาคตหุ้นไทย: InnovestX มองเป็น ‘Bear Market สุดเซ็กซี่’ รอสัญญาณฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

แม้ภาพรวมยังดูไม่สดใส แต่ InnovestX ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการได้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับภาครัฐมากขึ้น, การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

สิทธิชัย ทิ้งท้ายมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้มูลค่า (Valuation) หุ้นไทยจะถูก แต่ก็ยังไม่น่าสนใจพอเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียที่โตระดับ 5-6% ต่อปี ขณะที่ไทยโตเพียง 2%

“ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังไม่ใช่ Bull Market แต่เป็น Bear Market ที่ผอมลงและมีความเซ็กซี่มากขึ้น” ซึ่งหมายความว่าแม้จะยังอยู่ในตลาดหมี แต่ความเสี่ยงลดลงและเริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุนเพื่อรอวันฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต”

ภาพ: Andy.LIU / Shuttersock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...