หุ้นสหรัฐฯแกว่งแคบ Fed คงดอกเบี้ย แนวโน้มปีนี้ปรับลงอีก 2 ครั้ง
#หุ้นสหรัฐ #ทันหุ้น- บทวิเคราะห์ โดย บล.เอเซียพลัส
.
ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันพุธที่ผ่านมา (DJIA -0.10%, S&P500 -0.03%, Nasdaq +0.13%) โดย Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ Jerome Powell ประธาน Fed ประเมินว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 4.25%-4.50% ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย Fed ยังคงประเมินผ่าน Dot Plot ว่ามีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2ครั้งในปี 2025 อย่างไรก็ดี กรรมการหลายท่านได้ให้น้ำหนักไปทางลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงหรือไม่ปรับลดลงเลย (2 ท่าน คาดลด 3 ครั้ง, 8 ท่าน คาดลด 2 ครั้ง, 2 ท่าน คาดลด 1 ครั้งและอีก 7 ท่าน คาดไม่ลด)
นอกจากนี้ Fed ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ Core PCE Inflation ปี 2025 เป็น 3.1% จาก 2.8% และปรับลดประมาณการ GDP โตเพียง 1.4% จาก 1.7%ขณะที่อัตราว่างงานปรับเพิ่มเล็กน้อยเป็น 4.5% จาก 4.4%
.
ด้าน Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการขยายตัวสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และนั่นเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง หลายต่อหลายครั้งที่ผู้คนคิดว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแอลง ซึ่งต่อให้ในท้ายที่สุดมันจะอ่อนแอ แต่ในขณะนี้เรายังไม่เห็นสัญญาณของสิ่งนั้น" อีกทั้งได้ระบุถึงเรื่องการปรับขึ้นภาษีศุลกากรว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องภาษีได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นความไม่แน่นอนก็เริ่มลดลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงอยู่ ทั้งนี้ FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดมองโอกาส 90% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าเดือน ก.ค. ก่อนที่อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมรอบเดือน ก.ย. และ ธ.ค.อย่างละ 0.25%
.
Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “คนที่มีสติปัญญาและรู้จักอิหร่าน ชาติอิหร่าน และประวัติศาสตร์ของอิหร่าน จะไม่มีวันพูดกับชาตินี้ ด้วยภาษาที่ข่มขู่ เพราะอิหร่านจะไม่ยอมจำนน ชาวอเมริกันควรทราบไว้ว่า การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ จะตามมาด้วยความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้” ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่า กำลังพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้ว่ายังไม่ได้ทำการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
.
นอกจากนี้ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯกล่าวว่า “กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินการตามคำสั่งของประธานาธิบดี Trump เกี่ยวกับอิหร่าน และทิศทางของสหรัฐฯ อาจชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
.
สตรีมมิ่งแซงทีวีดั้งเดิมในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมการรับชมโดยพฤติกรรมของผู้ชมในสหรัฐฯ ยังเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2025 ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมีสัดส่วนการใช้งานทีวีสูงสุดเป็นครั้งแรก แซงหน้าทั้งทีวีระบบดั้งเดิมอย่าง Broadcast และ Cable รวมกันสะท้อนแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์แบบ On-demand มากขึ้น
.
ทั้งนี้ แม้จะไม่ใช่จุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมสื่อ ที่อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ของผู้เล่นรายใหญ่ทั้งในด้านการผลิตเนื้อหา การสร้างรายได้ และการขยายฐานผู้ชมในระยะถัดไป ซึ่งข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2025แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมีสัดส่วนการใช้งานทีวีรวม 44.8%ของเวลารับชมทั้งหมด มากกว่าทั้ง Broadcast TV ที่มีสัดส่วนรับชมที่ 20.1% และ Cable TV ที่ 24.1% รวมกัน โดย YouTube ของ Alphabet เป็นผู้นำในกลุ่มสตรีมมิ่งที่ 12.5% ตามด้วย Netflix ที่ครองส่วนแบ่งที่ 7.5% และ Disney ที่ 5.0%
.
- ฝ่ายกลยุทธ์ฯ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Streaming โดย Netflix (NFLX US) ยังคงเป็นตัวเลือกเชิงเก็งกำไรที่แนะนำ อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวัง Valuation ที่อยู่ในระดับสูง และราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังไปพอสมควร แต่กลยุทธ์ของบริษัทในการขยายโมเดลรายได้ทั้งจากโฆษณา (ผ่านแพ็คเกจราคาถูก) และกิจกรรมนอกจออย่าง Netflix House ถือเป็นการเสริมความยั่งยืนของรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ การลงทุนในเนื้อหาต่างประเทศยังเปิดโอกาสให้บริษัทสร้าง IP ใหม่ที่อาจกลายเป็น Global hits ได้อีก ทั้งยังมีข้อได้เปรียบที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางการค้า เนื่องจากมีรายได้ที่เกิดขึ้นประจำเข้ามา
.
- นอกจากนั้น เรายังคงคำแนะนำเก็งกำไรใน Alphabet (GOOGL US) ที่ยังคงมีสถานะแข็งแกร่งในระบบนิเวศสื่อ โดย YouTube ครองส่วนแบ่งสตรีมมิ่งสูงสุดในสหรัฐฯ และเป็นแพลตฟอร์มหลักของ Creator Economy ในขณะเดียวกัน รายได้หลักจากธุรกิจ Search ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัว AI Mode ที่ยกระดับประสบการณ์ค้นหา และ Google Cloud ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งหมดนี้สะท้อนโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายและมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านกฎหมายโดยเฉพาะคดีผูกขาดในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด
.
- Disney (DIS US) แสดงสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในทุกกลุ่มธุรกิจในไตรมาสล่าสุด ทั้งสวนสนุกในสหรัฐฯ ที่มีรายได้และจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจ DTC สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการเปิดตัว ESPN Flagship ยังถูกมองเป็นตัวเร่งสำคัญในการขยายฐานรายได้กีฬาออนไลน์ ฝ่ายกลยุทธ์ฯ ยังคงแนะนำเก็งกำไรเป็นรอบตามจังหวะ โดยเน้นติดตามผลกระทบการแข่งขันจากสวนสนุกคู่แข่งและความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจของผู้บริโภค
.
- สำหรับ Spotify (SPOT US) ซึ่งแม้จะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงในบทความ แต่เป็นอีกบริษัทที่น่าจับตาในเชิงกลยุทธ์และเรายังคงแนะนำเก็งกำไร แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสล่าสุดจะต่ำกว่าคาดจากต้นทุนภาษีเงินเดือนที่สูงขึ้นชั่วคราว แต่ภาพรวมธุรกิจยังสะท้อน Competitive moat ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะความสามารถในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้แบบเสียเงิน และการปรับขึ้นราคาโดยไม่กระทบฐานสมาชิก จุดแข็งของ Spotify อยู่ที่รายได้ Recurring จาก Premium subscribers ที่มีเสถียรภาพสูง พร้อมแผนขยายบริการไปสู่ Podcast, หนังสือเสียง และวิดีโอ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างโฆษณาแบบ Self-serve ซึ่งแม้กดดัน Margin ระยะสั้น แต่ช่วยขยายฐานรายได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตา Valuation ที่อยู่ในระดับสูง และความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานให้สูงพอรองรับการขยายต้นทุน
.
- Marvell Technology(MRVL US) +7.09%หลังบริษัทประกาศเปิดเกมรุก Custom AI Silicon ดันเป้าตลาดศูนย์ข้อมูลทะลุ $9 หมื่นล้าน โดย Marvell กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้งหลังการจัดงานนำเสนอแผนกลยุทธ์ด้านชิป AI แบบสั่งผลิต (Custom AI Silicon) ซึ่งสร้างความตื่นตัวในหมู่นักวิเคราะห์และนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าตลาดรวม (TAM) ของธุรกิจศูนย์ข้อมูลไปสู่ระดับ $9.40 หมื่นล้าน ภายในปี 2028 เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้า 26%
.
- ฝ่ายกลยุทธ์ฯ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม AI supply chain ตัวที่เราชื่นชอบได้แก่ Nvidia (ผู้นำด้าน AI compute ที่ยังเป็นแกนหลักของ Ecosystem), Broadcom/Marvell (ผู้นำด้าน Custom Silicon และอุปกรณ์เครือข่ายความเร็วสูง เช่น Switch และ Ethernet ที่จำเป็นต่อการจัดการ Data flow ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Hyperscaler), Micron/SK Hynix (ที่จะได้อานิสงส์จากความต้องการ HBM และ DRAM ที่เพิ่มขึ้น), Oracle (ที่เร่งลงทุนด้าน AI cloud infrastructure และมี Positioning แข็งแกร่งในภาคองค์กร) และ Dell (ผู้จัดจำหน่ายระบบ AI server รายใหญ่ที่รองรับ Nvidia GPU เป็นหลักในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง และได้อานิสงส์จากการเร่งลงทุน AI ในระดับองค์กร)
.
- Visa (V US) -5.39% และ Mastercard (MA US) -4.88% รับข่าววุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย Stablecoin เปิดทางร้านค้าเลี่ยงระบบบัตรเครดิต หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่าง GENIUS Act ด้วยคะแนน 68-30 เปิดทางให้สหรัฐฯ มีกรอบกฎหมายกลางรองรับ Stablecoinแบบผูกกับดอลลาร์ฯ สำหรับใช้ชำระเงิน และร่างกฎหมายดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขณะที่หุ้น Coinbase (COIN US) พุ่ง +16.32% ในวันที่ผ่านมา รับอานิสงส์จากมุมมองบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโต เช่นเดียวกับ Circle (CRCL US) +33.8% หลังเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายดังกล่าว จากการเป็นผู้ออกเหรียญ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก
- ฝ่ายกลยุทธ์ฯ ประเมินว่าการผ่านร่างกฎหมาย Genius Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการกำกับดูแลและสนับสนุนการใช้ Stablecoin เพื่อการชำระเงิน อาจส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อหุ้น Visa และ Mastercard ในระยะสั้น โดยเฉพาะภายใต้กระแสข่าวที่ Walmart, Amazon และผู้เล่นรายใหญ่กำลังศึกษาแนวทางการออก Stablecoin ของตนเอง อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานของทั้งสองบริษัทยังคงแข็งแกร่ง จาก Business Model ที่มี Network Effect สูง, ความเชื่อมั่นระดับโลก, โครงสร้างต้นทุนแบบ Asset-light และความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมในระบบการเงินปัจจุบัน
.
- สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ วานนี้ อาทิ Housing Starts เดือน พ.ค.ออกมาอยู่ที่ระดับ 1.26 ล้านยูนิต (ตลาดคาดที่ 1.35ล้านยูนิต vs. เดือนก่อนที่ 1.39ล้านยูนิต) และ Initial Jobless Claims สัปดาห์สิ้นสุด 14 มิ.ย. ออกมาตามคาดที่ 2.45 แสนราย (ตลาดคาดที่ 2.45 แสนราย vs. สัปดาห์ก่อนที่ 2.50 แสนราย) ขณะที่เงินเฟ้อยุโรปเดือน พ.ค.อยู่ที่ +1.9% YoY (ตลาดคาดที่ +1.9% YoY vs. เดือนก่อนที่ +2.2%)