โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เฟดคงอัตราดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณลด 2 รอบในปีนี้ หวั่นเงินเฟ้อสูง

PostToday

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 17.49 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 00.39 น.

ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในวันพุธที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ก็ส่งสัญญาณว่า มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในปี 2025 อย่างไรก็ตาม นายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางฯ เตือนว่าไม่ควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มดังกล่าวมากเกินไป พร้อมแสดงความคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคง “มีนัยสำคัญ” เนื่องจากผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์

“ไม่มีใครยึดมั่นกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ทุกคนต่างเห็นพ้องว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะได้รับ” นายพาวเวลล์กล่าวในงานแถลงข่าวหลังสิ้นสุดการประชุมสองวันของคณะกรรมการ ซึ่งมีมติชะลอแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยโดยรวม เพื่อตอบรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเร็วเกินคาด

พาวเวลล์ระบุว่า หากไม่มีปัจจัยจากภาษีนำเข้า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นไปได้ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าพอใจ

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าต้นทุนด้านราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น โดยผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้จำหน่ายปลีกยังคงอยู่ในกระบวนการต่อรองว่าใครจะเป็นผู้แบกรับภาระจากอัตราภาษีนำเข้า และประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงพิจารณาชุดมาตรการเก็บภาษีนำเข้าที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจเริ่มมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนหน้า

เขาเสริมว่า “เราจะสามารถตัดสินใจอย่างรอบคอบและแม่นยำยิ่งขึ้น หากเรารออีกสักระยะ เพื่อดูว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากภาษีนำเข้าจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจอย่างไร”

ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง

ในเอกสารประมาณการเศรษฐกิจฉบับใหม่ซึ่งเผยแพร่พร้อมกับแถลงการณ์ของ Fed นั้น ผู้กำหนดนโยบายได้วาดภาพเศรษฐกิจที่มีลักษณะ “stagflation” หรือชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ โดยคาดว่าในปี 2025 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จะลดลงเหลือ 1.4% ขณะที่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% และอัตราเงินเฟ้อสิ้นปีจะอยู่ที่ 3% ซึ่งยังสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2%

แม้ว่ายังคงคาดว่าจะลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ภายในปีนี้ (ตามที่คาดไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมและธันวาคมที่ผ่านมา) แต่หลังจากนั้นจะมีการปรับลดลงอย่างช้าๆ เพียง 0.25% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย

นอกจากนี้ มีผู้กำหนดนโยบายจำนวน 7 รายจากทั้งหมด 19 รายที่มองว่าไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเลย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่แม้จะมีความชัดเจนขึ้นจากช่วงเดือนเมษายน แต่ก็ยังไม่สามารถประเมินได้แน่ชัด

ตลาดแรงงานและแนวนโยบายที่ยังเฝ้าระวัง

การคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโต 1.4% ในปีนี้ลดลงจากระดับ 1.7% ที่คาดไว้ในเดือนมีนาคม ส่วนอัตราการว่างงานสิ้นปีที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เดิมที่ 4.4% โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอัตรานี้อยู่ที่ 4.2%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ และตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง” พร้อมทั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วง 4.25%-4.50%

ปฏิกิริยาของทรัมป์และผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์

ในแถลงการณ์ของ Fed ไม่มีการกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อตลาดน้ำมันและตลาดโลก

พาวเวลล์ระบุว่า ธนาคารกลางฯ กำลังจับตามองความขัดแย้งนี้เช่นเดียวกับคนทั่วไป และแม้ว่าราคาพลังงานอาจปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่โดยทั่วไปแล้ว ราคาดังกล่าวมักจะลดลงในภายหลังและไม่ส่งผลต่อเงินเฟ้อในระยะยาว

ตลาดหุ้นสหรัฐแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีก็อยู่ในระดับเดิม ตลาดฟิวเจอร์สบ่งชี้ว่าการประชุม Fed วันที่ 16–17 กันยายน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป และอาจมีการปรับลดอีกครั้งภายในสิ้นปี 2025

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเรียกร้องให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยทันที แต่ Fed ก็ยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน โดยให้เหตุผลว่ายังเร็วเกินไปที่จะดำเนินการดังกล่าวจนกว่าจะเห็นผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าอย่างชัดเจน

ในระหว่างที่ Fed กำลังประชุมอยู่นั้น ทรัมป์ได้ออกมากล่าวโจมตีนายพาวเวลล์ว่า “โง่เขลา” และเสนอให้ลดดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ปกติมีไว้สำหรับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงเท่านั้น โดยเขายังแสดงความตั้งใจที่จะเข้ารับตำแหน่งประธาน Fed ด้วยตนเองอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารกลางฯ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วสามครั้งเมื่อปีที่แล้ว โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายยังคงลังเลที่จะให้คำมั่นเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการปรับลดครั้งถัดไป เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐมีความผันผวนสูง และยังยากต่อการประเมินว่าภาระต้นทุนจากภาษีนำเข้าจะตกอยู่กับใครในห่วงโซ่อุปทาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...