โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ป๊ายปาย จับมือ คมชัดลึก มอบรายได้จากคะแนนโหวตให้สภากาชาดไทย

คมชัดลึกออนไลน์

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 21.39 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 04.34 น.

(วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 ) คุณธนัสวริศ ชิตไทนิธิโชคพิธา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่น ทีวี จำกัด ร่วมด้วย “ป๊ายปาย โอริโอ้ หรือ ปาย ฉัตรนภา เขียวขำ” ศิลปิน-นักแสดง ผู้รับรางวัลประเภทยอดนิยม สาขา LGBTQ+ ยอดนิยม 3 ปีซ้อน และตัวแทนจากองค์กรคมชัดลึกออนไลน์ ร่วมเป็นตัวแทนมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมร่วมโหวต ในงานประกาศรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด 21 ประเภทยอดนิยม( PopularVote 9 สาขา ) มอบให้โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โดยมี นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย และ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รับมอบเงิน พร้อมแฟนคลับส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วมสนับสนุนเป็นกำลังใจและเป็นตัวแทน ทางคมชัดลึกออนไลน์ ขอขอบคุณทุกกำลังใจและการสนับสนุนจากแฟนคลับทุกท่านอีกครั้ง

ที่มาที่ไป แนวคิดของโครงการจัดหาทุน เพื่อก่อสร้างศูนย์บริการรักษาโรคมะเร็งครบวงจร

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย : โรงพยาบาลมีนโยบายในการปรับปรุงพื้นที่ระบบบริการผู้ป่วยโดย อาคาร OPD ที่มีผู้ป่วยต่อวันประมาณ 6,000 ราย โดยประเมินเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 3 ล้านบาทต่อคนในแต่ละปี ส่วนแผนการปรับปรุงอาคารการรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ มีการปรับปรุงเพิ่มเติม 4 อาคารเชื่อมต่อ คืออาคารคัคคณางค์และนวมินทราชินี อาคารเอลิสะเบธ และ อาคารว่องวานิช เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการโดยใช้ทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของสภากาชาดไทย ด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย ตระหนักถึงปัญหาในการเข้ารับบริการรักษาโรคมะเร็งของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันการให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งกระจายอยู่ในหลายอาคารในโรงพยาบาลฯ ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางตรวจรักษาในหลายอาคาร เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ส่งผลให้การเข้ารับการบริการไม่ต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยต้องรอนานและมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา สภากาชาดไทยจึงเกิดแนวคิดในการระดมทุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อให้บริการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจรที่สามารถให้บริการในจุดเดียวรวมถึงการดูแลผู้ป่วยทุกระยะ ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ตลอดจนการฟื้นฟู ดูแลด้านจิตใจและคุณภาพชีวิตไว้ในที่เดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก่อสร้างอาคารสูง 11 ชั้น รองรับการบริการรักษาผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2569 เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการเปิดตึกผู้ป่วยนอกส่วนต่อขยาย ชื่อว่าตึกจักรีทศมรามาธิบดี เพิ่มพื้นที่และขยายขอบเขตการให้บริการ ผู้ป่วยนอกเพื่อลดการรอคอยและการเข้าพบแพทย์สำหรับผู้ป่วย

ลักษณะของศูนย์บริการรักษาโรคมะเร็งครบวงจรเป็นอย่างไร แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย : อาคารศูนย์บูรณาการรักษาโรคมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นศูนย์ฯ การรักษาแบบครบวงจรที่รวบรวมการบริการทุกด้าน ทั้งการวินิจฉัย วางแผนการรักษา ฉายแสง เคมีบำบัด ศัลยกรรม รังสีรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย โดยมี จุดเด่นที่สำคัญ คือการออกแบบระบบการบริการที่ลดขั้นตอนและระยะเวลารอเข้ารับการรักษาเพื่อลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาให้กับผู้ป่วยเฉพาะราย ทำให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่รวดเร็ว ลดระยะเวลาในการรอคิว ลดระยะเวลาการเดินทาง นอกจากนี้ยังเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อจากการมาโรงพยาบาลฯ พร้อมทั้งรองรับนวัตกรรมการรักษาสมัยใหม่ โดยมีเครื่องฉายรังสีพลังงานสูง นอกจากนี้ยังมีการนำเอาระบบ AI มาใช้สำหรับการวางแผนการรักษา นอกจากนี้ยังออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หากศูนย์แห่งนี้สร้างเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนการเข้ารับบริการ ต้องทำอย่างไร

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย : รพ.นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริการผ่านตู้ Kiosk และใช้หุ่นยนต์ชื่อว่าน้อง Happy ในการจัดยาเคมีบัดให้กับผู้ป่วยเพื่อให้เกิดยาที่ตรงกับการรักษาแบบ 100% โดยไม่เกิดการสูญเสียยาพร้อมเปิดให้บริการผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาผ่านระบบการนัดหมายของโรงพยาบาลฯ ตามปกติผ่านตู้ Kiosk โดยจะมีการแยกช่องทางชัดเจนสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งผู้ป่วยใหม่และผู้ป่วยเก่าที่ต้องรับการติดตามผลหรือเข้ารับการรักษาเพื่อเข้ารับการตรวจหาเซลล์มะเร็งได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในศูนย์ฯ จะดำเนินการโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยใช้ระบบการรักษาที่ถูกออกแบบให้เป็น One Stop Service โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเดินหลายจุด ทุกกระบวนการรักษาจะมีการประสานกันอย่างต่อเนื่องในสถานที่เดียว เพื่อช่วยลดระยะเวลา ลดภาระการเดินทาง และสามารถรองรับผู้ป่วยมะเร็งได้จากเดิม 300 รายต่อวัน เป็น 400 รายต่อวัน และลดขั้นตอนการพบแพทย์จากเดิมมากกว่า 6 ขั้นตอน ลดเหลือประมาณ 4-5 ขั้นตอน ลดระยะเวลาการวินิจฉัยลง 1-2 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ศูนย์ฯ จะมีบริการ Day Care Chemotherapy ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวน 80-100 ราย จากเดิมมีเตียงรองรับผู้ป่วย 40 เตียง เพิ่มขึ้นเป็น 50% สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรับยาโดยไม่ต้องนอนพักค้างในโรงพยาบาล เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกสบาย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องรับการฟื้นฟูด้านสุขภาพกายหรือด้านจิตใจ ทางศูนย์ฯ มีคลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ที่เปิดให้บริการปรึกษาด้านจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ร่วมดูแลทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวอย่างใกล้ชิด จึงทำให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่าง ครบวงจร เพื่อลดภาระ ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาการรอ และที่สำคัญคือการเพิ่มโอกาสในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ปัจจุบันเราจะเห็นข่าวคนป่วยโรคมะเร็งเสียชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงนี้เช่น ดารา นักแสดง โครงการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้มากน้อยแค่ไหน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย : โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละกว่า 80,000 ราย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการมีศูนย์บูรณาการมะเร็งแบบบูรณาการคงไม่สามารถตอบได้ว่าจะลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ หากผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาในระดับ 3-4 แต่อาจป้องกันเบื้องต้นด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี และการมีอาคารศูนย์บูรณาการฯ แห่งนี้ จะช่วยเปลี่ยนระบบการบริการ แบบแยกส่วนเป็นแบบบูรณาการ เพื่อลดขั้นตอนลดความล่าช้า ลดการรอคิว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้เกิดความเหมาะสมกับการรักษาผู้ป่วยในแต่ละรายด้วยการรักษาจากทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในขณะเดียวกัน Early Detection (การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น) ด้วยวิธีการรักษาหรือการใช้เทคนิคต่างๆ โดยใช้เครื่องมือการตรวจสอบทางการแพทย์ที่มีความไวและแม่นยำ เช่น การตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือด เครื่องมือการวินิจฉัยรังสี เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีอาการหรือสัญญาณแสดงของโรค การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นโดยผ่านวิธีการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ทำให้ผู้ป่วยที่รู้อาการของโรคเร็ว มีโอกาสในการรักษาหาย 3-4 เท่า ซึ่งศูนย์นี้จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ลดความสูญเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยรวมถึงครอบครัว หวังว่าโครงการนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างอาคาร แต่ยังรวมไปถึงการ “สร้างโอกาสให้ชีวิตใหม่” แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...