โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาเลือก 15 มิ.ย 68 ยื่น ICJ วันสัญลักษณ์ 63 ปี ชนะไทย คดีปราสาทพระวิหาร

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 13.30 น.

ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊กเขู่ว่าจะยื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในประเด็นพื้นที่พิพาท 4 แห่ง ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 หากไทยปฏิเสธความร่วมมือ

ต้องยอมรับว่า การเลือกวันที่ 15 มิถุนายนเป็นกำหนดส่งหนังสือเป็นทางการไปยัง ICJ นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

วันที่ 15 มิถุนายน คือวันที่กัมพูชาต้องการให้โลกจดจำ และที่สำคัญคือต้องการให้ไทยระลึกถึงความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 63 ปีที่แล้ว

วันแห่งชัยชนะที่ไม่มีวันลืม

วันที่ 15 มิถุนายน 1962 หรือ พ.ศ. 2505 เป็นวันที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาชนะไทยอย่างขาดลอยในคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ภายหลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศเกือบ 3 ปี

คดีที่เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1959 เมื่อกัมพูชายื่นฟ้องขอให้ศาลโลกวินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารเป็นของใคร และขอให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณดังกล่าว กลายเป็นบทพิสูจน์ความสามารถทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาที่สามารถเอาชนะไทยได้อย่างสิ้นเชิง

การชนะคดีครั้งนั้นไม่เพียงทำให้กัมพูชาได้ปราสาทพระวิหารกลับคืนมา แต่ยังได้สิทธิ์ในการเรียกร้องให้ไทยส่งคืนโบราณวัตถุต่างๆ ที่ถูกโยกย้ายไปด้วย รวมถึงการบังคับให้ไทยต้องถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากบริเวณปราสาทและพื้นที่ใกล้เคียง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกาศของฮุน เซน และ ฮุน มาเนตในช่วงเวลานี้และการเลือกวันที่ 15 มิถุนายนโดยเฉพาะ สะท้อนถึงกลยุทธ์การเจรจาที่ซับซ้อน โดยกัมพูชาต้องการส่งสัญญาณหลายระดับ

บทเรียนจากอดีตที่ยังคงมีผล

เมื่อมองย้อนกลับไปในคดีปราสาทพระวิหาร แม้ว่าไทยจะไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ไทยก็ต้องยอมปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 94

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะมีผู้พิพากษา 3 คนออกความเห็นแย้งที่เห็นว่าปราสาทพระวิหารควรเป็นของไทย โดยอ้างเหตุผลทั้งทางเทคนิคและหลักกฎหมาย แต่ความเห็นแย้งเหล่านี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย มีประโยชน์เพียงในเชิงการโต้แย้งทางวิชาการเท่านั้น

ผู้พิพากษา Moreno Quintana เชื่อว่าการปักปันเขตแดนตามแผนที่อาจมีข้อผิดพลาด และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไทยรับรองโดยปริยาย ขณะที่ผู้พิพากษา Wellington Koo เห็นว่าหลักกฎหมาย "ใครที่นิ่งเฉยถือว่ายินยอม" ไม่สามารถนำมาใช้ในคดีนี้ได้ และผู้พิพากษา Sir Percy Spender เน้นว่าเขตแดนต้องเป็นไปตามแนวสันปันน้ำตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904

อย่างไรก็ตาม ความเห็นเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ และกัมพูชาก็ยังคงใช้ชัยชนะครั้งนี้เป็นจุดอ้างอิงในการเจรจาทางการทูตจนถึงปัจจุบัน

ข้อจำกัดของคำพิพากษาที่อาจเป็นโอกาส

สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารไม่ได้พิพากษาชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองโดยรวม โดยเฉพาะไม่ได้ตัดสินว่าเขตแดนจะต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชานำมาอ้างอิง

ข้อจำกัดนี้อาจเป็นช่องทางให้ไทยใช้ในการเจรจา หากสามารถแยกแยะประเด็นข้อพิพาทปัจจุบันออกจากคดีปราสาทพระวิหารได้ และสร้างกรอบการเจรจาใหม่ที่ไม่ถูกครอบงำด้วยเงาแห่งอดีต

ทางออกในอนาคต

การใช้วันที่ 15 มิถุนายนของกัมพูชาแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการทูตร่วมสมัย

สำหรับไทย การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตและการเตรียมพร้อมทั้งทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับความท้าทายครั้งนี้

วันที่ 15 มิถุนายน จึงไม่ใช่เพียงวันที่ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่กัมพูชาใช้เพื่อกำหนดกรอบการเจรจาให้เป็นไปในทิศทางที่ตนต้องการ และเป็นการท้าทายให้ไทยต้องคิดหาทางออกใหม่ๆ ที่จะไม่ตกอยู่ในกับดักแห่งอดีตอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...