โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ในวันที่ T-Beauty Thai โตสวนทางเศรษฐกิจไทยที่ซบเซา

Reporter Journey

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 11.10 น. • Reporter Journey

ในปี 2024 เศรษฐกิจไทยถดถอยโตไม่ถึง 3% สวนทางกับตลาด T-beauty ที่เติบโต 9-10% ต่อปี อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้มูลค่า T-beauty โตต่อเนื่องขึ้นทุกปีสวนทางเศรษฐกิจที่ซบเซา บทความนี้จะพาไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

T-beauty” มีที่มาจากคำว่า Thai Beauty หมายถึงแบรนด์ความงามสัญชาติไทยในหมวดสกินแคร์ เครื่องสำอาง แฟชั่น คลินิกเสริมความงาม เป็นต้น

ในบทความที่เคยนำเสนอไปเรื่อง “Skincare แบรนด์ไทยทำอย่างไรให้ครองใจผู้บริโภค” (อ่านได้ที่เว็บไซต์) ของผู้เขียนมีเนื้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น ใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น , มีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อและมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามเทรนด์ความงามในช่วงเวลานั้น ๆ แต่แบรนด์ไทยสามารถชนะใจผู้บริโภคด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาดที่มีความ Creative และชาญฉลาด แต่แค่เหตุผลเหล่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการเติบโตของมูลค่าตลาดความงาม ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อสำรวจ หาสารเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ T-beauty ทะยานสูงขึ้นจนนำไปสู่การขายในตลาดต่างประเทศ

สารเร่งปฏิกิริยาแรก K-pop ถึงจุดอิ่มตัว

ในยุคที่ K-pop รุ่งเรือง K-beauty ก็พลอยรุ่งเรืองตามไปด้วย เพราะการเป็นแฟนคลับไม่ใช่แค่ความคลั่งไคล้แต่นำไปสู่ Pop Culture ทำให้เกิด Soft Power ที่ทรงพลังและส่งผลต่อตลาดธุรกิจ เห็นได้จากในช่วง 10 ปีนี้หลายแบรนด์พยายามใช้คำว่า “เกาหลี” ในการดึงดูดผู้บริโภค เช่น สกินแคร์จากโสมเกาหลี , ผลิตจากโรงงานเกาหลี สินค้านำเข้าจากเกาหลี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้คนต่อประเทศเกาหลี

ในทางสังคมก็เกิด Beauty Standard แบบเกาหลีขึ้นมา คือ มีรูปร่างผอมเพรียว ตาทรงอัลมอนด์ หน้ารูปไข่ ผิว glass skin ยิ่งทำให้ตลาด K-beauty คึกคักเพราะคนอยากใช้สกินแคร์เครื่องสำอางตามคนเกาหลี แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนคุชชั่นเกาหลีหลายแบรนด์ก็ไม่เหมาะกับคนไทยเนื่องจากสภาพอากาศและสภาพผิวคนไทยกับเกาหลีต่างกัน ทำให้เวลาใช้ผลลัพธ์จึงต่างกัน

สัญญาณจุดอิ่มตัวของ K-pop เริ่มจากการที่ BTS เข้ากรมและ Blackpink ไม่ต่อต่อสัญญากับ YG Ent และการทำแนวเพลงเดิม ๆ แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้คนถอยห่างคือการเกิดข่าวฉาว อาญชญากรรมต่าง ๆ ในวงการ K-pop สะท้อนว่าศิลปินที่แฟนคลับคิดว่าพวกเขาเป็นคนดีกลับมีเบื้องหลังที่ดำมืด เช่น แทอิล อดีตสมาชิก NCT และซึงรี อดีตสมาชิก Bigbang

การที่ K-pop เริ่มอิ่มตัว ร่วมกับผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น สังคมมีนิยามความสวยที่หลากหลาย ต่างจากเกาหลีที่มีค่านิยมความสวยแบบเดิม ๆ เห็นได้จาก Physical Store ของ Multy ในปี 2024 มีเครื่องสำอางเกาหลีแค่ 50-60% จากที่เดิมเคยมีสูงถึง 70% และถูกแทนที่ด้วยสินค้าจากแบรนด์ไทย จีนและญี่ปุ่น

หรือแม้แต่เทรนด์การแต่งหน้าแบบไทย ๆ ที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “สุวาอิ เมคุ” (อิทธิพลจากซีรีส์วาย) หรือในหลายประเทศเรียกว่า Thai-Makeup ซึ่งไม่ใช่แค่เกิดจาก T-pop อย่างเดียวแต่ Influencer ไทยก็มีผล เพราะพวกเสร้าง Content ไวรัลจนคนรู้จักการแต่งหน้าแบบไทย เช่น Challenge Ayotaya Makeup ที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติเล่นใน Tiktok จนเกิดเทรนด์ขึ้นมา และนิยมแต่งหน้าในหมู่คนไทย-ประเทศแถบ SEA ที่มีลักษณะพันธุกรรมคล้ายกันเพราะเหมาะกว่าการแต่งหน้าแบบเกาหลี-จีน

เทรนด์ Pop Culture แบบไทยๆ

ช่วยดัน T-Beauty

หลังจากสถานการณ์โควิด T-pop หรืออุตสหกรรมบันเทิงไทยเริ่มเข้ามากินส่วนแบ่งทางตลาดแทน K-pop เช่น มีการถ่ายซีรีส์ยอดนิยมอย่าง White Lotus ในภูเก็ต ทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น, วง 4Mix บุกตลาด Maxico จนคอนเสิร์ตมีผู้ชมล้นหลาม, บิ้วกิ้น-พีพี ที่โด่งดังใน SEA และบุกตลาดจีนสำเร็จ ตลาดภาพยนตร์-ซีรีส์มีความหลากหลาย ประเทศไทยคือศูนย์กลางซีรีส์วาย-ยูริ และสื่อบันเทิงอื่น ๆ นำไปสู่การเกิดกระแส Pop Culture และ Soft Power ไทยในตลาดโลกโดยเฉพาะตลาด SEA

ประจวบเหมาะกับคนแสวงหาการแต่งหน้าแบบใหม่ ๆ T-beauty จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคคนไทยและต่างประเทศ ที่ต้องการใช้สกินแคร์-เครื่องสำอางที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ประกอบกับคนบางกลุ่มเชื่อมั่นใน T-beauty ด้วยเหตุผลที่สามารถผลิตให้เหมาะกับสภาพอากาศของไทยที่มีอากาศร้อนและความชื่นสูง จุดนี้จะมีใครเข้าใจผิวคนไทยและแดดประเทศไทยได้ดีไปกว่าคนไทยด้วยกัน

และการที่เครื่องสำอางที่ถูกคิดและผลิตโดยคนไทยที่เน้นคุณภาพ มีความเข้าใจจริง ๆ ต่อผิวหน้าคนไทย ในราคาที่จับต้องได้ เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการบอกต่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ผลักดัน T-Beauty

การบอกปากต่อปาก ผลลัพธ์ที่ได้จากความใส่ใจของแบรนด์ไทย

แรกเริ่ม T-beauty เป็นแบรนด์ที่ถูกและดีแต่แสงมักส่องไม่ถึงเนื่องจากการทำการตลาดที่ไม่มากพอ แต่กระแส T-beauty เริ่มสูงขึ้นจากการบอกต่อของผู้บริโภคใน Community ของผู้บริโภคด้วยกันเอง รวมถึงการที่คนดังหยิบใช้ เช่น Lisa ใส่ชุดของ PIPATCHARA หรือช่างแต่งหน้าของดารา Hollywood อย่าง Patrick Ta ใช้กันแดด Cathy Doll ของไทย Movement นี้สร้าง Brand Awareness ที่ดีจนอาจจะนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด

การเติบโตของ T-beauty คือพลังของ Pop-culture , การบอกต่อ , การสร้าง Content ของ Influencer และ KOL’s ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ในตอนนี้คือทำอย่างไรให้ T-beauty ไม่ใช่แค่เทรนด์และผลักดันไปสู่อุตสาหกรรมหลัก เพื่อให้ T-beauty แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะกระแส T-beauty คือของจริง เห็นได้จากยอดขายปี 2024 ของศรีจันทร์ที่มีถึง 1,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 58.98% จากปี 2023 จนขยายไปตลาดญีปุ่น ลาวรวมถึงประเทศอาเซียนประเทศอื่น ๆ

จากนี้ต้องจับตามองต่อไปว่า T-beauty จะสามารถเข้าไปยืนในใจของผู้บริโภคคนไทยและต่างชาติอย่างมั่นคงได้หรือไม่ท่ามกลางตลาด beauty ที่แข่งกันอย่างดุเดือดทั้งไทย-ต่างประเทศ แต่จากปากของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด หนึ่งในแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ ให้ความเห็นว่านี่คือรุ่งอรุณของ T-Beauty ที่คุณรวิศ ผู้คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางค์แบรนด์ไทยมั่นใจ

นี่แหละคือเวลาของแบรนด์ไทยในเวทีโลก

อ้างอิง : Reporter Journey

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...