CEO กัดฟันสู้-งัดแผนสำรอง ‘สหพัฒน์-เซ็นทรัล’ กำเงินสดตั้งรับวิกฤต
เอกชนตั้งการ์ดรับมือเศรษฐกิจผันผวน ปัจจัยเสี่ยงรอบทิศทั้งภาษีทรัมป์-การเมืองในประเทศทุบซ้ำ ธปท.ยอมรับครึ่งปีหลังหนักกว่านี้ บริโภคเอกชน-ความเชื่อมั่นถดถอย-หนี้เสียเพิ่มขึ้น บิ๊ก “สหพัฒน์-เซ็นทรัล-แมคโดนัลด์” มองไม่เห็นแสงสว่าง ประสานเสียงเน้นดูแลสภาพคล่อง-เก็บเงินสด-รัดเข็มขัด “ธรรมรัตน์ โชควัฒนา” ชี้ธุรกิจต้องปรับแผนตลอดเวลา ซีอีโอแมคโดนัลด์ เผยโลกผันผวนต้องเตรียมแผนสำรอง ย้ำทำธุรกิจยุคนี้ห้ามกะพริบตา นายกสมาคมอสังหาฯประกาศรับมือฮาร์ดแลนดิ้งครึ่งปีหลัง สงครามราคาของจริง
ครึ่งหลัง ศก.ชะลอตัวหนัก
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยคาดว่าการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และความเชื่อมั่นที่ลดลง ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลง แม้รายรับนักท่องเที่ยวยังขยายตัวได้จากค่าใช้จ่ายต่อหัว และธุรกิจส่วนหนึ่งยังถูกกดดันจากสินค้านำเข้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
สินเชื่อโดยรวมหดตัว สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ ประกอบกับความต้องการของภาคธุรกิจที่ลดลงและการชำระคืนหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังปรับ “ด้อยลง” โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย สัญญาณหนี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ขยายตัวได้สูงจากที่มีการเร่งส่งออกไปสหรัฐ
ปัจจัยลบ การเมือง-ภาษีทรัมป์
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2568 หลัก ๆ มีอยู่ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ และมีการปรับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่รวมการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเรื่องการพิจารณางบประมาณปี 2569 มีความล่าช้าออกไปโดยจะกระทบต่อการใช้จ่ายและการลงทุน รวมถึงกระทบแผนการเจรจาเรื่องภาษีสินค้านำเข้ากับสหรัฐ
และ 2.ปัญหาความผันผวนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการเจรจานโยบายภาษีทรัมป์ที่จะครบเส้นตายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อภาคการผลิต และการส่งออกของไทย ที่จะส่งผลให้บรรยากาศเศรษฐกิจและการลงทุนไม่สดใส โดยทั้งสองประเด็นนี้จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้
แมคโดนัลด์เตรียมแผนสอง
นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์ “แมคโดนัลด์” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนคาดเดาอะไรได้ยากมาก มีแต่ความไม่แน่นอน เนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ในช่วงขัดแย้งเข้มข้น ดังนั้นผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องมีความแข็งแกร่งมากเพียงพอถึงจะอยู่รอดได้ เมื่อบริษัทรอด พนักงานก็รอด
“สถานการณ์ยอดขายของบริษัทช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สรุปได้ว่าการทำธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่สู้ยิบตาเท่านั้น แต่เราห้ามกะพริบตาด้วย”
สำหรับแมคไทยมี 3 วิธีในการรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวน อย่างแรกต้องติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ต่อมาคือต้องอ่านข่าวอย่างตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพื่อให้เรามีสติในการตั้งรับ พร้อมมีแผนสำรอง 1-2-3 และต้องมีการเตรียมตัวตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
โดยปี 2567 แมคไทยมียอดขาย 7,957 ล้านบาท โตขึ้น 10% ถือเป็นรายได้สูงสุด และปี 2568 ตั้งเป้าโตเพิ่มขึ้น 10% พร้อมเปิดเพิ่มอีก 20 สาขาในทุกโมเดล ด้วยงบฯ 700 ล้านบาท จาก 240 สาขาทั่วประเทศ สาขาขายดีที่สุดคือ พารากอน ราชดำริ โลตัส สุขุมวิท 50 เป็นต้น
CRC เน้นบริหารเงิน-คุม Cost
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ภาพรวมในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้มีความท้าทายสูง ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่เห็นการชะลอตัวชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศอย่างสงครามการค้า และความขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ รวมไปถึงการดิสรัปต์ทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น เพื่อรับมือความท้าทายและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริษัทวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นด้วยการทำโปรโมชั่นกระตุ้นการจับจ่ายเพื่อชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจ และแผนระยะยาวด้วยการมุ่งสร้างการเติบโตในจุดที่ยังเป็นช่องว่าง โดยโรดแมป 3 ปี (2568-2570) เตรียมลงทุนประมาณ 45,000-47,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง New Growth Engine ด้วยการสปีดสาขาของธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังมีสาขาน้อยอย่าง GO WHOLESALE ศูนย์ค้าปลีก-ส่ง และ AUTO 1 ศูนย์บริการ-จำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ครบวงจร
อย่างไรก็ดี ต้องเน้นบริหารการเงินอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น
สหพัฒน์ตุนเงินสด-ปรับให้ไว
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังไม่เห็นทางสว่าง ทุกคนดูแลตัวเอง เก็บเงินสดไว้เยอะ ๆ รองรับความเปราะบาง และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
“เรื่องกำลังซื้อกระทบธุรกิจหนักสุด ครึ่งปีหลังเครือจึงต้องดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง เก็บเงินสดให้มาก พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา มีความเร็วในการตอบสนองต่ออะไรก็ตามที่จะมากระทบธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีสูงขึ้นเรื่อย”
นายธรรมรัตน์กล่าวว่า การรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก บริษัทมีการทบทวนและปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และหาทางรอดที่ดีที่สุดสำหรับช่วงเวลา และจากความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจของเครือสหพัฒน์ครึ่งปีหลัง ต้องเน้นรักษาสภาพคล่อง หรือเก็บเงินสดไว้ให้มาก รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นที่ผ่านมาก็มีการปรับกระบวนการทำงานภายใน รวมถึงการปรับพอร์ต ลดสัดส่วนของธุรกิจสิ่งทอที่ชะลอตัว เป็นต้น
ปรับพอร์ตธุรกิจบุกอาหาร
สอดคล้องกับแนวทางของนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ที่กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 บริษัทจะโฟกัสกับการปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาด เช่น ชะลอธุรกิจเสื้อผ้า-แฟชั่นลง หันสปีดธุรกิจอาหารและสุขภาพคน-สัตว์เลี้ยง รวมถึงอสังหาฯแทน พร้อมรุกช่องทางค้าปลีกออนไลน์ด้วยการปั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มไลฟ์สดเป็นของตัวเอง รวมถึงปรับแนวทางการลงทุนจากการลงทุนเอง เป็นเน้นผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งด้านอสังหาฯ, เทคโนโลยี, การศึกษา, อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจบริการ
ด้านนายณัฐพล เดชวิทักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ นอกจากจะต้องระมัดระวังการลงทุนและบริหารจัดการต้นทุนมากขึ้น เน้นสิ่งที่ถนัดและต่อยอดได้ เช่น การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งสามารถต่อยอดธุรกิจในเครือได้ อาทิ ชุดยูนิฟอร์ม สบู่ รองเท้า ฯลฯ รวมถึงการจัดการรอบรถขนส่งไม่ให้มีการวิ่งรถเปล่า, การนำรถ EV มาใช้ขนส่งสินค้า
รวมถึงเน้นบริหารจัดการให้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย ต้องทำโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์สถานการณ์ และเลือกออกสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าต่าง ๆ อย่างตรงจุดมากขึ้น
มาม่าเลื่อนลงทุนฮังการี
ขณะที่ นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทชะลอแผนการลงทุนขยายโรงงานในฮังการีออกไป เนื่องจากผลกระทบของสงคราม ส่งผลให้ต้นทุน อาทิ ค่าก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จนระยะเวลาคืนทุนที่เดิมคาดว่าจะใช้เวลา 7 ปี ขยับเป็น 11-12 ปี อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังคงแผนลงทุนเพิ่มกำลังผลิตสำหรับไลน์สินค้าพรีเมี่ยม อย่าง มาม่าโอเค และมาม่าบิ๊กแพ็ค ตามเดิม เนื่องจากที่ผ่านมากำลังผลิตส่วนนี้ยังน้อยกว่าดีมานด์
อสังหาฯสงครามราคา
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้ปัจจัยลบที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจมีหลายปัจจัยมาก เป็น The Great Perfect Storm อย่างแท้จริง ตั้งแต่เรื่องแผ่นดินไหว ภาษีทรัมป์ สงครามอิหร่าน-รัสเซีย ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการเมืองในประเทศเปราะบาง ทำให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติขาดความมั่นใจ โจทย์หลักต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้เร็วที่สุด
สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง 2568 สถานการณ์การทำธุรกิจที่มีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก จึงเป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการต้อง Wait & See ในมุมผู้บริโภคอสังหาฯ หรือลูกค้า วันนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อ สินค้าที่ยังขายได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตลาดบน ซึ่งมีการต่อรองส่วนลดและออปชั่นเยอะมาก เป็นสงครามราคาอย่างแท้จริงในปีนี้ และเป็นสงครามราคาในรูปแบบ Silent Prices War แข่งกันแบบเงียบ ๆ ผู้ซื้อขอให้ต่อรองราคามาเถอะ เพราะดีเวลอปเปอร์ทุกคนต้องการเงินสด ต้องการสภาพคล่อง บริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯมีแรงกดดันจากการทำเป้าทำยอดขายเพื่อให้สามารถปิดผลงานให้ได้ตามเป้า
“ตอนนี้ทุกคนให้ความสำคัญกับสภาพคล่องมากที่สุด ไม่สนว่ากำไรขาดทุนแล้ว”
รัดเข็มขัดรับมือฮาร์ดแลนดิ้ง
นายประเสริฐกล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้เจอผลกระทบหนักสาหัสทั้งผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก ที่เสียเปรียบเงินทุนน้อยกว่า ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่กำลังเผชิญกับดักหุ้นกู้ ที่เป็นแหล่งระดมเงินหลัก กระทบชิ่งไปถึงสภาพคล่องของแต่ละบริษัท ดังนั้น เทรนด์ในช่วงครึ่งปีหลัง ทุกคนต้องรัดเข็มขัดให้ดี ๆ เตรียมตัวเข้าสู่โหมดฮาร์ดแลนดิ้ง จุดเน้นอยู่ที่ต้องบริหารจัดการเพื่อให้มีสภาพคล่องให้มากที่สุด ต้องบริหารจัดการเครดิตไลน์ให้แข็งแรงที่สุด
“ครึ่งปีหลังเป็นโจทย์ยาก ตอนนี้ต้องเข้าโหมดระมัดระวัง ทุกคนเข้าโหมด Silent Prices War ทุกคนต้องการสภาพคล่อง แข่งกันขายระบายสต๊อกเพื่อลดน้ำหนักตัวเอง ต้องอึดให้ยาวให้ได้ โดยต้องมีกระแสเงินสดเป็นหลัก และต้องอึดให้ได้ 1-2 ปีหน้าเลย ไม่ใช่แค่ปีนี้ ซึ่งทุกวันนี้อสังหาฯก็ต้องแก้สถานการณ์กันแบบเดือนชนเดือน มองไกล ๆ กว่านี้ก็มองไม่ออก วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้เป็นผลกระทบทั้งโลก จุดชนวนโดยทรัมป์ที่ทำให้ระเบียบของโลกเปลี่ยน ทำให้กระเพื่อมไปทั้งโลก มองว่าเป็นเรื่องปกติ เราเลือกผู้นำมาอย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้” นายประเสริฐกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : CEO กัดฟันสู้-งัดแผนสำรอง ‘สหพัฒน์-เซ็นทรัล’ กำเงินสดตั้งรับวิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net