การปล่อยให้ตัวเองท้องกับผู้เยาว์ อีกหนึ่งความรุนแรงต่อเด็ก ในนามความรัก กรณีหญิงวัย 27 ปีที่ตั้งครรภ์กับเด็กวัย 18 และเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ
น่าจะเป็นดราม่าที่หลายคนได้ผ่านตาในช่วงนี้ เมื่อผู้หญิงวัย 27 ปีคนหนึ่งได้โพสต์คลิปทางติ๊กต่อกเล่าว่าเธอตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน และบอกทั้งน้ำตาว่าลูกในท้องของเธอกำลังจะไม่มีพ่อ โดยเธอให้รายละเอียดว่าคนรักของเธอเป็นหนุ่มลูกครึ่ง ซึ่งหลังจากรู้ว่าเธอตั้งท้องได้สักพัก เขาก็บอกว่าไม่ต้องการมีลูกกับเธอและตั้งคำถามว่าทำไมเธอไม่เลือกยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่ต้น ทางด้านพ่อของฝ่ายชายก็เสนอเงินให้กับเธอเพื่อให้ออกไปจากชีวิตลูกชายของเขา ซึ่งทำให้เธอเศร้าเสียใจอย่างมาก
จากการเปิดเผยเรื่องราวในครั้งแรกนั้นทำให้คนสนใจเป็นจำนวนมาก โดยมียอดวิวสูงถึง 3 ล้านวิว และหลายคนก็ให้กำลังใจเธอพร้อมกับประณามฝ่ายชายและพ่อของเขาว่าไร้ซึ่งความรับผิดชอบ แต่ต่อมา ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่าแฟนหนุ่มของเธอมีอายุเพียง 18 และทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพียง 17 ปี โดยเธอเล่าอีกว่าเมื่อเขาอายุ 18 ปี เธอก็ตั้งใจ ‘ปล่อยท้อง’ และตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ รวมระยะเวลาที่คบกันตามที่เธอระบุก็คือ 6 เดือน (ซึ่งก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าแย้งกับอายุครรภ์ของเธอที่บอกว่า 7 เดือนแล้ว)
แน่นอนว่าด้วยวัยที่ห่างกันเกือบ 10 ปี และเริ่มต้นความสัมพันธ์ตั้งแต่เขาอายุ 17 ทำให้หลายคนไม่เห็นด้วยกับเธอในทันที เนื่องจากเข้าข่าย Child Grooming และที่สำคัญคือผิดกฎหมายพรากผู้เยาว์ มาตรา 319 ที่ระบุว่า “ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี แม้ผู้เยาว์จะยินยอม ก็มีความผิด หากเป็นการพรากไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อหากำไร” ซึ่งแน่นอนว่ากรณีนี้ หากผู้ปกครองของฝ่ายเด็กผู้ชายจะแจ้งความก็ย่อมทำได้เนื่องจากชัดเจนว่าฝ่ายหญิงเข้าไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับฝ่ายชายตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 17 ปี
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหญิงยืนยันว่าสิ่งที่เธอทำไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ทั้งคู่คบหากันด้วยความรัก และเมื่อเขาสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้แล้วหรือเป็นพ่อคนได้แล้ว เขาก็ควรแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตรรกะทำนองเดียวกับคุณพ่อคุณแม่วัยใสที่บอกว่า “***ได้ก็เลี้ยงได้” แต่กรณีนี้กลับน่ากระอักกระอ่วนยิ่งกว่าเมื่อสิ่งนี้เป็นความคิดของผู้ใหญ่วัย 27 ที่นำไปยัดเยียดให้เด็กอายุ 18 ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและประสบการณ์ชีวิตก็น้อยกว่าเธอเองหลายเท่า
และความตั้งใจที่จะปล่อยให้ตัวเองท้อง ก็นับเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งที่เธอกระทำต่อเด็กแม้จะไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายโดยตรงก็ตาม เนื่องจากเป็นการใช้ความอาวุโสมาเป็นอำนาจในการตัดสินใจแทนอีกฝ่ายว่าทั้งสองพร้อมแล้วที่จะมีลูกด้วยกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงเด็กอายุ 18 นั้นไม่อาจเรียกว่าพร้อมได้เลยทั้งโดยวัยของและสถานะที่ยังเป็นเพียงเด็กนักเรียนด้วยซ้ำ อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ที่อำนาจไม่สมดุลกันมาตั้งแต่ต้น ซึ่งยิ่งชัดเจนถึงเจตนาแอบแฝงที่ฝ่ายหญิงมีต่ออีกฝ่าย เมื่อเธอบอกเล่าถึงแรงจูงใจของตัวเองที่อยากให้ลูกได้สัญชาติอเมริกันเพื่อจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และยังใช้การเล่าเรื่องผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างแรงกดดันเพิ่มให้ฝ่ายชายด้วย
การที่เด็กวัยนี้จะมีเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจห้ามได้ แต่ประเด็นสำคัญคือความเข้าใจถึงเซ็กซ์ที่ปลอดภัย และใช่หรือไม่ว่าการมีเซ็กซ์กับคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าอย่างน้อยก็น่าจะปลอดภัยหายห่วง เพราะอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าเขาจึงสามารถเป็นผู้นำในการตัดสินใจได้ และที่แปลกประหลาดและน่าเป็นห่วงก็คือการที่เด็กคนหนึ่งซึ่งอยู่ในช่วงวัยสำหรับการ ‘เรียนรู้’ ต้องมาเผชิญภาระความรับผิดชอบใหญ่หลวงอย่างการมีลูก อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปได้เลยจากการที่เขาไว้ใจผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเขาเชื่อว่ารักกัน
และนี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่หญิงวัย 27 ได้เรียนรู้เช่นกัน ตั้งแต่เรื่องสิทธิและกฎหมายเกี่ยวกับผู้เยาว์ เรื่องของอำนาจในความสัมพันธ์ที่อาจมาพร้อมความต่างด้านอายุ และรวมถึงการวางแผนครอบครัวและประเมินถึงความพร้อมใน ‘ระยะยาว’ ของตัวเองซึ่งเป็นผู้อุ้มท้อง เพราะแม้สิทธิในการอุ้มท้องต่อหรือยุติการตั้งครรภ์จะเป็นสิทธิของผู้ตั้งครรภ์ 100% แต่หากความตั้งใจที่จะตั้งครรภ์ต่อนั้นมาพร้อมเงื่อนไขว่าอีกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเท่านั้น การยุติการตั้งครรภ์ก็เป็นอีกทางเลือกที่จำเป็นต้องพิจารณาเช่นกัน
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความเท่าเทียม ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องของ เพศ-ศักยภาพ-สถานะทางสังคม ภายใต้แคมเปญ ‘Just Don't Judge’ จากแสนสิริ 30 ปี ของความรักเต็มหัวใจที่ไม่ต้องการคำจำกัดความ ในแบบของ ‘ย่าตุ๊ก’ ‘ปู่กัญจน์’
- การปล่อยให้ตัวเองท้องกับผู้เยาว์ อีกหนึ่งความรุนแรงต่อเด็ก ในนามความรัก กรณีหญิงวัย 27 ปีที่ตั้งครรภ์กับเด็กวัย 18 และเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ
- เป็น ‘ลูกสาว’ เป็น ‘หญิงรักหญิง’ และเป็น ‘คนใต้’ การต่อสู้ของแซฟฟิกภาคใต้ ที่กอดตัวตนของตัวเองไว้ ในพื้นที่ที่ยังกอดความเป็นอนุรักษ์นิยมไว้แน่นหนา ซึ่งเชื่อว่าลูกสาวทุกบ้านต้องมี ‘ผู้ชาย’ คอยดูแล
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com