โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'สยามยังไม่มีการปฏิวัติ' : คำกล่าวตอบรับ การมอบรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2568

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 11.12 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ผมไปรับรางวัลนักเขียน “ศรีบูรพา” ซึ่งจัดขึ้นในวันนักเขียน 5 พฤษภาคม เป็นประจำ ท่ามกลางนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์มากหน้าหลายตาและหลายรุ่น

นักเขียนอาวุโสที่มาร่วมงานได้แก่คุณกฤษณา อโศกสิน และพี่คำสิงห์ ศรีนอก ซึ่งได้รับรางวัลเกียรติยศ “ศรีบูรพา” ด้วย

หลังจากรับรางวัลผมกล่าวคำตอบรับโดยยกบทบาทสำคัญของศรีบูรพาขึ้นมาแสดงในสองด้าน

ด้านแรกคือคุณูปการต่อการสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยในไทยขณะนั้น

และอีกประการคือการสร้างความต่อเนื่องให้แก่นักหนังสือพิมพ์ด้วยการยกฐานะอันควรค่าต่อการรำลึกถึงของเทียนวรรณ ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์รุ่นแรกก็ว่าได้ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่น่าเสียดายที่นักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังมาแทบไม่เคยมีใครรู้จักท่านเลย

หลังจากนั้นมีมิตรสหายที่ไปร่วมงานขออ่านต้นฉบับด้วยความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยรับรู้ และขอให้ผมตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไปเพื่อเป็นคุณูปการต่อนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหม่ต่อไป

ผมจึงนำเอาคำกล่าวตอบรับในวันนั้นมาตีพิมพ์อีกครั้ง และปรับปรุงเท่าที่จำเป็น

“ก่อนอื่นขอกล่าวคำขอบคุณอย่างจริงใจต่อ “กองทุนศรีบูรพา” โดยเฉพาะประธานและคณะกรรมการทุกท่านที่ให้เกียรติในการคัดเลือกผมให้ได้รับรางวัลศรีบูรพาอันมีคุณค่าอย่างยิ่ง คงไม่ต้องกล่าวว่ามตินี้สร้างความยินดีและปลาบปลื้มใจอย่างสูงยิ่งแก่ผม และสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งให้แก่ผมด้วยเพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รับเกียรติอันนี้

อยากถือโอกาสนี้เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ อย่างสั้นๆ

ผมเริ่มอ่านข้อเขียนของนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ระดับประเทศเมื่ออยู่ชั้นมัธยม คนแรกที่อ่านและประทับใจไม่ใช่คุณกุหลาบ เพราะหาอ่านยาก หากแต่เป็นบทความของคุณวิลาศ มณีวัต ที่ลงในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์

ต่อมาถึงได้มีโอกาสอ่านงานของคุณกุหลาบเรื่องข้าพเจ้าได้เห็นมา (หลังจากได้พูดคุยกับ “ลาว คำหอม” ในงานคืนนั้นจึงทราบว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นมา” เป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เกวียนทองซึ่งพี่คำสิงห์ร่วมอยู่ด้วย) อันเป็นบทความจากประสบการณ์ในออสเตรเลีย ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราคิดทำในสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะทำได้

เป็นข้อเขียนที่แปลก แต่ท้าทายความคิดและจินตนาการของคนหนุ่มสาวที่กำลังแสวงหาหนทางในชีวิต

ข้อเขียนของกุหลาบไม่ใช่คำเทศนาทางศาสนาที่สอนให้เชื่อและอย่าทำอะไร ตรงกันข้ามคุณกุหลาบกลับบอกเราว่าต้องหัดคิดทำอะไรอย่าอยู่นิ่งเฉย

จากนั้นมาผมติดตามข้อเขียนและความคิดของคุณกุหลาบ เพราะอยากเห็นคำเสนอเชิงวิพากษ์วิเคราะห์ ไม่ใช่การสั่งสอน หากแต่เป็นการเปิดทางใหม่ๆ ให้แก่เราได้คิด

บทบาททางการเมืองของคุณกุหลาบที่สำคัญมากแต่ได้รับการสานต่อและจรรโลงน้อยเกินไปได้แก่การวิพากษ์ความคิดและค่านิยมแบบอำนาจนิยม ที่เป็นอุปสรรคต่อหลักการระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครมองเห็นความไม่ชอบมาพากลของการผสมผสานประชาธิปไตยเข้ากับหลักการปกครองแบบไทยเดิม ดังที่คุณกุหลาย สายประดิษฐ์ เคยวิจารณ์ไว้ก่อนนักรัฐศาสตร์จะมาพบว่า

“ถ้าเราบอกว่า เราเป็นพลเมืองของรัฐประชาธิปไตย และในขณะเดียวกัน เราก็ยังกล่าวว่าการปกครองแบบพ่อเมืองสมัยสุโขทัยหรือการปกครองแบบ ‘บิดาปกครองบุตร’ ในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นของกลมกลืนกันสนิทดีกับระบอบประชาธิปไตยในสมัยนี้แล้ว นักศึกษาเช่นข้าพเจ้าและใครก็ตามไปลงคะแนนเลือกผู้แทนของเรา เพื่อให้ไปดำเนินการปกครองแทนเรานั้น เราไม่ได้ตั้งใจจะเลือกเขาเพื่อให้เขาได้กลับกลายมาเป็นพ่อของเราขึ้นเลย” (กุหลาบ สายประดิษฐ์, 2487)

คุณกุหลาบเป็นปัญญาชนก้าวหน้าที่แท้จริง ในข้อที่ทำการศึกษาค้นคว้าถึงความคิดของปัญญาชนคนอื่นๆ และที่มีมาก่อนหน้านี้ด้วย

ในวงการหนังสือพิมพ์ คงเคยได้ยินชื่อของเทียนวรรณ แต่น้อยคนจะรู้ละเอียดถึงความคิดและคุณูปการของท่าน

ในความเห็นของผม คนที่สร้างฐานะในประวัติศาสตร์ให้กับเทียนวรรณเป็นครั้งแรกได้แก่กุหลาบ สายประดิษฐ์

เขาเป็นผู้ตั้งสมญานามแก่เทียนวรรณอันไพเราะจับใจคนรุ่นหลังต่อมาว่าคือ “บุรุษรัตนของสามัญชน” ด้วยเหตุว่าเทียนวรรณเรียกคนญี่ปุ่นและประเทศนั้นด้วยความยกย่องนับถือว่า “รัตนะ” ประเทศ เนื่องจากมีสติปัญญาสูงส่งมาก ถึงขั้นมีฤทธิ์เดชพอสู้ทัดเทียมกับยุโรปได้

เข้าใจว่ากุหลาบคงได้อ่านข้อเขียนของเทียนวรรณ และนำเอาศัพท์ “รัตนะ” มาใช้เรียกเทียนวรรณเองด้วย เนื่องจากความคิดและการปฏิบัติของเทียนวรรณนั้น มีจุดยืนอันแน่วแน่ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของชนชั้นไพร่สามัญ

‘ศรีบูรพา’ มองเทียนวรรณว่าเป็นตัวแทนของปัญญาชนปฏิวัติ ที่ยืนหยัดเปิดโปงโฉมหน้าของระบอบการเมืองและวัฒนธรรมศักดินา

เรียกร้องการปกครองระบบรัฐสภา (ปาลีเมนต์) เปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมและประเพณีเก่าล้าหลังเสีย ยกระดับและให้การศึกษาแก่สตรี พร้อมกับให้การศึกษาคนทั่วไป

เป็นคนแรกที่ประกาศอาชีวปฏิญาณของนักหนังสือพิมพ์ ที่จะพูดและเขียนแต่ “ความจริง” และต้องเป็นความจริงที่ดีด้วย

เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้ว เทียนวรรณก็แน่วแน่ ไม่กลัวคนมีอำนาจ มีฤทธิ์ต่างๆ (คือผู้ปกครองที่มีอำนาจและขุนนางข้าราชการ) ไม่กลัวคนมีทรัพย์ (ศัพท์นายทุนยังไม่เกิดในสมัยนั้น) ไม่กลัวคนมีปัญญา (หรือขุนนางนักวิชาการและเทคโนแครตในสมัยนี้)

หากแต่เขา “กลัวแต่คนโง่ คนพาล คนสอพลอพูดให้คนอื่นเชื่อได้” เท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์ของเทียนวรรณในสายตาของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งช่วยทำให้เทียนวรรณกลายเป็นปัญญาชนปฏิวัติคนแรกของสยามไป

ตรงนี้คือปัญหาของประวัติศาสตร์ ไม่มีใครสามารถสร้างอดีตให้ปรากฏออกให้เหมือนกับที่มันเคยเป็นมาได้โดยถูกต้องสมบูรณ์

แต่ปัญหาคือเราจะทำให้อดีตเป็นปัจจุบันได้มากเท่าไร ไม่มีสูตรสำเร็จและวิธีการอันแน่นอนเที่ยงแท้ เพราะตาชั่งที่จะบอกเรานั้น ด้านหนึ่งมาจากหลักการและทฤษฎีทางประวัติศาสตร์

อีกด้านหนึ่งมาจากทัศนะและความเชื่อในสังคมร่วมสมัย

แม้วิธีการจะถูกต้องแต่หากบรรยากาศและอำนาจการเมืองไม่อำนวย ความจริงในประวัติศาสตร์เรื่องนั้นก็พูดและนำเสนอออกมาอย่างตรงๆ ไม่ได้

บทบาทและคุณูปการของเทียนวรรณจึงหายไปจากความทรงจำและรับรู้ของสังคมไทยไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากศึกษาประวัติและผลงานของนักคิดนักเขียนไทยรุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ผมได้ข้อสรุปในเรื่องภูมิปัญญาและความเป็นปัญญาชนของไทยสยามที่น่าสนใจยิ่งประการหนึ่งว่า นับแต่เรารับวิชาความรู้และจริตต่างๆ จากตะวันตกมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นและพัฒนาต่อมาอย่างไม่ขาดสายคือความขัดแย้งระหว่างภูมิปัญญาและวิธีคิดของปัญญาชนที่เป็นแบบ “ผู้ดี” กับที่เป็นแบบ “ไพร่” มาโดยตลอด

ในกรณีของเทียนวรรณนั้น ผมเรียกว่าปัญญาชนไพร่กระฎุมพี ด้วยเหตุว่าในทางความคิดและอาชีวะปฏิบัติแล้ว ท่านรับแนวคิดและการปฏิบัติตนแบบของชนชั้นกระฎุมพีแห่งนาครสมัยใหม่ หรือที่ต่อมาเราเรียกง่ายๆ ว่าชนชั้นกลางหรือนายทุน ซึ่งสมัยโน้นยังเป็นชนชั้นที่ก้าวหน้ามากที่สุดในยุโรป

แต่ที่ประหลาดคือยังไม่ก่อเกิดในกรุงสยาม เนื่องด้วยระบบการผลิตยังเป็นแบบก่อนสมัยใหม่และก่อนทุนนิยมคือเกษตรกรรมเป็นหลัก ในทางการเมืองและวัฒนธรรมสภาพของสังคมสยามสมัยโน้นยึดหลักคิดระบบศักดินานิยม ทำให้เทียนวรรณต้องดำรงฐานะทางสังคมอย่างไพร่

สยามยามเปลี่ยนผ่านจึงมีความขัดกันในตัวเอง ที่ความคิดของชนชั้นอาจเกิดก่อนการสร้างชนชั้นนั้นได้ ทำให้เทียนวรรณยังเป็นเพียง “ไพร่” แต่ไม่ธรรมดา หากกำลังปฏิวัติความคิดไปสู่การเป็นคนชั้นกลางในอุดมการณ์สมัยใหม่

ความขัดแย้งภายในกรุงสยามสมัยนั้นแสดงออก โดยเฉพาะในระบบปกครองที่ด้านหนึ่งตอบสนองระบบการผลิตและกรรมสิทธิ์แบบชนชั้นนายทุนและยอมให้มีความคิดที่เรียกว่าประชาธิปไตยระดับหนี่ง แต่ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมดังกล่าวนั้นอย่างจริงจังได้ ดังนั้น กระฎุมพีไทยจึงต้องเลือกว่าจะอิงอยู่กับไพร่ หรืออิงกับศักดินา หรืออิงกับทั้งสองชนชั้น

ผมเสนอว่าในทางความคิดของเทียนวรรณแล้ว น่าจะเป็นต้นแบบหรือต้นผีของปัญญาชนไพร่ที่เป็นกระฎุมพีรุ่นต่อๆ มาอีกนาน

เขาเสนอรูปธรรมของสิ่งใหม่ที่อยากให้เกิดในประเทศ ตั้งแต่การเลิกทาส ความเท่าเทียมของสตรี การตั้งมหาวิทยาลัย ระบบสวัสดิการสำหรับคนยากจน โรงงานผลิตอาวุธ สร้างถนน รถไฟ และแบงก์หรือคลังเงิน ระบบไปรษณีย์โทรเลข โรงงานอาหารกระป๋อง รวมถึง “ปาแตน” หรือสิทธิบัตร

ที่สำคัญในระบบปกครองคือ “จะตั้งปาลิเมนอะนุญาตให้มีหัวหน้าราษฎรมาพูดธุระชี้แจงของตนแก่รัฐบาลได้”

ไม่ต้องแปลกใจว่าข้อเสนอทั้งหลายของเขานั้น ก่อรูปท่ามกลางสภาพสังคมที่ยังพึ่งพาเกษตรกรรมอย่างธรรมชาติ รัฐบาลคือกษัตริย์ ความคิดใหม่จึงเป็นได้แค่ “ความฝันหรือนอนละเมอ” ตั้งแต่ยุคนั้นมาถึงยุคปัจจุบัน

ผมพบว่ากุหลาบ สายประดิษฐ์ มีความคล้ายคลึงกับเทียนวรรณอย่างไม่น่าเชื่อ คือเป็นนักคิดนักเขียนที่ก้าวหน้ากว่าระบบการเมืองที่รองรับอยู่ เขาจึงเป็นนักคิดประชาธิปไตยก่อนนักการเมืองและชนชั้นปกครอง ถ้าเช่นนั้นอะไรคือจิตใจแบบประชาธิปไตย

ตัวอย่างที่หาได้จากกุหลาบ สายประดิษฐ์ คือจิตใจที่คิดถึงคนอื่นนั่นเอง

การคิดถึงผู้อื่นอย่างที่เขามีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ ต้องการความเป็นธรรม และความเจริญก้าวหน้า ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เราแต่ละคนก็ต้องการ

ดังนั้น เราก็ต้องตระหนักรู้ว่าคนอื่นก็ต้องการและมองเห็นความมีอารยะของสังคมเช่นเดียวกับเรานั่นเอง…

เหนืออื่นใดจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยที่สำคัญต้องมีความเชื่อในศักยภาพและความสามารถของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนแปลง ดัดแปลงและเข้าร่วมส่วนกับสังคมที่เป็นประโยชน์เป็นของคนส่วนใหญ่ แม้จะต้องใช้เวลาและการรอคอยก็ตาม

“สยามมิได้มีการปฏิวัติ สยามมีแต่การเปลี่ยนแปลงคณะบุคคลผู้ครอบครองอำนาจการปกครอง ผู้ที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นนักปฏิวัติในส่วนใหญ่ ได้กลายเป็นนักผจญภัยแสวงโชค ผู้เต็มไปด้วยความอิ่มหมีพีมันไปแล้ว โครงสร้างสังคมอันเก่าคร่ำ และภาพชีวิตอันเต็มไปด้วยความอยุติธรรมอย่างลึกซึ้งสองภาพนั่น (ระหว่างภาพคนส่วนใหญ่ที่ยากจนกับคนส่วนน้อยที่ร่ำรวยสุขสบาย) ก็ยังคงได้รับการเชิดชูต่อไป”

“สยามยังไม่มีการปฏิวัติและตามความเป็นจริงก็ยังไม่มีแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแก้รูปที่จะทำให้ชีวิตของประชาชนส่วนมากขึ้นสู่คุณภาพที่ดีขึ้น”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สยามยังไม่มีการปฏิวัติ’ : คำกล่าวตอบรับ การมอบรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2568

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...