"บัวหลวง" จับสัญญาณงบ Q1/68 วางกลยุทธ์ลงทุน แนะหุ้น Q2 ดีต่อ
#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง สรุปกำไรสุทธิ Q1/68 ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 58% QoQ โดยกลุ่มที่โตดี YoY ได้แก่ กลุ่มอาหาร, กลุ่ม Energy drinks, กลุ่มสื่อสาร, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มธนาคาร ขณะที่ กลุ่มที่อ่อนแอ YoY ได้แก่ กลุ่มปิโตรฯ, กลุ่มสื่อ, กลุ่มพลังงาน, กลุ่มอสังหาฯ, กลุ่มยานยนต์
กำไรสุทธิที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด 6.5% (ดีกว่า BLS คาด 8.3%), ถ้าไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักดีกว่าคาดราว 5.8%) จากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) กลุ่มปิโตรฯ (IVL) กลุ่มอาหาร (CPF BTG TFG) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) ในขณะที่กลุ่มที่แย่กว่าคาด ได้แก่ กลุ่มขนส่ง (AOT) กลุ่มการเงิน (JMT) เป็นต้น ทำให้สัดส่วน beat to miss ratio อยู่ที่ 2.7x ถือว่าสูงสุดในรอบ 13 ปี, เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 0.8x และค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 1.1x อาจสะท้อนว่าความคาดหวังของตลาดอยู่ในระดับต่ำมาก (overly pessimistic) และอาจเป็นสัญญาณเชิงบวกแสดงว่าความเสี่ยงอาจถูกสะท้อนไปมากพอสมควรแล้ว
แม้ความเสี่ยงส่วนใหญ่จะถูกสะท้อนไปแล้ว แต่ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มชัดเจนใน Q2-Q3/68 อาจยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ/กำไรบริษัทฯ ก่อนเริ่มฟื้นตัว Q4/68 ย้อนดู Trade War 1.0 ภาคธุรกิจ ต้องแบกรับต้นทุนภาษีเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนำไปสู่การถูกบีบ margin
สำหรับไทย แม้คาดมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยโครงสร้าง ได้แก่ การบริโภคในประเทศยังอ่อนแอจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง, การท่องเที่ยวฟื้นช้ากว่าคาด, การลงทุนเอกชนและการผลิตในประเทศ, การแข่งขันรุนแรงจากการทะลักของสินค้าจีนราคาถูก และ FDI กดดันจากมีความไม่แน่นอนทิศทางนโยบายภาษี ทั้งนี้ ประมาณการกำไรของตลาดยังถูกปรับลดต่อเนื่อง (-6% ตั้งแต่ต้นปี) โดยเฉพาะในกลุ่มวัฏจักร
Strategist view: ฝ่ายวิจัยมีมุมมอง Cautiously Optimistic สำหรับหุ้นไทยสะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว จาก Stress-testing กรณี Worst case สงครามการค้ายืดเยื้อ SET อยู่ราว 1,030 จุด แต่ช่วง Q2-3/68 จะมีผลกระทบจริงจากสงครามการค้ากดดัน ดังนั้น
ระยะสั้น 1) กลุ่มที่คาดยังมีกำไร Q2/68 โตดีต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มอาหาร (ราคาหมูสูง/ต้นทุนอาหารสัตว์ลด), เครื่องดื่ม (วัตถุดิบหลัก เช่น น้ำตาล อะลูมิเนียม ลดลง) และ 2) กลุ่ม Infra-Tech ได้แก่ สื่อสารและโรงไฟฟ้า โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่ามี TINA effect (“There Is No Alternative” = ไม่มีทางเลือกให้ลงทุน) จะยังหนุนกลุ่ม leader ให้ยังมีโอกาส Outperform ได้ต่อเนื่องในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยมองว่า ตลาดกำลังจะค่อยๆ เข้าสู่จุดเปลี่ยนจาก TINA → TARA (“There Are Reasonable Alternatives” = เริ่มเห็นทางเลือกลงทุนที่สมเหตุสมผล) เมื่อสัญญาณการเจรจาระหว่างจีน–สหรัฐฯ เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงกลาง Q2/68 ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “De-escalation Phase” ซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหุ้น และเป็นจังหวะเริ่มทยอยกลับเข้าลงทุนในกลุ่มหุ้นวัฏจักรที่ถูกขายมากเกินไป (Oversold Cyclicals) ที่มี Risk-Reward คุ้มค่า
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า Best global play คือ กลุ่มปิโตรฯ (downside ราคาเริ่ม และเริ่มเห็นกำไรที่ดีกว่าคาด และ PBV ต่ำเพียง 0.4x (ใกล้เคียงช่วง Subprime Crisis ในปี 2551) จึงมีโอกาสเป็น Sector แรกๆ ที่ฟื้นตัวเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวใน Q4/68