โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ยุบสภา – ลาออก – อยู่ต่อ วิเคราะห์ “จุดจบ” การเมือง ชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย

Share2Trade

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 05.58 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 08.00 น. • Share2Trade

ความท้าทายกลับมาเยือนเพื่อไทย และรัฐบาลอีกครั้ง หลังมีประเด็น คลิปเสียงนายกนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาที่หลุดออกมา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในสายตาของพรรคร่วมและประชาชนลดลง เคราะห์ซ้ำพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล และตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยว่างลง ทำมีความกังวลถึงงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น มีโอกาสล่าช้าหรือไม่

ยุบสภา – ลาออก – อยู่ต่อ_WS (เว็บ) copy.jpg

ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำของกัมพูชา ซึ่งเป็นบิดาของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบัน

โดยข้อความในการสนทนาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาบางส่วนได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวไทย ในทางการเมือง

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัย เชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่นายกรัฐมนตรีจะสามารถอยู่รอดได้ ภายใต้โครงสร้างของรัฐบาลปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกหรือยุบสภา ฝ่ายวิจัยจึงขอนำเสนอกรณีต่าง ๆ ด้านล่างนี้ ซึ่งในส่วนใหญ่แล้วเป็นข่าวร้ายสำหรับตลาด

กรณีแรก มองว่าเป็นสถานการณ์ที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด คือ นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีกลายเป็นรัฐบาลรักษาการโดยอัตโนมัติ และรัฐสภาดำเนินการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะทำการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ รัฐสภาสามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้เฉพาะในรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไว้ในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 เท่านั้น

หากสมมติว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังคงจับมือกันต่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังเหลือผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน คือ นายชัยเกษม นิติสิริ ส่วนรายชื่อบุคคลสำคัญที่เหลืออยู่ ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กรณีนี้นับว่าเป็นทางออกที่รวดเร็วที่สุด โดยอาจใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองเดือนก็สามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้

กรณีที่สอง คือ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา กรณีนี้ถือว่าค่อนข้างสร้างความเสียหาย เนื่องจากมีความแน่นอนค่อนข้างสูงว่าจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐสภาชุดใหม่เพื่อพิจารณาร่างงบประมาณปี 69 ได้ทันภายในเดือนกันยายน 68 ก่อนที่ปีงบประมาณใหม่จะเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 68

การยุบสภาจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน หรือประมาณเดือนสิงหาคม จากนั้น สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตามมา แม้จะไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมด แต่ประเมินโดยประมาณว่า จะใช้เวลาอีกราว 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่ากระบวนการทั้งหมดอาจเสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 68

กรณีที่สาม คือ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลหลัก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย (69 เสียง), พรรครวมไทยสร้างชาติ (36 เสียง), พรรคพลังประชารัฐ (19 เสียง) และพรรคประชาธิปัตย์ (25 เสียง) ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และย้ายไปอยู่ฝั่งฝ่ายค้านแทน กรณีนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในทันที โดยผลลัพธ์แล้วจะทำให้ไม่สามารถผลักดันกฎหมายผ่านสภาได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา หรือกลับไปสู่กรณีที่สอง นายกรัฐมนตรีมีแนวโน้มที่จะไม่ลาออกภายใต้กรณีที่สาม เนื่องจากนั่นจะเปิดทางให้ฝ่ายค้านซึ่งจะมีเสียงข้างมากในสภาจัดตั้งรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นฝ่ายค้าน สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว การเลือกตั้งใหม่ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อเสี่ยงดวงว่าพรรคจะสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งหรือไม่

กรณีที่สี่ คือ พรรคเพื่อไทยเชิญพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน คือพรรคประชาชน (พปช.) ซึ่งมี ส.ส. อยู่ 143 คน เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ในทางเทคนิคแล้ว กรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ หากพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันปฏิเสธที่จะอยู่กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม มองว่ากรณีนี้เป็นไปไม่ได้ เหตุผลหนึ่งคือ เป็นการเดินเกมที่ผิดพลาดทางการเมืองสำหรับพรรคประชาชน หากจะสวนกระแสสังคมในเวลานี้และเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย อีกเหตุผลหนึ่งคือ พรรคเพื่อไทยเองก็อาจไม่ต้องการให้พรรคประชาชนเข้าร่วมรัฐบาล เพราะอาจสร้างความไม่พอใจให้กับอำนาจเก่า ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธการจับมือกับพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 66

กรณีสุดท้าย การรัฐประหาร ซึ่งมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากหรือแทบเป็นศูนย์ในเวลานี้ โดยเชื่อว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่สุกงอมพอที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร และยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะทางตันทางการเมือง ยังคงมีทางออกตามกรณีที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

สรุป คือ คาดว่าในที่สุดนายกรัฐมนตรีจะเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างการลาออกหรือการยุบสภา จึงให้นํ้าหนักความเป็นไปได้เท่ากันระหว่างกรณีที่ 1 (ลาออก) และกรณีที่ 2 (ยุบสภา) หากพรรคเพื่อไทยสามารถเจรจาและทำให้พรรคร่วมรัฐบาลยังคงอยู่ด้วยกันได้ กรณีที่ 1 ก็จะเกิดขึ้น แต่หากการเจรจาล้มเหลว พรรคเพื่อไทยก็มีแนวโน้มที่จะเลือกกรณีที่ 2 แทน กรณีที่ 1 ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อผลประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เนื่องจากทุกฝ่ายยังสามารถอยู่ในรัฐบาลต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม บทสนทนาที่หลุดออกมาได้สร้างกระแสความไม่พอใจในสังคมอย่างมาก และพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ต้องการขัดกระแสนั้น จึงประเมินว่าโอกาสที่สถานการณ์อื่นๆ จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก อย่างไรก็ดี การสนทนาที่ถูกเผยแพร่ออกมาได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อความรู้สึกของสาธารณชนอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องการดำเนินการสวนกระแสนั้น จึงให้ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่เหลืออยู่ในระดับตํ่ามาก

ในระหว่างนี้ มีความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะพยายามเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน แม้พรรคภูมิใจไทยจะยืนยันว่าจะย้ายไปอยู่ฝั่งฝ่ายค้านก็ตาม รัฐบาลยังสามารถประวิงเวลาได้บ้าง เนื่องจากยังมีเสียงข้างมากในสภาเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 253 เสียง

ในมุมมองของฝ่ายวิจัย กรณีที่ดีที่สุดต่อเศรษฐกิจ คือกรณีแรกตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งประเทศไทยจะยังคงมีรัฐบาลในปีที่ยากลำบากนี้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 69 ยังไม่ได้เข้าสู่การลงมติขั้นสุดท้าย ขณะที่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังต้องการการตัดสินใจจากฝ่ายบริหาร ดังนั้น การยุบสภาจึงถือเป็นกรณีที่ส่งผลเสียต่อประเทศ

ดังนั้นทุกสถานการณ์ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระดับสูง ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของตลาด มีความเป็นไปได้ที่ดัชนี SET จะปรับลดลงใกล้ระดับวิกฤตที่ประมาณ 1,000 จุด หรือเท่ากับระดับ P/BV ที่ 1 เท่า หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกยุบสภา เป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีที่ระดับ 1,200 จุด จะมีความเสี่ยงด้านขาลง เนื่องจากร่างงบประมาณปี 69 จะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง

ยุบสภา – ลาออก – อยู่ต่อ_WS (เพจ) copy.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...