โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

คำเตือน! ถ้าปล่อยไฟเตือนเติมน้ำมันขึ้นบ่อย รถพังได้ง่ายๆ

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 06.51 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
คำเตือน! ถ้าปล่อยไฟเตือนเติมน้ำมันขึ้นบ่อย รถพังได้ง่ายๆ

คำเตือน! ถ้าปล่อยไฟเตือนเติมน้ำมันขึ้นบ่อย รถพังได้ง่ายๆ

ไฟน้ำมันเตือน รถวิ่งต่อได้อีกไกลแค่ไหน

ขับรถไปไหนไม่ว่าระยะใกล้หรือไกล สิ่งที่ต้องให้ตวามสำคัญไม่ต่างกันก็คือน้ำมันรถ เพราะคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุน้ำมันหมดกลางทางเป็นแน่! แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ชอบเติมน้ำมันตอนที่ใกล้จะหมดถังแล้ว บ้างก็รอเติมช่วงน้ำมันลดราคา หรือเติมก่อนที่จะขึ้นราคาในวันรุ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารถของคุณจะมีไฟน้ำมันเตือนแล้วก็ยังสามารถขับต่อไปได้ ซึ่งหากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ มักจะมีระบบแจ้งเตือนระยะทางคงเหลือจากการคำนวณปริมาณน้ำมันในถังมาให้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถขับขี่ไปได้ไกลแค่ไหนก่อนจะหาปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดได้ทัน

แม้ว่าเข็มแสดงปริมาณน้ำมันจะแจ้งว่าน้ำมันรถของเราอาจจะเกลี้ยงถัง โดยอยู่ในตำแหน่ง Empty แล้ว แต่ในความเป็นจริงรถยังคงมีน้ำมันเหลืออยู่ประมาณ 4-6 ลิตร (ขึ้นอยู่กับรถแต่ละรุ่น) ซึ่งเราสามารถคำนวณคร่าว ๆ ได้เช่นกัน โดยนำมาคูณกับอัตราการกินน้ำมันรถ

อาทิ รถที่ขับมีอัตรากินน้ำมันอยู่ที่ 15 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อไฟน้ำมันเตือนระยะทางที่รถยังสามารถวิ่งได้จะเท่ากับ 15 x 6 = 90 กิโลเมตรนั่นเอง แต่ถ้าเราขับขี่รถในเมืองที่อาจจะต้องเจอกับรถติด จอดติดไฟแดงบ้าง ตัวเลขระยะทางที่วิ่งก็อาจจะน้อยกว่านั้น

3 คำเตือนหากคุณปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันขึ้นบ่อยๆ

1. ความเสียหายต่อชิ้นส่วนรถยนต์
ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง (ปั๊มติ๊ก) พังก่อนเวลาอันควร นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงและพบบ่อยที่สุด ปั๊มติ๊กซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ดูดน้ำมันจากถังส่งไปยังเครื่องยนต์ จะแช่อยู่ในถังน้ำมัน โดยอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงในการ หล่อลื่นและระบายความร้อน

เมื่อน้ำมันหมด: ปั๊มติ๊กจะดูดอากาศเข้ามาแทน ทำให้ตัวปั๊มทำงานหนักขึ้นในสภาพที่แห้งและเกิดความร้อนสูงสะสม เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง จะทำให้ปั๊มเสื่อมสภาพและเสียหายถาวรได้ ซึ่งค่าเปลี่ยนปั๊มติ๊กนั้นมีราคาสูง
ระบบเชื้อเพลิงอุดตัน ที่ก้นถังน้ำมันมักจะมีตะกอนหรือสิ่งสกปรกขนาดเล็กตกค้างอยู่ เมื่อคุณขับรถจนน้ำมันใกล้หมด ปั๊มติ๊กจะดูดเอาตะกอนเหล่านี้เข้าไปในระบบด้วย

ผลที่ตามมา: ตะกอนจะเข้าไปอุดตันที่ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง และอาจเล็ดลอดไปถึง หัวฉีด ทำให้การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เครื่องยนต์สะดุด กำลังตก และหากอุดตันรุนแรงอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้างหรือเปลี่ยนหัวฉีด
สร้างความเสียหายให้แคทตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ (Catalytic Converter) เมื่อน้ำมันเหลือน้อย การจ่ายน้ำมันไปยังเครื่องยนต์อาจไม่สม่ำเสมอ ทำให้เครื่องยนต์เกิดอาการสะดุดหรือ "Misfire" (การจุดระเบิดผิดจังหวะ) ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่เผาไหม้ถูกปล่อยออกไปทางท่อไอเสีย เมื่อไปเจอกับความร้อนสูงของแคทตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ (ท่อแคท) อาจทำให้ชิ้นส่วนภายในหลอมละลายและเสียหายได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่มีราคาสูงมาก

2. ปัญหาเฉพาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
สำหรับคนที่ใช้รถกระบะหรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล การปล่อยให้น้ำมันหมดถังจะสร้างปัญหาที่ยุ่งยากกว่ารถเบนซิน เนื่องจากอากาศจะเข้าไปในระบบทางเดินน้ำมัน ทำให้เกิด "ฟองอากาศ" ในระบบ เมื่อเติมน้ำมันแล้วจะ สตาร์ทรถไม่ติด จนกว่าจะทำการ ไล่ลม (Bleeding) ออกจากระบบให้หมดก่อน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญหรือต้องเรียกช่างมาจัดการให้

3. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายแฝง
นอกเหนือจากความเสียหายของตัวรถแล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ตามมาอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น

เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ: การที่รถดับกลางถนน, บนทางด่วน หรือบริเวณทางโค้ง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้
อันตรายจากการจอดในที่เปลี่ยว: หากรถเสียในเวลากลางคืนหรือในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
เสียเวลาและค่าใช้จ่าย: คุณจะต้องเสียเวลาในการรอความช่วยเหลือ และอาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการน้ำมันฉุกเฉิน หรือค่ารถลากไปยังอู่ซ่อมรถ ที่เรียกว่าเสียเยอะมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...