โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หากปิดด่านชายแดน ‘อรัญประเทศ’ กระทบหนักสุด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 03.20 น.

คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

การเผยแพร่ “คลิปเสียง” สนทนาอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน เซน ประธานรัฐสภาและอดีตผู้นำกัมพูชา กลับกลายเป็นข้อพิพาทครั้งใหญ่ เมื่อกระทรวงการต่างประเทศ ตัดสินใจทำหนังสือ “ประท้วง” การกระทำของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่คลิปเสียงว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่สามารถยอมรับได้” ถือเป็นการผิดมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างร้ายแรง จนดูเหมือนว่า การเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการในลักษณะแบบนี้จะถูก “ปิดประตูตาย” จากฝ่ายไทย เมื่อผลของการสนทนาดังกล่าวถูกฝ่ายกัมพูชาหยิบยกขึ้นมาใช้หาประโยชน์ทางการเมือง พร้อมกับมุ่งหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการ “รุก” ให้เกิดความได้เปรียบและผลักให้ฝ่ายไทยตกเป็นฝ่าย “รับ” มาตั้งแต่ต้น

ลักษณะของการกระทำเช่นว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยได้แสดงท่าทีในข้อที่ว่า จะส่งผล “อย่างร้ายแรง” ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และมีแนวโน้มที่ว่า ความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่ได้รับการแก้ไขด้วยการเจรจา โดยฝ่ายไทยยังคงดำเนินมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนในขั้นที่ 2 ด้วยการจำกัด วัน เวลา ในการเข้า-ออกจุดผ่านแดนเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น ในจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่งใน 7 จังหวัด พร้อมกับออกมาตรการห้ามคนไทย เดินทางไปทำงานข้ามแดน บ่อนพนัน กาสิโน และสถานบันเทิงทุกชนิด ในเมืองปอยเปต ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา แม้จะยังไม่มีการปิดด่านชายแดน แต่ออกมาตรการห้ามไม่ให้รถขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่าน บ้านแหลม-บ้านผักกาด และบ้านหาดเล็ก ในจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด

ด้านกรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของการปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดยังเชื่อว่า การดำเนินการตามมาตรการขั้นที่ 2 (จำกัดวัน เวลา ในการเข้า-ออก) ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าผ่านด่านถาวรที่เป็นช่องทางหลัก ทั้งนี้ จากสถิติการค้าชายแดนล่าสุด (ม.ค.-เม.ย. 2568) พบว่า ด่านศุลกากรอรัญประเทศ (สระแก้ว) มีมูลค่าการค้าสูงสุด หรือ 40,261 ล้านบาท คิดเป็น 62.3% รอง

ลงมาได้แก่ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ (ตราด) มูลค่าการค้ารวม 10,782 ล้านบาท หรือ 16.7% และด่านศุลกากรจันทบุรี (จันทบุรี) 9,998 ล้านบาท หรือ 15.5% ขณะที่ด่านค้าชายแดนถาวรที่เหลือ คือ ด่านศุลกากรช่องจอม(สุรินทร์) มีมูลค่าการค้ารวม 2,887 ล้านบาท หรือ 4.5% และด่านศุลกากรช่องสะงำ (ศรีสะเกษ) มูลค่าการค้ารวม 685 ล้านบาท หรือ 1.1%

โดยสินค้านำเข้าที่สำคัญในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ มันสำปะหลัง คิดเป็นมูลค่า 5,874 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 8,062 ล้านบาท) โดยเป็นการนำเข้าทั้งหัวมันสดและมันเส้น, เศษอะลูมิเนียม มูลค่า 2,777 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 6,457 ล้านบาท) เป็นการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาหลอมขึ้นรูปชิ้นงาน, ลวดและสายเคเบิลหุ้มฉนวน มูลค่า 1,101 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 3,572 ล้านบาท), หลอด/ท่อทำด้วยเหล็ก มูลค่า 468 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 2,116 ล้านบาท)

บางส่วนเป็นการนำเข้าจากประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด, ผลิตภัณฑ์ทำจากอะลูมิเนียม มูลค่า 576 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 1,845 ล้านบาท), เศษทองแดง มูลค่า 214 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 1,543 ล้านบาท), ส่วนประกอบและอุปกรณ์รวมทั้งโครงรถและตัวถัง มูลค่า 533 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 1,463 ล้านบาท) และมอเตอร์ไฟฟ้า ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและส่วนประกอบ มูลค่า 300 ล้านบาท (ปี 2567 มูลค่า 984 ล้านบาท)

หากสถานการณ์การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังไม่ดีขึ้น จนอาจนำไปสู่การปิดด่านถาวร ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งไทย หรือฝั่งกัมพูชา การค้าชายแดนที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านมากที่สุด ก็คือ ด่านศุลกากรอรัญประเทศ เนื่องจากมีมูลค่าการค้ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หากปิดด่านชายแดน ‘อรัญประเทศ’ กระทบหนักสุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...