โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาเป็นเจ้าแม่แห่งวงการจิวเวลรี่

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 08.55 น. • ทรายเงิน
เซี่ยหมิ่นไม่คิดว่าจู่ ๆ เธอจะย้อนกลับมาในช่วงอายุ 20 ปี โดยการช่วยเหลือของท่านบรรพชนต้นตระกูลและการย้อนเวลามาครั้งนี้เธอยังได้ของดีติดตัวมาด้วย นั่นก็คือ ดวงตาที่สาม

ข้อมูลเบื้องต้น

เซี่ยหมิ่นย้อนเวลากลับมาในช่วงอายุ 20 ปี ก่อนที่จะคบหากับโจวหยวนสามีของเธอและคุณย่าที่เธอรักยังมีชีวิตอยู่ การย้อนเวลากลับมาในครั้งนี้ได้รับการช่วงเหลือจากท่านบรรพชนต้นตระกูลที่ไม่ต้องการให้ตระกูลที่ตนเองก่อตั้งขึ้นสิ้นสุด

“ดวงตาที่สามที่เจ้าครอบครองไม่สามารถบอกให้ผู้ใดรับรู้ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะโดนฟ้าดินลงโทษ ดวงตาวิเศษนี้สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในกล่อง หรือภายในหินเพียงแค่เจ้าเพ่งสมาธิมองไปที่สิ่งของเหล่านั้นเจ้าก็จะสามารถมองทะลุเข้าไปถึงแก่นกลางของชิ้นนั้นได้” ชายชรากล่าวจบเซี่ยหมิ่นก็ยกมือขึ้นลูบตรงเหนือหว่างคิ้ว

เซี่ยหมิ่นค่อย ๆ หลับตาลงเมื่อลืมตาขึ้นเธอจ้องมองไปที่ก้อนหินตรงหน้า เปลือกหินสีดำมีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร เซี่ยหมิ่นค่อย ๆ มองทะลุลงไปผ่านเปลือกสีดำก็เป็นหินสีขาวอีก 10 เซนติเมตร ‘หินก้อนนี้คงไม่มีหยก’ ในขณะที่เซี่ยหมิ่นกำลังจะถอนสายตากลับมา แสงสีแดงราวเปลวเพลิงก็สาดส่องเข้ามา สีแดงนี้ไม่เหมือนกับสีแดงของหินบนตู้ในห้องทำงานของปู่ สีแดงนี้มีลักษณะใสและมีสว่างที่สว่างจ้ากว่า

เซี่ยหมิ่นหยิบหินหยกที่มีขนาดเท่ากับลูกเทนนิสขึ้นมา หินก้อนนี้วางอยู่บนพื้นเป็นเธอที่ไม่ดูให้ดีและสะดุดมันเข้า ลักษณะด้านนอกดำมืดเหมือนก้นหม้อที่โดนไม้ฟืนเผาเป็นเวลานาน แต่เมื่อใช้ดวงตาที่สามมองเข้าไปเธอเกือบจะทำหินหยกก้อนนี้หล่นลงมา

ลึกลงไปเพียงห้ามิลลิเมตรด้านในมีหยกสีดำซ่อนอยู่ เนื้อหยกเป็นสีดำสนิท แต่เมื่อมองให้ดีจะพบสีเขียวซ่อนอยู่ หยกก้อนนี้เมื่อเจียระไนออกมาต้องมีมูลค่ามหาศาล

แวะมาเปิดเรื่องใหม่จะลงให้อ่านตอนแรกในวันที่ 5 กรกฏาคมนี้นะคะ

เซี่ยหมิ่น

ค.ศ.2025 เซี่ยงไฮ้

ภายในห้องทำงานใหญ่ของ บ.โจวจิวเวลรี่ เซี่ยหมิ่นผู้จัดการฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์กำลังนั่งมองผลงานชิ้นใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จ ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา

“ห้าทุ่มแล้วหรือเนี่ย” เซี่ยหมิ่นยกมือขึ้นนวดเบ้าตาก่อนจะเก็บเครื่องประดับไว้ในตู้เซฟในห้องทำงาน แล้วลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเดินลงไปด้านล่าง

บ.โจวจิวเวลรี่ เป็นบริษัทที่เซี่ยหมิ่นและโจวหยวนผู้เป็นสามี ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 7 ปีก่อน เซี่ยหมิ่นและโจวหยวนแต่งงานกันมา 10 ปี ทั้งสองร่วมมือกันก่อตั้งบริษัทด้วยน้ำพักน้ำแรง ซึ่งผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ งานแกะสลักหยกรูป โพธิสัตว์พันมือ ที่เธอแกะสลักมาจากหยกเนื้อแก้วสีเขียวใสเป็นรูปเทพเจ้ากวนอิม นำไปร่วมแสดงในงานแกะสลักหยกนานาชาติที่จัดขึ้นที่ปักกิ่ง ปีนั้นผลงานของเซี่ยหมิ่นได้รางวัลที่ 1 นับตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของเซี่ยหมิ่นก็เริ่มโด่งดังในวงการจิวเวลรี่

เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเซี่ยหมิ่นได้ขายที่ดินที่บ้านเดิมที่ซูโจวเพื่อย้ายมาที่เซี่ยงไฮ้อาศัยอยู่บ้านของสามี เงินทุนก้อนนั้นนำมาเปิดบริษัทโดยเช่าอาคารพาณิชย์นำมาดัดแปลงเป็นบริษัทเล็ก ๆ จนตอนนี้ได้ขยายกิจการใหญ่ขึ้นและเช่าที่สร้างบริษัทขึ้นมาได้สำเร็จ

โจวหยวนเก่งด้านการตลาดชายหนุ่มรู้จักคนมากหน้าหลายตา ส่วนเซี่ยหมิ่นนั้นเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและแกะสลักหยก สืบเนื่องมาจากตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลช่างแกะสลักดั้งเดิมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กล่าวกันว่านับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยตั้งตัวขึ้นมาก็มีอาชีพแกะสลักสืบทอดต่อกันมานับร้อยนับพันปี

เซี่ยหมิ่นเรียนการแกะสลักมาจากคุณปู่ที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลเซี่ยในขณะนั้น ส่วนพ่อและแม่ของเธอนั้นทั้งสองเสียชีวิตตั้งแต่เซี่ยหมิ่นอายุได้ 5 ขวบ การเสียชีวิตในครั้งนั้นสร้างความเสียใจให้กับคนในตระกูลเซี่ยเป็นอย่างมาก ปู่ของเซี่ยหมิ่นมีลูกชายเพียงคนเดียวคือพ่อของเซี่ยหมิ่น และพ่อของเซี่ยหมิ่นก็มีเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวเช่นกัน

“อาหมิ่นหลานคือทายาทตระกูลเซี่ยเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ปู่อยากให้หลานนำความรู้ที่ได้รับจากปู่สืบทอดให้กับทายาทของหลาน อย่าให้ความรู้สิ้นสุดแค่หลาน” นี่คือคำพูดสุดท้ายของคุณปู่ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตลงในตอนที่เซี่ยหมิ่นอายุได้ 19 ปี

เซี่ยหมิ่นและโจวหยวนรู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งโจวหยวนเป็นรุ่นพี่คนคนละคณะ ทั้งสองคบหาดูใจกันตอนที่เธออายุ 20 ปี ซึ่งกำลังเรียนชั้นปีที่ 2 ส่วนโจวหยวนเรียนชั้นปีที่ 4 ย่าของเซี่ยหมิ่นเสียชีวิตในตอนที่เซี่ยหมิ่นเรียนจบปริญญาตรี ย่าได้มอบโฉนดบ้าน ที่ดิน ทรัพย์สินของสกุลเซี่ยและเงินสดในบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง

ปีนี้เซี่ยหมิ่นอายุ 35 ปี ส่วนโจวหยวนอายุ 37 ปี ทั้งคู่แต่งงานกันเป็นเวลาสิบปี แต่ทั้งสองยังไม่มีลูกด้วยกัน แม้ว่าเซี่ยหมิ่นจะเข้าไปปรึกษาหมอที่เก่งที่สุดแต่ก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

เซี่ยหมิ่นเดินลงมาที่ชั้นล่างของสำนักงานก่อนจะเดินไปที่อาคารจอดรถ

“ติ้ง” เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น

เธอเปิดประตูรถแล้วนั่งลงก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ

“เบอร์แปลก” เซี่ยหมิ่นมองเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ในเครื่อง ด้วยความสงสัยหญิงสาวจึงกดเข้าไปดูข้อความที่ส่งมา

‘สวัสดีค่ะ คุณคงสงสัยว่าฉันเป็นใคร ฉันก็คือภรรยาอีกคนของสามีของคุณ’ เซี่ยหมิ่นอ่านข้อความจนจบ ก่อนที่รูปภาพจะทยอยถูกส่งเข้ามา

หญิงสาวมองดูรูปภาพที่ส่งเข้ามาน้ำตาของเธอไหลลงมาอาบแก้ม ภาพที่ถูกส่งมามีนับสิบภาพ เป็นภาพของโจวหยวนและผู้หญิงคนหนึ่งทั้งสองแนบชิดกัน มีภาพที่โจวหยวนนอนบนเตียงนอนกอดหญิงสาวคนนั้นเอาไว้

‘ที่ฉันต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ์เพราะฉันกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา’ ทันทีที่อ่านข้อความจบเซี่ยหมิ่นก็เริ่มหายใจไม่ออก เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะกลับบ้าน เซี่ยหมิ่นหมุนพวงมาลัยรถยนต์ขับไปยังคอนโดที่ซื้อเอาไว้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงาน

ทันทีที่เข้าไปในห้องพักภายในคอนโด เซี่ยหมิ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเปิดดูรูปทั้งหมด รูปถ่ายทุกรูปมีวันที่และเวลาอย่างละเอียด เซี่ยหมิ่นเดินไปที่โต๊ะทำงานเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก่อนจะพิมพ์วันที่และเวลาเหล่านั้นลงไป

วันที่ 15 กันยายน 2023 โจวหยวนเดินทางไปฮ่องกง

วันที่ 28 ตุลาคม 2023 โจวหยวนเดินทางไปปักกิ่ง

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2024 โจวหยวนเดินทางไปฝรั่งเศส

วันที่ 30 พฤษภาคม 2024 โจวหยวนเดินทางไปพม่า

และในวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2025 โจวหยวนเดินทางไปพม่าอีกครั้งเพื่อซื้อหินหยกกลับมา

เซี่ยหมิ่นนั่งไล่รูปภาพและเปิดดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าโจวหยวนจะไปที่ไหนเธอจะทำการบันทึกรายละเอียดเอาไว้ และคราวนี้เธอได้ใช้งานมันแล้ว

เซี่ยหมิ่นมองรูปใบสุดท้ายด้วยหัวใจแหลกสลาย รูปในภาพถ่ายเป็นภาพสามีและหญิงสาวที่ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ใบหน้าของสามีประดับด้วยรอยยิ้ม ต่างจากเธอในตอนนี้ที่หัวใจกำลังจะแหลกไม่เหลือชิ้นดี

โจวหยวนเป็นรักแรกและรักเดียว เธอไม่คิดว่าสามีที่แสนดีอย่างโจวหยวนจะนอกใจและหักหลังเธอได้

เซี่ยหมิ่นปิดคอมพิวเตอร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและต่อสายไปหาสามี เสียงสัญญาณโทรศัพท์ส่งเสียงเรียกอยู่พักใหญ่จนสายใกล้จะตัด ปลายสายก็กดรับโทรศัพท์

“ภรรยาคุณโทรมาดึกจังเลย” โจวหยวนรับโทรศัพท์ก่อนจะมองเวลาในหน้าจอที่เกือบจะเที่ยงคืน

“ฉันโทรมาบอกว่าคืนนี้จะค้างที่คอนโด” เซี่ยหมิ่นพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“ผมยังจัดการธุระไม่เสร็จคงอีกสักสองสามวัน ว่าแต่งานของคุณเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ” โจวหยวนลุกจากที่นอนก่อนจะเดินไปเปิดประตูกระจกออกไปยืนด้านนอก

“เรียบร้อยแล้วค่ะ รอคุณกลับมาก็เอาไปส่งลูกค้าได้เลย” เซี่ยหมิ่นตอบกลับ ก่อนจะพูดคุยอีกสองสามประโยค

“ไว้คุณกลับมาฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” เซี่ยหมิ่นพูดจบก็วางสายไป

โจวหยวนมองโทรศัพท์ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องพักในโรงแรมหรู บนเตียงมีหญิงสาวสวยนอนอยู่

“ผมทำให้คุณตื่นหรือครับ” โจวหยวนก้มลงหอมหน้าผากมน

“ไม่เลยค่ะ” ฟ่านถิงถิงตอบก่อนจะส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม

“นอนได้แล้วครับ คนท้องไม่ควรนอนดึกมากนัก” โจวหยวนห่มผ้าให้หญิงสาวก่อนจะล้มตัวลงนอน

ฟ่านถิงถิงลืมตาก่อนจะมองหน้าชายหนุ่ม

“คุณคิดจะบอกเรื่องของเราให้ภรรยาของคุณรู้ไหมคะ”

โจวหยวนนิ่งเงียบไปก่อนจะตอบ

“เรื่องนี้เราสองคนเป็นคนทำผิด ผมไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องนี้กับเธอยังไงดี”

“ฉันเข้าใจดีค่ะ” ฟ่านถิงถิงหลับตาลง

โจวหยวนนอนลืมตาคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นภายภาคหน้า ตอนนั้นถ้าเขาหักห้ามใจตัวเองเอาไว้คงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น

เซี่ยหมิ่นมองโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำอาบน้ำ เธอปล่อยให้สายน้ำจากฝักบัวไหลลงมาชะล้างหยดน้ำตาที่ไหลลงมา “ฉันทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ คุณถึงได้ทรยศฉัน” เซี่ยหมิ่นร้องไห้ออกมา

วันรุ่งขึ้นเซี่ยหมิ่นเดินทางเข้าบริษัทเพื่อจัดการงานที่ค้างให้เสร็จสิ้นและเรียกให้ทนายส่วนตัวมาพบ

“คุณสามารถฟ้องหย่าได้ถ้ามีหลักฐานพร้อม” ทนายความให้คำปรึกษา

“ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกแบ่งครึ่ง เรียกว่าสินสมรส บริษัทแห่งนี้เป็นชื่อของคุณโจวก็จริงแต่มันเป็นการจัดตั้งขึ้นหลังจากคุณสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้ว”

“มีเพียงรูปถ่ายสามารถฟ้องได้ไหม” เซี่ยหมิ่นถามต่อ

“ได้แน่นอนครับ รูปถ่ายที่เห็นหน้าของทั้งสองฝ่ายชัดเจน เราสามารถเอาไปเป็นหลักฐานให้ศาลพิจารณาได้ครับ”

“ฉันขอคุยรายละเอียดกับเขาก่อน ถ้าเขาตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยดีอาจจะไม่ต้องฟ้องหย่า แต่ถ้าเขาไม่ยอมคงต้องให้คุณช่วยจัดการให้”

“ยินดีครับ” ทนายความคุยธุระเสร็จก็ลุกขึ้น

เซี่ยหมิ่นมองรูปคู่ของตัวเองและสามีที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน หญิงสาวเก็บรูปใส่ไว้ในลิ้นชักแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกไป

สถานที่ที่เซี่ยหมิ่นไปนั้นก็คือสำนักงานนักสืบเอกชน เธอต้องการว่าจ้างนักสืบให้หาหลักฐานมาเก็บเอาไว้เพื่อดำเนินเรื่องการหย่าหากโจวหยวนไม่ยอมหย่าแต่โดยดี

“ไม่ต้องห่วงครับ ทางเราจะจัดการให้โดยเร็วที่สุด” ผู้ดูแลสำนักงานเดินออกมาส่งเซี่ยหมิ่นที่รถ

“เรื่องเงินฉันไม่เกี่ยง ขอแค่งานเร็วและดี” เซี่ยหมิ่นโอนเงินมัดจำก้อนแรก ส่วนที่เหลือจะจ่ายเมื่องานเสร็จ

“ไม่ต้องกังวลครับ ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ผมจะติดต่อหาคุณ”

เปิดโปง

ช่วงสายของวันโจวหยวนโทรศัพท์กลับมาบอกว่าจะยืดเวลาเดินทางออกไปอีก อาจจะกลับมาในสัปดาห์หน้าเพราะต้องขนหินหยกที่ซื้อมากลับมาด้วย

เซี่ยหมิ่นเพียงรับฟังเธอไม่พูดไม่ถามอะไรทั้งนั้น รอให้หลักฐานทุกอย่างอยู่ในมือจะได้พูดสะดวกขึ้น

“ผู้จัดการเซี่ยคะ มีลูกค้าต้องการให้คุณออกแบบเครื่องประดับให้ค่ะ” เลขาเดินเข้ามาพร้อมกับรายละเอียดของงาน

เซี่ยหมิ่นรับเอกสารมาเปิดดูลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าใหม่ เงื่อนไขคือลูกค้ามีหยกดิบก้อนหนึ่ง ต้องการให้เจียระไนเป็นสร้อย ข้อมือ และแหวน

“งานเร่งไหม” เซี่ยหมิ่นเงยหน้าขึ้นมา

“ไม่ค่ะ ลูกค้าบอกว่าต้องการงานประณีตจึงไม่ได้กำหนดระยะเวลาค่ะ”

“ฉันรับงานนี้บอกให้ลูกค้าเข้ามาพบได้เลย” เซี่ยหมิ่นตกลงทันที งานแกะสลักหรือเจียระไนอัญมณีเป็นงานที่เธอรัก ทุกครั้งที่ได้ลงมือทำหญิงสาวจะมีความสุขและจดจ่ออยู่กับมัน

ก้อนหยกที่ลูกค้านำมาให้นั้นเป็นหยกกรีนแอปเปิ้ล เนื้อดอกไม้เขียวเนื้อใสปานกลาง เซี่ยหมิ่นพอมีความรู้เรื่องของหยกอยู่บ้างเธอสามารถแยกประเภทและลักษณะของหยกได้ดี

ขนาดของหยกความยาวอยู่ที่ 8 เซนติเมตร ความหนา 2 เซนติเมตรและความกว้าง 3 เซนติเมตร เซี่ยหมิ่นมองประเมินขนาดหยกและความต้องการของลูกค้า ก่อนจะหยิบแบบขึ้นมาให้ลูกค้าได้เลือก

“หยกก้อนนี้สามารถทำสร้อยได้ 1 เส้น แหวนอีก 3 วงค่ะ” เซี่ยหมิ่นบอกกับลูกค้า

“ทำสร้อยข้อมือด้วยไม่ได้หรือคะ” ลูกค้าอยากได้เครื่องประดับครบชุด

“ถ้าอยากได้สร้อยข้อมือด้วยแนะนำแบบนี้ค่ะ” เซี่ยหมิ่นชี้ไปที่แบบเครื่องประดับที่เป็นหยกและคั่นด้วยไข่มุก

“ไข่มุกนี้ของแท้ไหมคะ”

“สินค้าทุกอย่างที่ทางเรารับผลิตจะเป็นของแท้ 100% ค่ะ” เซี่ยหมิ่นเดินไปเปิดตู้เซฟหยิบกล่องใส่ไข่มุกออกมา

“ลูกค้าเลือกไข่มุกเองได้นะคะ”

ลูกค้ามองดูไข่มุกที่อยู่ในกล่องมีทั้งสีขาว สีชมพูและสีฟ้า ก่อนจะหยิบที่คีบ คีบไข่มุกสีขาวกลมเกลี้ยงออกมาวางบนถาดที่มีผ้ารองเอาไว้

“ขอบคุณที่เลือกใช้บริการของเราค่ะ ฉันจะทำให้ดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจของคุณ” เซี่ยหมิ่นเดินไปส่งลูกค้าที่หน้าห้อง

ห้องทำงานของเธอมีสองห้อง ห้องแรกจะเป็นห้องเจรจาการค้าและห้องตรวจเอกสาร ห้องที่สองจะเป็นห้องเจียระไนอัญมณีและทำเครื่องประดับ เซี่ยหมิ่นเปิดประตูห้องด้วยรหัสก่อนจะเข้าไปด้านใน

ห้องเจียระไนมีรูปถ่ายของคุณปู่และคุณย่าวางเอาไว้ เซี่ยหมิ่นเดินไปหยุดที่หน้ารูปถ่ายมองใบหน้าของปู่ที่ส่งยิ้มให้

“ปู่คะ ช่วยให้ฉันทำงานนี้สำเร็จด้วยค่ะ” เซี่ยหมิ่นคำนับลงก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดไฟตรงหัวโต๊ะแล้วเอาเครื่องมือแกะสลักออกมา

เมื่อเริ่มทำงานเซี่ยหมิ่นเข้าสู่โลกส่วนตัวอีกครั้ง จิตใจของเธอผ่อนคลายเรื่องราวปัญหาก่อนหน้านี้ถูกตัดออกโดยสิ้นเชิง ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ลวดลายที่ลูกค้าเลือก เซี่ยหมิ่นหยิบเครื่องมือขึ้นมาเริ่มลงมือตัดหยกให้เป็นรูปร่างก่อนจะเจียให้เป็นรูปทรงตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ

งานชิ้นนี้ใช้เวลาเพียงห้าวันก็เสร็จสมบูรณ์ เซี่ยหมิ่นมองสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และแหวน ที่เพิ่งจะทำเสร็จ ก่อนจะเก็บลงกล่องเตรียมส่งมอบให้ลูกค้า

ระยะเวลาห้าวันที่ผ่านมาเซี่ยหมิ่นใช้เวลาอยู่ที่ห้องทำงานและคอนโด รับสายของโจวหยวนสองครั้งพูดคุยเล็กน้อยก่อนจะวางสายไป

“โทรบอกลูกค้าให้มารับของด้วย” เซี่ยหมิ่นสั่งงานเลขาก่อนจะเดินไปที่รถและขับออกไป

สำนักงานนักสืบได้ส่งข้อความมาว่า งานที่ได้รับมอบหมายจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยหมิ่นขับรถไปจอดที่หน้าสำนักงานและรับซองเอกสารมาเปิดดู ด้านในมีภาพ ที่อยู่ ที่โจวหยวนและผู้หญิงคนนั้นใช้เป็นรังรัก มีเอกสารจากทางโรงพยาลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของหญิงคนนั้น และมีภาพที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันในตอนนี้ที่พม่า

“ขอบคุณมากค่ะ” เซี่ยหมิ่นโอนเงินส่วนที่เหลือออกไป ก่อนจะกดโทรศัพท์ออกไปหาโจวหยวน

“ผมจะกลับถึงพรุ่งนี้ช่วงเที่ยง”

“ตกลงค่ะ” เซี่ยหมิ่นวางสายก่อนจะขับรถกลับไปที่บริษัทอีกครั้ง

ช่วงบ่ายลูกค้าเข้ามารับสินค้าพร้อมกับจ่ายเงินก้อนสุดท้าย ลูกค้าชื่นชอบเครื่องประดับชุดนี้มาก ซึ่งเซี่ยหมิ่นที่ได้รับคำชมจากลูกค้าถึงกับยิ้มออกมา

โจวหยวนเดินออกจากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะขับรถไปส่งฟ่านถิงถิงที่อพาร์ทเม้นท์ที่ซื้อเอาไว้

“อยู่ด้วยกันอีกไม่ได้หรือคะ” ฟ่านถิงถิงกอดแขน

“เราอยู่ด้วยกันมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ ผมต้องกลับบ้าน” โจวหยวนใช้มืออีกข้างแกะมือของหญิงสาวออก

“แต่ว่า” ฟ่านถิงถิงก้มหน้าลงและใช้มือลูบท้องเบา ๆ

“พรุ่งนี้ผมจะมาหาคุณ วันนี้ผมต้องกลับไปเคลียร์งานก่อน” โจวหยวนยกมือโอบไหล่หญิงสาวเอาไว้

“แน่ใจนะคะ” ฟ่านถิงถิงเงยหน้าขึ้นมาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ผมไม่โกหกคุณหรอก เจอกันพรุ่งนี้นะครับ” โจวหยวนก้มลงจูบหน้าผากหญิงสาวอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูห้องเดินลงไปที่ลานจอดรถ ฟ่านถิงถิงมองตามหลังชายหนุ่มออกไป หญิงสาวเดินกลับไปที่ห้องหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ส่งออกไป

“ทำไมไม่มีข้อความตอบกลับมา” ฟ่านถิงถิงมองดูข้อความและรูปที่ส่งออกไป มันขึ้นเครื่องหมายว่าอีกฝ่ายอ่านแล้ว

เซี่ยหมิ่นขับรถกลับมาที่บ้านโจว หญิงสาวเดินถือซองเอกสารเข้าไปด้านใน บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จแทนบ้านหลังเดิมที่เก่าเต็มที และบ้านหลังนี้มีคุณนายโจวมารดาของโจวหยวนอาศัยอยู่

“กลับมาแล้วหรือ” คุณนายโจวนั่งอยู่ที่เก้าอี้มองลูกสะใภ้ที่เดินเข้ามา

“คุณแม่มีอะไรกับฉันหรือคะ” เซี่ยหมิ่นเดินไปนั่งตรงข้ามแม่สามี

“หายไปไหนหลายวัน พออาหยวนไม่อยู่ภรรยาอย่างหล่อนก็หายหน้าไปด้วยเลยนะ” คุณนายโจวมองหน้าของเซี่ยหมิ่น

“ฉันต้องทำงานค่ะ ถ้าฉันไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ลูกน้องในบริษัท” เซี่ยหมิ่นวางเอกสารไว้ข้างลำตัว

“พูดแบบนี้เหมือนกับว่าเธอทำงานอยู่คนเดียวแล้วลูกชายฉันไม่ทำ” คุณนายโจวไม่ชอบหน้าเซี่ยหมิ่นเท่าที่ควร เนื่องจากเซี่ยหมิ่นเป็นคนเฉยชาไม่รู้จักประจบประแจง เจอหน้ากันเพียงทักทายและแยกย้าย

“ฉันไม่ได้พูด คุณแม่พูดมาเอง” เซี่ยหมิ่นได้ยินเสียงรถ หญิงสาวลุกขึ้นยืนมองไปที่ด้านหน้า

โจวหยวนลงจากรถ แม่บ้านรีบเข้ามาช่วยยกกระเป๋าเดินทางขึ้นไปเก็บ ชายหนุ่มเดินไปที่ห้องโถง

“แม่ครับ” โจวหยวนเดินเข้าไปกอดคุณนายโจว เซี่ยหมิ่นมองภาพตรงหน้าหญิงสาวลอบเบ้ปาก

“แม่บอกกี่ครั้งแล้ว ถ้าออกไปตากแดดให้ทาครีมกันแดดให้เยอะ ดูสิหน้าของลูกดำคล้ำไปหมดแล้ว” คุณนายโจวยกมือลูบไปตามใบหน้าของลูกชาย

“ผมไปซื้อหินหยกมาครับ ที่พม่าร้อนมาก” โจวหยวนพูดจบก็ลุกขึ้นและเดินไปหยุดตรงหน้าภรรยา “ภรรยาคุณไม่ทักทายผมหน่อยหรือ”

เซี่ยหมิ่นลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะจ้องหน้าสามีจากนั้น “เพี้ยะ” เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของคุณนายโจว “นี่หล่อนกำลังทำอะไร”

โจวหยวนเอามือกุมใบหน้าก่อนจะหันกลับไปทางเซี่ยหมิ่นอีกครั้ง

“คุณทำแบบนี้หมายความว่ายังไง”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามคุณ ว่าคุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง” เซี่ยหมิ่นชูโทรศัพท์ที่มีรูปของโจวหยวนที่หญิงสาวคนนั้นส่งมา โจวหยวนมองรูปในโทรศัพท์ก่อนจะมองหน้าเซี่ยหมิ่นอีกครั้ง

“ไม่ใช่แค่รูปฉันยังมีหลักฐานที่พวกคุณลักลอบเป็นชู้กัน รวมถึงผลตรวจจากโรงพยาบาล” เซี่ยหมิ่นหยิบซองเอกสารขึ้นมา คุณนายโจวยืนนิ่งตั้งแต่เห็นรูปในโทรศัพท์ของลูกสะใภ้

“ภรรยาคุณฟังผมก่อน มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” โจวหยวนรีบแก้ตัว

“เข้าใจผิดยังไง คุณบอกฉันมาว่าฉันเข้าใจผิดยังไง ผลตรวจจากโรงพยาบาลออกมาว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งครรภ์ คุณบอกฉันมาสิว่าฉันเข้าใจผิดตรงไหน” เซี่ยหมิ่นผลักอกสามีก่อนจะร้องไห้ออกมา

“คุณใจเย็นก่อนผมมีคำอธิบายเรื่องนี้ให้คุณ” โจวหยวนไม่ได้ต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้เลย

“ใจเย็น คุณจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงในเมื่อสามีของฉันแอบมีชู้และชู้คนนั้นกำลังท้อง” เซี่ยหมิ่นยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเพื่อสงบสติอารมณ์

“อาหยวนลูกบอกแม่มาว่าที่หล่อนพูดเป็นเรื่องจริงไหม” คุณนายโจวมองหน้าลูกสะใภ้และหันมาทางลูกชาย

โจวหยวนก้มหน้านิ่งไม่กล้าสบสายตาของมารดา

“คุณเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า ทำไมไม่ยอมรับความจริง ขนาดผู้หญิงคนนั้นเขายังกล้ากว่าคุณมาก ถึงขนาดส่งรูปถ่ายมาให้ฉัน” เซี่ยหมิ่นตวาด

“แม่ครับ ผมทำผิดไปแล้ว” โจวหยวนเงยหน้าขึ้นก่อนจะยอมรับความผิดที่ทำเอาไว้

“แกบอกว่าผู้หญิงคนนั้นท้อง ฉันกำลังจะมีหลานใช่ไหม” คุณนายโจวดีใจลืมนึกถึงเซี่ยหมิ่นที่ยืนอยู่ เซี่ยหมิ่นได้ยินคำพูดของแม่สามีหัวใจของเธอก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เธอสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพูดออกมา

“ฉันมีสองทางเลือกให้คุณ 1. หย่าและแบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง

2.ถ้าคุณไม่หย่าฉันจะฟ้องหย่า”

ย้อนเวลา

“ผมไม่หย่า” โจวหยวนปฏิเสธ

“ฉันถามหน่อยถ้าไม่หย่าคุณจะเอาผู้หญิงคนนั้นกับลูกในท้องไปไว้ที่ไหน เลี้ยงเป็นเมียเก็บและถ้าเด็กคนนั้นเกิดก็ต้องเป็นลูกชู้อย่างนั้นหรือ” เซี่ยหมิ่นกดบันทึกเสียงเอาไว้

“ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง ผมรับรองว่าจะไม่ให้เดือดร้อนถึงคุณเด็ดขาด ภรรยาเราสองคนผ่านเรื่องราวมาเยอะแยะมากมาย ผมไม่ยอมหย่ากับคุณเด็ดขาด เรื่องของผมกับผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบและเธอเกิดพลาดท้องขึ้นมา ผมไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเธอเลย”

เซี่ยหมิ่นกดส่งข้อความเสียงออกไปทางเบอร์ที่ส่งภาพมาหาเธอ ฟ่านถิงถิงที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งตื่นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด คำพูดของโจวหยวนทุกคำถูกส่งมายังฟ่านถิงถิง หญิงสาวร้องไห้ก่อนจะหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องกดเบอร์โทรออกไป

โจวหยวนล้วงโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของชู้รักชายหนุ่มตัดสายทิ้งทันที

“ทำไมไม่รับล่ะคะ ฉันอยากรู้ว่าหล่อนจะโทรมาเรื่องอะไร” เซี่ยหมิ่นพูดขึ้น

ฟ่านถิงถิงมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไป หญิงสาวหยิบกระเป๋าและเดินออกไปจากห้อง ก่อนจะกดเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านโจว จากอพาร์ทเม้นท์ที่พักไปบ้านโจวใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

เซี่ยหมิ่นหยิบเอกสารและเดินขึ้นไปบนห้อง โจวหยวนจะตามไปแต่โดนคุณนายโจวคว้าตัวเอาไว้

“แกบอกแม่มาว่านังหนูคนนั้นอยู่ที่ไหน”

“แม่ครับ มันไม่ใช่เรื่องที่แม่จะมาถามในตอนนี้ ผมต้องขึ้นไปอธิบายกับภรรยาของผมก่อน” โจวหยวนแกะมือของแม่ออก

“ทำไมจะไม่ใช่เรื่องของฉัน แกรู้ไหมว่าแม่รอเลี้ยงหลานมานานแค่ไหน” คุณนายโจวขึ้นเสียงใส่ลูกชาย เซี่ยหมิ่นยืนฟังอยู่ที่ระเบียงเธอรู้สึกสมเพชตัวเองที่แต่งงานกับสามีแบบโจวหยวนและมีแม่ผัวเห็นแก่ตัว

หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในห้องหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาก่อนจะเอาเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญใส่ลงไปรวมถึงเครื่องประดับที่เธอออกแบบเองจำนวนหนึ่ง

เซี่ยหมิ่นลากกระเป๋าออกมาจากห้อง เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟ่านถิงถิงมาถึงหน้าบ้าน แม่บ้านเดินออกไปเปิดประตูและพาหญิงสาวเข้ามาในบ้าน

โจวหยวนเมื่อเห็นฟ่านถิงถิง ชายหนุ่มรู้สึกปวดขมับขึ้นมา ก่อนจะมองไปที่บันได เซี่ยหมิ่นยืนอยู่ตรงบันไดมองลงมาที่สามีและชู้รัก

“นังหนูมานั่งตรงนี้ก่อน” คุณนายโจวมองหน้าท้องของฟ่านถิงถิงที่นูนออกมา ก่อนจะจูงมือให้ไปนั่งที่เก้าอี้

“ขอบคุณค่ะ” ฟ่านถิงถิงหันไปทางคุณนายโจวก่อนจะมองไปที่เซี่ยหมิ่น

“คุณมาทำไม” โจวหยวนได้สติรีบถามทันที

“ฉันโทรมาคุณไม่ยอมรับสาย” ฟ่านถิงถิงตอบก่อนจะบีบน้ำตาให้ไหลออกมา

เซี่ยหมิ่นหิ้วกระเป๋าลงมาก่อนจะไปหยุดตรงหน้าโจวหยวน

“เพี้ยะ” เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าอีกครั้ง

“นังสารเลวกล้าตบลูกชายฉัน” คุณนายโจวลุกขึ้นผลักเซี่ยหมิ่นกระเด็นออกไป

“ใครกันแน่ที่สารเลว พวกคุณต่างหากที่สารเลว คนดี ๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก” เซี่ยหมิ่นตั้งหลักได้หันไปตวาดคุณนายโจว

“ฉันให้เวลาคุณตัดสินใจสามวัน จะหย่าหรือให้ฉันฟ้องหย่า แต่ทรัพย์สินทั้งหมดที่หาร่วมกันต้องแบ่งครึ่ง ถ้าเงินสดไม่พอจ่ายคุณก็ต้องขายบริษัทและบ้านหลังนี้” เซี่ยหมิ่นหันไปทางโจวหยวน

“ไม่ยังไงผมก็ไม่หย่า” โจวหยวนคว้าแขนของเซี่ยหมิ่นเอาไว้

“ฉันถามคุณหน่อยเถอะ ก่อนที่คุณจะหักหลังฉันคุณได้คิดถึงฉันบ้างไหม คุณจะรู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดมากแค่ไหน” เซี่ยหมิ่นมองใบหน้าของสามีน้ำตาของเธอไหลลงมาอาบแก้ม

“ตอนนั้นผมเมา ตื่นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงกับเธอ” โจวหยวนพูดออกมา

“ครั้งแรกเมาแล้วครั้งที่สอง สาม สี่ คุณเมาด้วยไหม โจวหยวนฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้” เซี่ยหมิ่นได้ยินคำแก้ตัวของชายหนุ่มเธอรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคนเห็นแก่ตัว

“ภรรยาผมรักคุณคนเดียว ส่วนผู้หญิงคนนั้นผมจะจัดการให้เธออยู่ในที่ที่เหมาะสม เอาอย่างนี้ดีไหม รอให้เธอคลอดลูกแล้วผมจะให้คุณเป็นแม่ของเด็กคนนั้น”

“โจวหยวนฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนเลวแบบนี้ คุณจะให้ฉันเลี้ยงลูกของชู้รักของคุณเนี่ยนะ คุณเอาสมองส่วนไหนคิด” เซี่ยหมิ่นสะบัดมือออกแต่โจวหยวนคว้ามือของเธอมาจับเอาไว้อีกครั้ง

ทางด้านฟ่านถิงถิงที่คราแรกถือว่าตัวเองมีไพ่เหนือกว่า แต่เมื่อได้ยินคำพูดของโจวหยวนคนรัก เธอถึงกับร้องไห้โฮเพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมีความคิดแบบนี้

เซี่ยหมิ่นมองไปที่ฟ่านถิงถิง ที่นั่งก้มหน้าเอามือปิดหน้าและร้องไห้สะอึกสะอื้น

“จะร้องหาอะไร ฉันต่างหากที่สมควรร้องไห้ ฉันต่างหากที่โดนแย่งสามีไม่ใช่เธอ” เซี่ยหมิ่นโมโหขาดสติ เธอสะบัดมือของโจวหยวนออกก่อนจะเดินไปที่ฟ่านถิงถิง

“หยุดนะ อย่าทำอะไร เธอกำลังท้อง” โจวหยวนได้สติ หันกลับไปอีกครั้งพบว่าเซี่ยหมิ่นยืนอยู่ตรงหน้าฟ่านถิงถิงแล้ว

“สมใจเธอแล้วใช่ไหม ที่ทำให้ครอบครัวของฉันต้องพังทลาย” เซี่ยหมิ่นยกมือขึ้นมาจิกลงไปบนผมของฟ่านถิงถิง

“ฉันกลัวแล้วอย่าทำอะไรฉันเลย” ฟ่านถิงถิงยกมือขึ้นพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง

“ภรรยาคุณอย่าทำอะไรเธอนะ” โจวหยวนเดินเข้ามาดึงเซี่ยหมิ่นออกมา

“เป็นห่วงกันมากใช่ไหม” เซี่ยหมิ่นสะบัดตัวออกก่อนจะพุ่งเข้าไปหาฟ่านถิงถิงอีกครั้ง เธอเงื้อมือขึ้นแล้วตวัดไปที่ใบหน้าของฟ่านถิงถิง

“หยุดนะ” โจวหยวนใช้แรงทั้งหมดจับข้อมือของเซี่ยหมิ่นแล้วเหวี่ยงออกไป

“ปึก” เซี่ยหมิ่นล้มลง หญิงสาวรู้สึกเจ็บที่ตรงกลางหน้าผากก่อนที่ของเหลวข้นหนืดจะไหลออกมาและสติของเธอก็ดับวูบลง

“กรี๊ด” คุณนายโจวมองลูกสะใภ้ที่นอนบนพื้น ก่อนที่เลือดจะไหลออกมา

โจวหยวนหันกลับมามองภาพของภรรยาที่นอนหมดสติ หน้าผากของเซี่ยหมิ่นมีเลือดไหลออกมา ฟ่านถิงถิงเองก็ตกใจเช่นเดียวกัน

“ภรรยาผมขอโทษ ผมจะพาคุณไปหาหมอ” โจวหยวนอุ้มเซี่ยหมิ่นขึ้นมาก่อนจะวิ่งไปที่รถ ฟ่านถิงถิงมองภาพคนรักที่วิ่งออกไปโดยไม่สนใจเธอเลย คุณนายโจวได้สติรีบหันไปทางฟ่านถิงถิง

“ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล” พูดจบก็ตะโกนเรียกคนขับรถให้เตรียมรถ

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรจะไปที่โรงพยาบาลทำไมคะ” ฟ่านถิงถิงถามด้วยความสงสัย

“พาไปตรวจว่าเด็กในท้องเป็นลูกของลูกชายฉันจริงไหม” คุณนายโจวไม่รอช้าคว้ามือของฟ่านถิงถิงและพาไปที่รถ

หลังจากที่เซี่ยหมิ่นหมดสติไปเธอเหมือนกับล่องลอยอยู่ในความฝัน เธอเห็นภาพพ่อกับแม่ที่อุ้มเธอพาไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ เห็นภาพปู่ที่ให้เธอขี่คอแล้วพาไปเก็บผลไม้ ภาพของย่าที่กำลังทำกับข้าวรอให้เธอกลับมากิน

เซี่ยหมิ่นมองเห็นภาพของเธอตั้งแต่คลอดจนกระทั่งโตคนรอบข้างเริ่มทยอยจากไปทีละคน ในตอนที่พ่อแม่เสียชีวิตเธอยังเด็กไม่รู้จักคำว่าสูญเสีย ตอนนั้นปู่และย่าบอกแค่ว่าพ่อกับแม่อยู่บนฟ้าคอยมองลงมาให้เธอเป็นเด็กดีพ่อกับแม่จะได้ภูมิใจ

ในตอนที่ปู่เสียชีวิตเซี่ยหมิ่นจำได้ดีวันนั้นเธอร้องไห้จนหมดสติ คนที่เธอรักมากที่สุดได้จากเธอไปแล้ว เพิ่งจะทำใจได้ไม่นานย่าผู้ที่เธอรักอีกคนก็จากเธอไป ตอนนั้นเหมือนโลกทั้งใบของเธอพังทลายลงมา แต่โจวหยวนคนรักได้ยื่นมือเข้ามาโอบกอดและปลอบประโลม ทำหัวใจของเธอเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง

คบหาดูใจกันมา 5 ปีในที่สุดทั้งสองก็ตกลงแต่งงานกัน เซี่ยหมิ่นยังจำได้ดีถึงคำสัญญาในงานแต่ง โจวหยวนพูดกับเธอว่าจะรักและซื่อสัตย์กับเธอคนเดียวไปจนวันตาย

ตัดภาพมาที่ตอนนี้เซี่ยหมิ่นมองดูตัวเองที่อยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล มองภาพโจวหยวนที่ร้องไห้ปานขาดใจ เซี่ยหมิ่นมองดูหมอที่ทำการวัดชีพจร และตอนนี้เองที่เธอตัดสินใจหันหลังแล้วเดินออกมาจากภาพฝันนั้น เธอขอจบชีวิตตัวเองเพียงเท่านี้ พอกันทีกับชีวิตคู่ ถ้าเธอเลือกได้ตอนนั้นเธอจะไม่ตอบตกลงเป็นแฟนกับโจวหยวนเด็ดขาด แต่น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้

“อาหมิ่นตื่นได้แล้ว เดี๋ยวเข้าเรียนไม่ทัน” เสียงเรียกพร้อมทั้งแรงสั่นสะเทือนที่แขนทำให้เซี่ยหมิ่นค่อย ๆ รู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมา

“ฉันไปเรียนก่อนนะ” ซูเจินรูมเมทของเซี่ยหมิ่นเห็นเพื่อนตื่นนอนก็รีบคว้ากระเป๋าเดินออกไปเพื่อให้ทันเรียนคาบแรกในตอนเช้า

เซี่ยหมิ่นลืมตาและมองตามแผ่นหลังของซูเจินออกไป หญิงสาวรู้สึกเจ็บตรงบริเวณหน้าผาก เซี่ยหมิ่นนึกว่าตัวเองฝันเธอหลับตาลงอีกครั้งและลืมตาขึ้นมาแต่ภาพทุกอย่างยังคงเดิม เธอยังคงนอนอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย

“นี่มันฉันย้อนเวลากลับมางั้นหรือ” เซี่ยหมิ่นลุกขึ้นนั่งก่อนจะหยิกลงไปที่แขน

“เจ็บ ฉันไม่ได้ฝัน” เซี่ยหมิ่นลูบหน้าผากที่ยังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ ก่อนจะคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาและวันที่เอาไว้

“10 กุมภาพันธ์ 2010” เซี่ยหมิ่นอ่านวันที่ในหน้าจอโทรศัพท์

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...