สภาพัฒน์ ห่วงเด็กจบใหม่หางานยาก แนะปรับมุมมอง Work ก่อนแล้วค่อย Balance
สภาพัฒน์ เผยสถานการณ์แรงงานไตรมาส 1 ปี 68 อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.88% ลดลง 12.3% ชี้ กลุ่มจบใหม่เสี่ยงตกงาน-หางานยาก แนะปรับมุมมอง Work ก่อนแล้วค่อย Balance ติดตามสถานการณ์ SMEs กระทบการจ้างงาน
9 มิ.ย. 2568 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์แรงงานไตรมาส 1 ปี 2568 โดยผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.4 ล้านคน ลดลงจากไตรมาสหนึ่งของปี 2567 ที่ 0.5% จากการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 3.1%
แต่นอกภาคเกษตรกรรมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคารยังคงขยายตัวได้ที่ 3.5% แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มลดลง เช่นเดียวกับสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.5% ขณะที่การจ้างงานในสาขาการผลิตเริ่มหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4%
นอกจากนี้ ในภาพรวมชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดลงอยู่ที่ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยภาคเอกชนอยู่ที่ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 5.0% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง7.9%
ด้านค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,273 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2567 ที่ 3.5% เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,565 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 3.4% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมจะอยู่ที่ 16,246 บาทต่อคนต่อเดือน โดยลดลงเล็กน้อยที่ 0.8%
ด้านจำนวนผู้ว่างงานลดลง โดยไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 มีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.88% ลดลง 12.3% จากไตรมาสหนึ่งของปี 2567 ที่มีจำนวน 4.1 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานที่ 1.01%
โดยผู้ว่างงานลดลงจากกลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน ขณะที่กลุ่มที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.84%
นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวยังคงลดลงที่ 14.3% หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน ซึ่ง 69.8% อยู่ในช่วงอายุ20 – 29 ปี และเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่า 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาวไม่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ว่างงานกลุ่มนี้ระบุสาเหตุเนื่องจากหางานไม่ได้
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ว่างงานจะลดลงแต่ผู้เสมือนว่างงานกลับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ากว่า 14.6% หรือมีจำนวน 4.3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม สำหรับอัตราการว่างงานในระบบ อยู่ที่ 1.88% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 1.84% โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้น 2.3 แสนคน
นายดนุชา เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญในด้านตลาดแรงงาน ได้แก่
1. การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs
โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand Economic Monitor February 2025 ของธนาคารโลก พบว่า ธุรกิจในไทยมีการใช้นวัตกรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพียง 11.9% น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วน 40.9% เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3%
อีกทั้ง SMEs ไทยยังมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ในปี 2567 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีการจดทะเบียนเลิกกิจการไปเกือบ 2.4 หมื่นแห่ง และมีโรงงานเลิกกิจการไปกว่า 1,234 โรงงาน โดยเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นหลักกระทบกับแรงงานกว่า 3.5 หมื่นคน ซึ่งโรงงานที่เลิกกิจการส่วนใหญ่เป็นโรงงานในภาคการผลิตที่มีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน
ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับกระบวนการผลิต ลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยปัจจุบัน SMEs รองรับแรงงานไว้กว่า 12.9 ล้านคน ซึ่งหากสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ จะส่งผลดีต่อสถานะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานด้วย
“สถานการณ์ SMEs ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน ตอนนี้สถาบันการเงินหลายแห่งโดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ ได้มีมาตรการเข้าไปช่วย โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลจากมาตรการสหรัฐฯ เพื่อให้ SMEs ดำเนินกิจการอยู่ได้โดยไม่ต้องปิดโรงงาน”
2. การสร้างหลักประกันกรณีถูกเลิกจ้างให้แก่แรงงาน
โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แต่ที่ผ่านมามีลูกจ้างไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนมาก
โดยในหลายกรณี พบว่า สถานประกอบการที่เลิกกิจการ เป็นสถานประกอบการต่างชาติ ซึ่งยากต่อการติดตามให้มาจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามกฎหมาย ส่งผลให้ในช่วง ปี 2563 – 2567 มีลูกจ้างที่ต้องมาขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยจากกองทุนฯ กว่า 21,663 คน ซึ่งคิดเป็น 40% ของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่เงินชดเชยจากกองทุนฯ มีเพดานที่จำกัด และไม่เป็นไปตามสิทธิที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย
ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาและกำหนดมาตรการที่ชัดเจนที่จะทำให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างดังกล่าวได้รับการชดเชย โดยอาจใช้กลไกการมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการจัดตั้งเป็นกองทุนเช่นในประเทศฝรั่งเศส ที่มีกองทุนที่นายจ้างต้องสมทบเข้ามาตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองพนักงานในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ซึ่งจะจ่ายเงินต่าง ๆ ให้แก่ลูกจ้าง อาทิ ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย รวมถึงค่าเลิกจ้าง โดยกองทุนนี้บริหารโดยหน่วยงานกึ่งเอกชน
3. เด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงาน
โดยผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence8 พบว่า ผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งมากกว่าครึ่งมองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง (60%) ไม่มีทักษะที่เหมาะสม (51%) ขาดทักษะการทางานเป็นทีม (55%) และยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก (50%) โดยเลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง
ทั้งนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการไทย จากข้อมูลการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของ TDRI ที่พบว่า มีตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเพียง 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงานจากผู้สมัคร สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการมีทักษะและความเข้าใจในการทำงานจริงสอดคล้องกับอัตราการว่างงานในแรงงานกลุ่มอายุน้อยและแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นายดนุชา เปิดเผยว่า เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงานเพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา
“เด็กจบใหม่จะมีทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance แต่คนที่อยากเข้าสู่ระบบการจ้างงาน จะต้องเข้าใจว่าในการทำงานจริงเมื่อรับเงินเดือนแล้วต้องทำงานอย่างเต็มที่ ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน Work Life Balance อาจจะไม่เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าใจ ช่วงแรกอาจจะต้อง Work ก่อน แล้วค่อย Balance”
นอกจากนี้เด็กจบใหม่ควรฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมและมารยาททางธุรกิจ รวมถึง Soft Skill เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อทำให้สามารถหางานได้ง่ายและทำงานได้ดียิ่งขึ้น
“นอกจากความสามารถในด้านอาชีพแล้ว ทักษะการทำงานเป็นทีมและมารยาททางธุรกิจก็สำคัญ นอกจากนี้การทำงานต้องมีความยืดหยุ่น เช่น เมื่อมีงานเร่งก็ต้องช่วยกันทำเพื่อให้งานบรรลุไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย การฝึกฝนทักษะเหล่านี้จะทำให้น้องๆ ที่จบใหม่มีข้อได้เปรียบในการหางานและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ”