โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ ห่วงเด็กจบใหม่หางานยาก แนะปรับมุมมอง Work ก่อนแล้วค่อย Balance

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 07.13 น.

สภาพัฒน์ เผยสถานการณ์แรงงานไตรมาส 1 ปี 68 อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.88% ลดลง 12.3% ชี้ กลุ่มจบใหม่เสี่ยงตกงาน-หางานยาก แนะปรับมุมมอง Work ก่อนแล้วค่อย Balance ติดตามสถานการณ์ SMEs กระทบการจ้างงาน

9 มิ.ย. 2568 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์แรงงานไตรมาส 1 ปี 2568 โดยผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.4 ล้านคน ลดลงจากไตรมาสหนึ่งของปี 2567 ที่ 0.5% จากการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 3.1%

แต่นอกภาคเกษตรกรรมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคารยังคงขยายตัวได้ที่ 3.5% แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มลดลง เช่นเดียวกับสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.5% ขณะที่การจ้างงานในสาขาการผลิตเริ่มหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4%

นอกจากนี้ ในภาพรวมชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดลงอยู่ที่ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยภาคเอกชนอยู่ที่ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 5.0% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง7.9%

ด้านค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,273 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2567 ที่ 3.5% เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,565 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 3.4% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมจะอยู่ที่ 16,246 บาทต่อคนต่อเดือน โดยลดลงเล็กน้อยที่ 0.8%

ด้านจำนวนผู้ว่างงานลดลง โดยไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 มีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.88% ลดลง 12.3% จากไตรมาสหนึ่งของปี 2567 ที่มีจำนวน 4.1 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานที่ 1.01%

โดยผู้ว่างงานลดลงจากกลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน ขณะที่กลุ่มที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.84%

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวยังคงลดลงที่ 14.3% หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน ซึ่ง 69.8% อยู่ในช่วงอายุ20 – 29 ปี และเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่า 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาวไม่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ว่างงานกลุ่มนี้ระบุสาเหตุเนื่องจากหางานไม่ได้

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ว่างงานจะลดลงแต่ผู้เสมือนว่างงานกลับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ากว่า 14.6% หรือมีจำนวน 4.3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม สำหรับอัตราการว่างงานในระบบ อยู่ที่ 1.88% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 1.84% โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้น 2.3 แสนคน

นายดนุชา เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญในด้านตลาดแรงงาน ได้แก่

1. การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs

โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand Economic Monitor February 2025 ของธนาคารโลก พบว่า ธุรกิจในไทยมีการใช้นวัตกรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพียง 11.9% น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วน 40.9% เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3%

อีกทั้ง SMEs ไทยยังมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ในปี 2567 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีการจดทะเบียนเลิกกิจการไปเกือบ 2.4 หมื่นแห่ง และมีโรงงานเลิกกิจการไปกว่า 1,234 โรงงาน โดยเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นหลักกระทบกับแรงงานกว่า 3.5 หมื่นคน ซึ่งโรงงานที่เลิกกิจการส่วนใหญ่เป็นโรงงานในภาคการผลิตที่มีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับกระบวนการผลิต ลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยปัจจุบัน SMEs รองรับแรงงานไว้กว่า 12.9 ล้านคน ซึ่งหากสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ จะส่งผลดีต่อสถานะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานด้วย

“สถานการณ์ SMEs ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน ตอนนี้สถาบันการเงินหลายแห่งโดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ ได้มีมาตรการเข้าไปช่วย โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลจากมาตรการสหรัฐฯ เพื่อให้ SMEs ดำเนินกิจการอยู่ได้โดยไม่ต้องปิดโรงงาน”

2. การสร้างหลักประกันกรณีถูกเลิกจ้างให้แก่แรงงาน

โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แต่ที่ผ่านมามีลูกจ้างไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนมาก

โดยในหลายกรณี พบว่า สถานประกอบการที่เลิกกิจการ เป็นสถานประกอบการต่างชาติ ซึ่งยากต่อการติดตามให้มาจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามกฎหมาย ส่งผลให้ในช่วง ปี 2563 – 2567 มีลูกจ้างที่ต้องมาขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยจากกองทุนฯ กว่า 21,663 คน ซึ่งคิดเป็น 40% ของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่เงินชดเชยจากกองทุนฯ มีเพดานที่จำกัด และไม่เป็นไปตามสิทธิที่แรงงานพึงได้รับตามกฎหมาย

ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาและกำหนดมาตรการที่ชัดเจนที่จะทำให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างดังกล่าวได้รับการชดเชย โดยอาจใช้กลไกการมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการจัดตั้งเป็นกองทุนเช่นในประเทศฝรั่งเศส ที่มีกองทุนที่นายจ้างต้องสมทบเข้ามาตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองพนักงานในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ซึ่งจะจ่ายเงินต่าง ๆ ให้แก่ลูกจ้าง อาทิ ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย รวมถึงค่าเลิกจ้าง โดยกองทุนนี้บริหารโดยหน่วยงานกึ่งเอกชน

3. เด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงาน

โดยผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence8 พบว่า ผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งมากกว่าครึ่งมองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง (60%) ไม่มีทักษะที่เหมาะสม (51%) ขาดทักษะการทางานเป็นทีม (55%) และยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก (50%) โดยเลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง

ทั้งนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการไทย จากข้อมูลการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของ TDRI ที่พบว่า มีตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเพียง 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงานจากผู้สมัคร สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการมีทักษะและความเข้าใจในการทำงานจริงสอดคล้องกับอัตราการว่างงานในแรงงานกลุ่มอายุน้อยและแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายดนุชา เปิดเผยว่า เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงานเพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

“เด็กจบใหม่จะมีทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance แต่คนที่อยากเข้าสู่ระบบการจ้างงาน จะต้องเข้าใจว่าในการทำงานจริงเมื่อรับเงินเดือนแล้วต้องทำงานอย่างเต็มที่ ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน Work Life Balance อาจจะไม่เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าใจ ช่วงแรกอาจจะต้อง Work ก่อน แล้วค่อย Balance”

นอกจากนี้เด็กจบใหม่ควรฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมและมารยาททางธุรกิจ รวมถึง Soft Skill เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อทำให้สามารถหางานได้ง่ายและทำงานได้ดียิ่งขึ้น

“นอกจากความสามารถในด้านอาชีพแล้ว ทักษะการทำงานเป็นทีมและมารยาททางธุรกิจก็สำคัญ นอกจากนี้การทำงานต้องมีความยืดหยุ่น เช่น เมื่อมีงานเร่งก็ต้องช่วยกันทำเพื่อให้งานบรรลุไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย การฝึกฝนทักษะเหล่านี้จะทำให้น้องๆ ที่จบใหม่มีข้อได้เปรียบในการหางานและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...