โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ต.ค. 2567 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

กลับมาสู่ความวุ่นวายสับสนอีกครั้งของเหตุการณ์ช่วงปลายราชวงศ์มังรายแห่งอาณาจักรล้านนา หลังจากที่ อาจารย์ชัยวุฒิ ชัยชนะ ได้เปิดประเด็นเรื่องศึกชิงบัลลังก์ระหว่างสามมหาเทวีองค์ต่างๆ ในรายการคลับเฮาส์เมื่อราวสามเดือนก่อนไปแล้วนั้น

1.มหาเทวีจิรประภา 2.มหาเทวีแม่พระจอมเมือง 3.นางพญาวิสุทธิเทวี

เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ณ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็มีการเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปริศนาแห่งขัตติยนารี จากจามเทวีถึงมหาเทวีล้านนา” อาจารย์ชัยวุฒิเป็นหนึ่งในวิทยากรครั้งนี้ด้วย ท่านได้นำเสนอถึงผลการวิเคราะห์วิจัย “หลักฐานใหม่” เกี่ยวกับมหาเทวีองค์ต่างๆ ที่คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งบางประเด็นนั้น ดูเหมือนจะ “คิดใหม่ มองใหม่” หักล้างกับทฤษฎีเดิมของตัวเองที่เพิ่งนำเสนอในคลับเฮาส์ไปหมาดๆ ด้วยซ้ำ

อาจเป็นไปได้ว่า หลักฐานที่อาจารย์ชัยวุฒิได้มาใหม่ 9 ชิ้นนั้น แม้หลายชิ้นจะช่วยต่อจิ๊กซอว์หน้าประวัติศาสตร์ล้านนาที่ขาดหายไปได้บ้าง แต่เขาก็ยอมรับว่า เป็นการทำงานที่ยากยิ่งนักที่จะให้ด่วนสรุปหาข้อสรุปยุติแบบลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยเฉพาะประเด็น “ลูกเขาเมียใคร ในช่วงปลายราชวงศ์ล้านนา”

จิรประภาเป็นแม่พระเมืองไชย

และเชื่อมล้านช้าง-ล้านนา?

ในรายการคลับเฮาส์ ที่อาจารย์ชัยวุฒินำเสนอเรื่อง “บุคคลปริศนา” ชื่อ “พระเมืองไชย” หรือท้าวไชย โดยไม่ทราบว่าเป็นลูกของมหาเทวีองค์ไหนกัน แต่ที่แน่ๆ ต้องเป็นโอรสองค์หนึ่งของพระเมืองแก้ว มิเช่นนั้นแล้ว ทันทีที่พระเมืองแก้วสวรรคต ไฉนเลยพระเมืองไชยจึงมีสิทธิ์เข้าพิธีราชาภิเษกขึ้นนั่งเมืองเชียงใหม่ได้

ผลักให้คู่แข่งคือ “พระเมืองเกษเกล้า” ซึ่งเป็นโอรสองค์สำคัญ (มีอีกชื่อว่า “พระเมืองอ้าย” ประหนึ่งถูกนับให้เป็นลูกชายคนโตที่เกิดจากมเหสีเอก) ต้องหนีไปกระทำพิธีราชาภิเษกนั่งเมืองที่เวียงกุมกามแทน สายนี้ต้องสถาปนาเวียงกุมกามซึ่งแทบจะร้างมาก่อนหน้านั้น ขึ้นเป็นราชธานีแบบฉุกเฉิน คู่ขนานกับเชียงใหม่

ในบทความฉบับก่อนๆ ดิฉันถอดคลิปเสวนาจากอาจารย์ชัยวุฒิแล้วนำมาเรียบเรียง พบว่าอาจารย์ชัยวุฒิเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่า พระเมืองไชย (ท้าวยี่) เป็นลูกใครกันแน่ เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานใดๆ ว่า มหาเทวีจิรประภามีใครเป็นโอรสธิดา

ทว่า จากการเสวนาอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน อาจารย์ชัยวุฒิกลับมีความเห็นว่า พระเมืองไชยน่าจะเป็นคนเดียวกันกับท้าวยี่ เป็นโอรสของพระเมืองแก้วที่เกิดจากพระนางจิรประภามหาเทวี เนื่องจากบริบทแวดล้อมทั้งหมด เริ่มชัดเจนขึ้นมากว่า พระนางจิรประภาต่อสู้กับทุกฝ่ายเพื่อให้พระเมืองไชยได้นั่งเมืองเชียงใหม่

ดังนั้น อาจารย์ชัยวุฒิจึงสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่า พระเมืองไชยจึงน่าจะเป็นโอรสของจิรประภามหาเทวี

อีกประเด็นหนึ่ง ข้อมูลที่เราเสวนากันในคลับเฮาส์ อาจารย์ชัยวุฒิมองว่า “มหาเทวีองค์หนึ่ง” ที่ไปกวักมือเรียกกษัตริย์ล้านช้างและพระอุปโยคือ “พระโพธิสาลราชและพระไชยเชษฐา” จากหลวงพระบางให้ขึ้นนั่งบัลลังก์เมืองเชียงใหม่นั้น ควรเป็น “นางพญาวิสุทธิเทวี” เนื่องจากอาจารย์ชัยวุฒิมองว่า ทันทีที่ฝ่ายล้านช้างมาถึง พระนางจิรประภาก็สวรรคตเสียแล้ว

แต่ในเวทีเสวนาที่สถาบันวิจัยสังคม มช. อาจารย์ชัยวุฒิวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้งจนได้ข้อสันนิษฐานใหม่ 2 ข้อ 1.มหาเทวีจิรประภาควรเป็นแม่ของพระเมืองไชย 2.คนที่ไปเจรจาต้าอ้วยกับทางล้านช้างควรเป็นจิรประภาไม่ใช่วิสุทธิเทวี

ข้อสันนิษฐานใหม่สองข้อของอาจารย์ชัยวุฒิ ท่านวิเคราะห์จากเหตุการณ์การสูญเสียพระเมืองไชยไป (ซึ่งสมมุติว่าควรเป็นโอรสของจิรประภา) ดูสอดคล้องกับการดิ้นรนที่ทำให้พระนางต้องหาที่พึ่งพิงใหม่ หลังจากที่ประสานกองกำลังจากเชียงตุงบ้าง เชียงแสนบ้าง แล้วล้มเหลว รอช้าไม่ได้ เพราะทางฝ่ายล้านนาตอนใต้ คือตั้งแต่หางดงลงไปจนถึงจอมทอง ฮอด ก็คือฐานอำนาจอันเข้มแข็งของฝ่ายมหาเทวีจอมใจ (วิสุทธิเทวี)

ดังนั้น ทางรอดสุดท้ายคือการไปเชิญกองกำลังอีกฝ่ายมาคัดง้าง นั่นคือฝ่ายล้านช้าง โดยที่ทั้งอาจารย์ชัยวุฒิ ชัยชนะ และคุณธีรานนท์ โพธะราช ก็ยังยืนยันว่า พระไชยเชษฐาไม่น่าจะใช่เลือดเนื้อเชื้อไขสายตรงจากพระนางจิรประภาเช่นเดิม

หากพระเมืองไชยเป็นโอรสของมหาเทวีจิรประภาจริง และสมมุติว่า “นางตนทิพ กับนางตนคำ” เป็นธิดาพระเมืองไชยจริง (ตำนานหลายฉบับระบุว่านางทั้งสองเป็นธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ไหนเล่า?) สมมุติว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์นั้นคือพระเมืองไชย (ลูกจิประภา) ก็เท่ากับว่า พระไชยเชษฐามีฐานะเป็น “หลานเขย” ของ “ย่าดอง” จิรประภา คือเกี่ยวดองกันห่างๆ ผ่านการแต่งงานของชั้นหลาน ไม่ใช่ย่าจริง แต่ก็ถือว่า “ดองกัน”

หลายท่านอาจท้วงว่า อ้าว! บทความนี้ตั้งใจจะเขียนถึงมหาเทวีอีกนางที่ชื่อวิสุทธิเทวีมิใช่หรือ ทำไมยังกลับมาสาละวนอยู่กับจิรประภาอีกด้วยเล่า คงต้องตอบผู้อ่านว่า เรื่องราวของสองมหาเทวีที่ต่างเป็นอัครชายาพระเมืองแก้วคู่นี้ ประวัติของทั้งสองนางตีคู่สูสีเบียดแทรกกันไปมาตลอด เมื่อเขียนถึงคนหนึ่ง หนีไม่พ้นที่จะต้องพาดพิงถึงอีกคนเสมอ

การปูพื้นว่าจิรประภาน่าจะเป็นแม่ของพระเมืองไชย อีกทั้งเป็นคนส่งสาส์นถึงฝ่ายล้านช้าง ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นเห็นว่า เหตุการณ์ช่วงที่ล้านนาดึงเอาพระโพธิสาลราชกับพระไชยราชาเข้ามาเชียงใหม่นี้ หาใช่ผลงานของวิสุทธิเทวีไม่

เรื่องนี้จำเป็นต้องอธิบายอย่างละเอียด เนื่องจากปริศนาโบราณคดีสามฉบับก่อนหน้านั้น ดิฉันได้ทิ้งท้ายไว้ที่คำถามว่า นางพญาวิสุทธิเทวีมีความสามารถถึงขนาดใช้กลวิธีดึงเอาชาวต่างด้าวท้าวต่างแดนมาชนกันให้เลือดสาดในแผ่นดินล้านนาได้จริงหรือ? คือดึงมาได้ทั้งฝ่ายอโยธยาของพระไชยราชา และยังจะดึงฝ่ายล้านช้างของพระโพธิสาลราชมาด้วยอีกหรือ

หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน อาจารย์ชัยวุฒิพยายามนำข้อย้อนแย้งนี้ไปขบคิดต่อ แล้วขอแก้ข้อเสนอของตัวเองในคลับเฮาส์ ที่เคยเชื่อว่าการขึ้นมาทั้งของอโยธยาและล้านช้าง ล้วนเป็นฝีมือของนางพญาวิสุทธิเทวีแต่เพียงผู้เดียว

จึงขอนำเสนอใหม่ว่า คนที่ฝักใฝ่ฝายล้านช้างนั้นคือจิรประภา เดิมอาจารย์ชัยวุฒิมองไม่เห็นว่า จิรประภาเป็นแม่ของใคร นางมีส่วนได้ส่วนเสียอะไร ถึงต้องไปยุ่งกับฝ่ายล้านช้างด้วย ครั้นวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่า ทำไมพระเมืองไชยจึงถูกจิรประภาดันให้ขึ้นนั่งเมือง จึงสันนิษฐานว่า สองคนนี้น่าจะเป็นแม่ลูกกัน

ในเมื่อพระเมืองไชย (ท้าวยี่) นั่งเมืองเชียงใหม่ (ห้วงเวลาเดียวกันกับที่พระเมืองเกษเกล้า – ท้าวอ้ายไม่ยอมแพ้ นั่งเมืองกุมกามหริภุญไชย ด้วยสถานะที่เหนือกว่า) เป็นไปได้หรือไม่ว่า พระเมืองไชยคนนี้เองที่ควรเป็นพ่อของนางตนทิพ ตนคำ ปริศนาที่เราเคยตามหามาตลอดว่าสองราชนารีนี้เป็นลูกใครกันแน่?

และเมื่อคิดต่อไปว่า ในเมื่อตนทิพ ตนคำ เป็นลูกพระเมืองไชย สองนางก็ย่อมเป็นหลานย่าของจิรประภา จิรประภาก็ควรเป็น “มหาเทวีองค์นั้น” (ซึ่งในตำนานไม่ระบุชื่อ) ว่าเป็นคนไปเทียบเชิญฝ่ายหลวงพระบางมานั่งเมืองเชียงใหม่นั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการคิด บนพื้นฐานข้อมูลอันน้อยนิดที่เราต้องช่วยกันปะติดปะต่อบนความน่าจะเป็น ซึ่งอาจารย์ชัยวุฒิมักพูดทิ้งท้ายเสมอว่า “สิ่งที่ผมเสนอนั้นยังอาจไม่ถูกต้องสมบูรณ์ดีนัก ยังรอผู้รู้ช่วยกันหาหลักฐานเพิ่มมาวิเคราะห์ร่วมกันอีกหลายเวที”

นางพญาวิสุทธิเทวีคือใคร?

ไทใหญ่เมืองนาย เชื้อมอญนางเม็ง
หรือลัวะบ้านแปะ?

เดิมสันนิษฐานว่า มหาเทวีผู้นี้น่าจะเป็นราชนารีเชื้อสายไทใหญ่แถบเมืองนาย (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา) เหตุที่โอรสของพระนางคือ “ท้าวแม่กุ” หรือ “พระแม่กุ” เคยผนวชอยู่เมืองนายมาก่อน

ครั้นเมื่อศึกษาเอกสารหลายฉบับ กลับพบความสัมพันธ์ของวิสุทธิเทวีว่า น่าจะค่อนข้างแนบแน่นกับ “เชียงใหม่โซนใต้” มากกว่ากลุ่มไทใหญ่ ปัจจุบันอำเภอจอมทอง มีร่องรอยหลักฐานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนางพญาวิสุทธิเทวีอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ วัดบ้านแปะ (วัดราชวิสุทธาราม) ถ้ำตอง และเวียงหิน

ศ.ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ปราชญ์ใหญ่ของล้านนา เป็นบุคคลแรกที่นำเสนอบทความเกี่ยวกับ “หลาบเงินของพระนางวิสุทธิเทวี” มาเปิดเผยเมื่อปี 2521 (และเขียนบทความใหม่อีกชิ้นชื่อ “ตราหลวงหลาบเงินของพระนางวิสุทธิเทวี” ตีพิมพ์ในหนังสือ “รวมบทความล้านนาคดีสัญจร : ตามรอยโคลงมังทรารบเชียงใหม่” ปี 2523 มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน ดังนี้

“วัดราชวิสุทธาสร้างโดยพระนางวิสุทธิเทวี เมื่อปีเถาะ นพศก (พ.ศ.2110) ภายหลังจากที่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเชียงใหม่แล้ว 3 ปี จากเชียงใหม่ทรงล่องเรือมาตามแม่น้ำปิงจนถึงท่าทาน…”

“เจ้านายและขุนนางข้าราชการเมืองเชียงใหม่แตกแยกกัน โดยแบ่งออกเป็นพรรคเป็นพวก แม้จนกระทั่งเสียบ้านเมืองให้แก่พระเจ้าบุเรงนองไปแล้วก็ตาม ความสงบสุขในเมืองเชียงใหม่ก็หามีไม่ พระนางเองซึ่งทรงมีสายพระโลหิตจากพระญามังรายมหาราช แม้จะครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะประมุขแห่งรัฐ …และเกลียดศัตรูอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้พระนางจึงอพยพลงมาอยู่ที่บ้านแปะเป็นครั้งคราว เพื่อความสงบสุขและผ่อนคลาย”

จากข้อความที่คัดมานี้ อาจารย์ไกรศรีมองว่า การเสด็จมาประทับที่บ้านแปะ จอมทอง ในแคว้นหัวเคียนของพระนางวิสุทธิเทวีนั้น เป็นเพราะต้องการหนีความสับสนวุ่นวายในราชธานีเชียงใหม่ ซึ่งถูกปกครองโดยพม่าแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว

ทว่า จากการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ชัยวุฒิกลับพบว่า บริเวณแคว้นหัวเคียนทางตอนใต้ของเชียงใหม่นี้ แท้จริงเป็นเขตเครือญาติหรือฐานอำนาจของ “มหาเทวีจอมใจ” (ต่อมาคือนางพญาวิสุทธิเทวี) มาก่อน แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว อาจเป็นเมืองมาตุคามของพระนางเลยก็เป็นได้

เมื่อตรวจสอบกับต้นวงศ์ของเจ้าเมืองหัวเคียน จะปรากฏชื่อของ “นายสอย นางเม็ง” ว่าเป็นผู้บุกเบิกสร้างเมืองแถบนั้น ชื่อของ “นางเม็ง” อันหมายถึง “มอญ” จักสามารถสะท้อนว่าบรรพบุรุษของเจ้าเมืองแถบหัวเคียนมีเชื้อสายมอญได้หรือไม่ ประเด็นนี้ค่อยสืบค้นและถกเถียงกันต่อไป

ความสำคัญของหมู่บ้านลัวะที่บ้านแปะ (บ้านแปะบก) อำเภอจอมทอง เกี่ยวข้องกับพระนางวิสุทธิเทวีอย่างไร พบว่าไม่ไกลจากวัดบ้านแปะนี้ ทุกๆ 3 ปีจะมีพิธีนำ “หลาบเงิน” (ตราสาร/จารึกพระราชโองการ) กับตราพระราชลัญจกร ที่พระเจ้าบุเรงนองมอบอำนาจให้นางพญาวิสุทธิเทวีปกครองเชียงใหม่ ภายใต้อำนาจพม่า ออกจาก “ถ้ำตอง” มาทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้เพื่อขอความเป็นสิริมงคลบังเกิดแก่ชาวบ้าน

ชาวลัวะที่บ้านแปะเล่าว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเป็นข้าวัดหรือทาสวัดราชวิสุทธารามมาก่อน โดยพระนางวิสุทธิเทวีได้ทำหลาบเงินขึ้นในปี 2110 (หลังจากล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าได้ 9 ปี) แล้วมอบให้แก่ชาวลัวะ-ชาวไทหลายหมู่บ้านให้ช่วยกันรักษาดูแล นำหลาบเงินไปฝังไว้ในป่า จุดที่ไม่ให้คนภายนอกรับทราบ

ปัจจุบันมีแต่ชาวลัวะเท่านั้นที่ช่วยกันดูแล โดยทุกๆ 3 ปีจะมีการขุดหลาบเงินนำขึ้นมาทำพิธีบวงสรวง จากนั้นก็เอาไปซ่อนตามเดิม สถานที่เก็บนั้นเป็นความลับ แต่ละปีอาจเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนได้

สถานที่อีกแห่งในเขตอำเภอจอมทองที่เกี่ยวข้องกับนางพญาวิสุทธิเทวีคือ “เวียงหิน” เป็นป้อมปราการที่พระนางให้สร้างขึ้น คราวเสด็จประทับเมืองหัวเคียน ทุกวันนี้เหลือแต่ซากกองหินซ้อนกันทั้งสี่ด้าน แต่ตัวพระตำหนักซึ่งคงสร้างด้วยเครื่องไม้ตอนกลางเวียง ไม่หลงเหลือหลักฐานใดๆ อีกแล้ว

เรื่องการมอบหลาบเงินให้ชาวลัวะดูแล หลายท่านก็อดคิดไม่ได้ว่า นางพญาวิสุทธิเทวีราชนารีล้านนาที่ปกครองเชียงใหม่องค์สุดท้ายผู้นี้ น่าจะมีเชื้อสายลัวะด้วยหรือไม่ จึงมีความผูกพันมอบหมายให้ชาวลัวะรักษาหลาบเงินของพระองค์มาจวบจนทุกวันนี้

ฉบับหน้ายังมีต่อค่ะ •

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...