โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คุมเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อรถ ไฟแนนซ์เข้มรีดเงินดาวน์เพิ่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ต.ค. 2565 เวลา 15.29 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2565 เวลา 01.46 น.

ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์-มอเตอร์ไซค์สะเทือน สคบ.เคาะเพดานคุมดอกเบี้ย 23% เดิมเคยรีดได้ 30% ไฟแนนซ์เข้มปล่อยกู้-เพิ่มเงินดาวน์ ตั้งการ์ดสูงปล่อยสินเชื่อยากขึ้น คาดรีเจ็กต์เรตพุ่ง บีบขอดาวน์เพิ่ม 30% สกรีนลูกค้าเข้มเช็กประวัติ “เครดิตบูโร” ผู้ประกอบการโดน 2 เด้งโขกดอกเบี้ยลูกค้าไม่ได้แถมเจอต้นทุนดอกเบี้ยขาขึ้น

นายธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการประชุมเกี่ยวกับร่างประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นั้น ที่มีการพิจารณาจะประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ 1.คืนรถจบหนี้ 2.การปิดบัญชี-ติ่งหนี้ และ 3.เพดานอัตราดอกเบี้ย

เพดานมอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 23%

โดยประเด็นอัตราดอกเบี้ยนั้นที่ประชุมมีข้อสรุป คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับรถยนต์ใหม่เพดานไม่เกิน 10% ต่อปี รถใช้แล้ว ไม่เกิน 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 23% ต่อปี

สำหรับประเด็นการปิดบัญชีปกติ ที่ประชุมมีผลสรุป ดังนี้ 1.กรณีชำระค่างวดมาแล้ว 1 ใน 3 ของค่างวดเช่าซื้อได้รับส่วนลดอัตราอยู่ที่ 70% ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 2.ชำระค่างวดไม่เกิน 2 ใน 3 ให้ส่วนลดไม่น้อยกว่า 60% และ 3.ชำระค่างวดเกิน 2 ใน 3 ขึ้นไปไม่คิดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ในส่วนของคืนรถจบหนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

“หลังจากนี้จะส่งเรื่องเสนอต่อสำนักนายกรัฐมตรี เพื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาต่อไป และจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน ซึ่งคาดว่าภายในเร็ว ๆ นี้น่าจะประกาศออกมาใช้ได้ แต่เรายกเรื่องของคืนรถจบหนี้ออกไปก่อน ซึ่งต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะมีหลายเรื่องยังมีความคิดเห็นไม่ลงตัว” นายธสรณ์อัฑฒ์กล่าว

ปรับเกณฑ์เพิ่มเงินดาวน์

นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ นายกสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย กล่าวว่า การคุมเพดานอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ผู้ประกอบการก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย ซึ่งในกรณีเพดานออกมาอยู่ที่ 23% ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการคงต้องปรับตัวพอสมควร เพราะอัตราดอกเบี้ยถือเป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงของลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการกล้าปล่อยสินเชื่อ หรือ high risk high return เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (มาร์จิ้น) ไม่สูงมาก

ดังนั้น หากเพดานปรับลดลงมาจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 32-33% ลงมาเหลือเพียง 23% เชื่อว่าผู้ประกอบการจะมีการทบทวนเกณฑ์และมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เช่น การเพิ่มวงเงินดาวน์เฉลี่ย 5-10% และกลุ่มที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์รายได้อาจเพิ่มเงินดาวน์มากกว่า 10% รวมถึงดูกลุ่มอาชีพเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสีย

ซึ่งจากเดิมผู้ประกอบการสนับสนุนคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่มีเอกสารทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะมีดอกเบี้ยเป็นตัวรับความเสี่ยง แต่หลังจากนี้การปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้จะลำบากมากขึ้น และทำให้หลุดไปนอกระบบได้

คาดรีเจ็กต์เรตเพิ่ม

นายกสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย ระบุด้วยว่า “อัตราดอกเบี้ยที่เรามองไว้ประมาณ 30% ซึ่งใกล้เคียงกับปัจจุบัน แต่หากดอกเบี้ยออกมา 23% ผู้ประกอบการคงต้องมีการคัดกรองลูกค้าที่เข้มข้นขึ้น เพราะอดีตเรามีดอกเบี้ยที่ทำให้รับความเสี่ยงได้ และแน่นอนทำให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อ (reject rate) อาจจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ส่วนประเด็นเรื่องการปิดบัญชีกระทบต่อรายได้และกำไรแน่นอน เพราะเดิมยังมีเกณฑ์ที่สามารถเรียกเก็บได้ประมาณ 50% แต่ปัจจุบันมีบางส่วนที่เก็บไม่ได้เลยหรือเก็บได้น้อยลง”

กลุ่มฐานรากเข้าถึงรถยากขึ้น

นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 23% ถือว่าต่ำกว่าที่คิดหากเทียบกับดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทนาโนไฟแนนซ์หรือพิโกไฟแนนซ์อยู่ที่ 33% ซึ่งห่างกันถึง 10% แต่หากพิจารณากลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ เป็นกลุ่มฐานราก มีรายได้หรือเอกสารทางการเงินไม่ชัดเจน และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง ดังนั้น จะทำให้คนที่ต้องการใช้รถเข้าถึงยากขึ้น

ผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับกระบวนการในการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น และมีการกำหนดให้วางเงินดาวน์เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% ถือว่าค่อนข้างเยอะสำหรับกลุ่มลูกค้าฐานราก เช่น วงเงินรถจักรยายนต์เฉลี่ย 4-5 หมื่นบาท ลูกค้าจะต้องมีเงินดาวน์ประมาณ 1-1.5 หมื่นบาท ถือเป็นวงเงินก้อนใหญ่สำหรับลูกค้าเช่นกัน และเมื่อเข้าไม่ถึงอาจออกไปพึ่งพานอกระบบได้

“ต่อไปการปล่อยสินเชื่อจักรยานยนต์จะต้องมีประวัติใน NCB ดาวน์สูง มีรายได้แน่นอน ถึงจะได้รับบริการสินเชื่อ แต่คนที่ไม่มีประวัติและผ่อนชำระกระท่อนกระแท่น ไม่มีรายได้ประจำจะเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น ส่งผลต่อให้ยอด rejection rate เพิ่มขึ้นแน่นอน โดยปัจจุบันสัดส่วนซื้อรถประมาณ 80% จะเป็นการผ่อนชำระ และอีก 20% จะซื้อเงินสด เราอาจเห็นสัดส่วนคนซื้อเงินผ่อนน้อยลงได้ในปีนี้”

คนซื้อรถสะเทือนทั้งระบบ

นายชัชฤทธิ์ ตั้งเถกิงเกียรติ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ผลิตภัณฑ์ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ttb กล่าวว่า กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการกำหนดเพดานของ สคบ.จะเป็นสินเชื่อเช่าซื้อจักรยานยนต์ เนื่องจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับตลาด

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อาจได้รับผลกระทบ เพราะกลุ่มลูกค้า วิธีการบริหารความเสี่ยง และขนาดของธุรกิจ ไม่เท่ากับรายใหญ่ และหากดูอัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยส่วนใหญ่ในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ซึ่งปรับลงมาเหลือ 23% อาจจะกระทบพอสมควร

ขณะที่รถยนต์ใช้แล้ว จะได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะรถที่มีอายุเก่ามากกว่า 10 ปี การพิจารณาดอกเบี้ยจะยากขึ้น หรือการขอกู้ในระยะยาวจะลำบาก เพราะเป็นความเสี่ยงสูง เช่น ในกรณีอายุรถและบวกสัญญาไม่เกิน 20 ปี จะเห็นว่าไฟแนนซ์จะปล่อยกู้ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (flat rate) ประมาณ 5-7%

แต่กรณีอายุรถเก่าและขอระยะเวลากู้นาน 4-5 ปี อัตราดอกเบี้ย 15% เป็นไปได้ค่อนข้างยาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องเรียกเงินดาวน์เพิ่ม หรือผู้กู้ต้องผ่อนชำระค่างวดที่หนักขึ้น และอาจจะกระทบการผ่อนชำระได้ในอนาคต และหากผู้กู้จำเป็นต้องใช้รถจริงอาจหันไปกู้เงินในแหล่งเงินที่สูงขึ้น เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อมาเป็นเงินดาวน์ สำหรับรถยนต์ใหม่กระทบไม่มากนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยแข่งขันไปตามกลไกตลาด

สำหรับในส่วนของทีทีบีจากการสำรวจพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ พบว่า มีผลกระทบน้อยมากมีสัดส่วนไม่ถึง 5% เป็นกลุ่มที่มีอัตราดอกเบี้ยใกล้เพดาน 15% ในกลุ่มรถยนต์ใช้แล้ว ส่วนสินเชื่อจักรยานยนต์ไม่ได้ทำ และรถยนต์ใหม่ไม่ได้รับผลกระทบ

นายเตชินท์ ดุลยฤทธิรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่จะต้องปรับตัว และอาจเห็นผู้กู้ออกนอกระบบมากขึ้น เพราะความเสี่ยงไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์มีต้นทุนใกล้เคียงกับรถยนต์ แต่ขนาดวงเงินปล่อยสินเชื่อแตกต่างกัน ทำให้ต้นทุนจึงแพงกว่า เช่น ราคารถยนต์ 3 แสนบาท มีต้นทุนบริหารจัดการ 1% เทียบรถจักรยานยนต์วงเงิน 3 หมื่นบาท ต้นทุนเด้งเป็น 30%

ดังนั้น โอกาสที่ลูกค้าบางกลุ่มจะหลุดและไม่ได้รับสินเชื่อมีมากขึ้น โดยอาจเห็นอัตราปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นไม่มาก รถใช้แล้วเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เยอะสุดจะเป็นรถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการอาจเรียกเงินดาวน์เพิ่มเติม

“ธุรกิจยังเดินได้ แต่ก็ต้องปรับตัว ในส่วนของ KKP เราปรับไม่เยอะ เพราะในพอร์ตรถใช้แล้วที่ดอกเบี้ยเกิน 15% มีสัดส่วนราว 10% ส่วนรถใหม่ไม่เกิน 5% ซึ่งเรามองว่าอยากให้ทำเช่าซื้อเหมือนสินเชื่อบ้าน ที่สนับสนุนบ้านหลังแรก และหลัง 2-3 อาจปรับเรื่องของ LTV ลงได้ เพราะถ้ากำหนดเพดานกลัวลูกค้าที่ต้องจำเป็นต้องใช้รถจริงอาจวิ่งไปหานอกระบบ”

ไฟแนนซ์โดนโขกดอกเบี้ย 2 เด้ง

แหล่งข่าวผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อรายเล็กกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ที่ปล่อยเพราะยังคงมีส่วนต่างดอกเบี้ย (มาร์จิ้น) อยู่ กรณีลูกค้าไม่มีประวัติ NCB จะปล่อยอัตราดอกเบี้ยสูง 36% เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยง และเมื่อหักต้นทุนในส่วนของค่าสำรอง ประมาณ 10-11% และต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืมเฉลี่ย 5-6% และต้นทุนการดำเนินงานขึ้นกับขนาดธุรกิจ และต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเต็นท์รถ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะเหลือมาร์จิ้นราว 3-4%

แต่ภายหลังมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ย 23% เชื่อว่าผู้ประกอบการจะลดความเสี่ยง และเข้มงวดในการปล่อยกู้ โดยจะต้องมีการคัดกรองลูกค้า มีการตรวจประวัติ NCB เลือกกลุ่มอาชีพ และเพิ่มเงินดาวน์มากขึ้น
“รถยนต์คงไม่กระทบมาก แต่จักรยานยนต์และยิ่งรายเล็กจะเหนื่อยหน่อย เพราะดอกเบี้ยด้านบนก็กดลงมาเหลือ 23% และดอกเบี้ยด้านล่างจากต้นทุนเงินกู้ก็เร่งตัวขึ้น ซึ่งโดน 2 เด้ง และเราไม่รู้ว่าดอกเบี้ยอาร์พีจะขึ้นอีกกี่ครั้ง” แหล่งข่าวกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...