โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จักรวรรดิที่กำลังล่มสลาย และผู้นำที่ไม่ฟังคำเตือน ในซีรีส์ Foundation

The MATTER

อัพเดต 05 ต.ค. 2564 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 04.04 น. • Entertainment

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในซีรีส์ Foundation

ที่นี่คือ ‘แทรนทอร์’ ดวงดาวใจกลางจักรวรรดิที่ประกอบดาวอาณานิคมน้อยใหญ่ ดาวดวงนี้คือสถานที่พำนักของ ‘องค์จักรพรรดิคลีออน’ ผู้ทรงปกครองประชากร 8 ล้านล้านทั่วทั้งกาแล็กซี่มากว่า 12,000 ปี แทรนทอร์เป็นทั้งความเจริญรุ่งเรืองและศูนย์รวมอำนาจของจักรวรรดิอวกาศ เทคโนโลยีและการค้าก้าวหน้ากว่าดาวดวงไหนจะเทียบ ทรัพยากรจากดวงดาวห่างไกลต่างหลั่งไหลเข้าสู่แทรนทอร์ผ่านสตาร์บริดจ์และกองยานที่ขนส่งเสบียงลำเลียงมาไม่ขาดสาย จำนวนประชากรของแทรนทอร์หนาแน่นจนผู้คนนับพันล้านต้องอาศัยลึกลงไปกว่าร้อยชั้นจากผิวดาว และพื้นที่ด้านบนคือส่วนที่ราชวงศ์ครอบครอง
ความรุ่มรวยของแทรนทอร์และจักรวรรดิเพิ่มพูนผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ความยิ่งใหญ่และก้าวหน้านี้คล้ายกับว่าจะยืนยงคงความนิรันดร์ต่อไป ทว่า ความรุ่งเรืองกว่าหมื่นปีของจักรวรรดิกลับถูกสั่นคลอนด้วยคำทำนายของ ‘ฮาริ เซลดอน’ คนเพียงหนึ่งคนที่ทำนายว่า จักรวรรดิอันแข็งแกร่งนี้จะล่มสลายในเวลาอีกห้าศตวรรษ ระบบสังคมจะถูกทำลาย สงครามจะเกิดขึ้นทุกหนแห่งทั่วกาแล็กซี่ และมนุษยชาติจะอยู่ในยุคมืดเป็นเวลานานกว่า 30,000 ปี

ต่างจากการเดินทางแค่ชั่วอึดใจด้วยวิธีจัมป์ผ่านไฮเปอร์สเปซ นิยายไซไฟ Foundation หรือ สถาบันสถาปนา ที่ ไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) เขียนลงแม็กซีนในปี ค.ศ.1942 (ก่อนจะรวมเป็นเล่มแรกในปี ค.ศ.1951) ใช้เวลาเกือบ 80 ปี กว่าจะมาปรากฏบนหน้าจอให้เราได้เห็นในทีวีซีรีส์ชื่อเดียวกันจาก Apple TV+ แต่ถึงอย่างนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเนื้อหาของ Foundation ก็ไม่เคยว่างเว้นที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เรื่องราวไซไฟระดับไอคอนในยุคหลัง ทั้งในจักรวาล Star Wars ที่มีฉากหลังแสดงถึงการค่อยๆ ไร้อำนาจของจักรวรรดิ หรือใน Dune หนังดัดแปลงจากนิยายไซไฟขึ้นหิ้งที่กำลังจะเข้าฉาย ก็ได้ต้นแบบที่มาตัวละครมาจากโลกของสถาบันสถาปนา

จักรวรรดิเก่า เล่าใหม่

ต้องยอมรับว่าเนื้อหาของ Foundation ไม่ใช่จะดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงได้ง่ายๆ เหตุผลหลัก คือ อาซิมอฟเล่าเนื้อเรื่องในสเกลใหญ่มาก แค่อาณาจักรของจักรวรรดิในเรื่องก็กินอาณาเขตกว้างใหญ่ระดับกาแล็กซี่ เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นต่างเวลาต่างดวงดาวกัน และตัวละครในเรื่องเองก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยๆ การมาถึงของทีวีซีรีส์ Foundation จึงเป็นเหมือนปรากฏการณ์สำคัญที่บรรดาคนคลั่งไคล้ไซไฟกาปฏิทินรอคอย

Foundation เล่าถึง ‘ฮาริ เซลดอน’ นักคณิตศาสตร์ประวัติศาสตร์ (Psychohistory)—ศาสตร์ที่รวมเอาคณิตศาสตร์ จิตวิทยา และประวัติศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมของคนจำนวนมหาศาล—ถ้าเทียบกับตอนนี้ก็อาจจะคล้ายๆ อาชีพ data scientist แต่วิเคราะห์ big data ระดับกาแล็กซี่ เซลดอนคำนวณข้อมูลมหาศาลด้วยสมการอันซับซ้อนจนพบว่า จักรวรรดิที่อยู่มานานกว่าหมื่นปีกำลังจะพังทลายลง และทางรอดทางเดียวคือการสร้าง Foundation (สถาบันสถาปนา) โปรเจกต์ที่เซลดอนคิดขึ้นมาเพื่อเป็นแผนรองรับสำหรับมนุษยชาติ

นักคณิตประวัติศาสตร์ 'ฮาริ เซลดอน', ภาพจาก : Apple TV+

ความพิเศษของทีวีซีรีส์ Foundation คือ ด้วยเค้าโครงเรื่องเดียวกันกับนิยายต้นฉบับ ซีรีส์ในเวอร์ชั่นคนแสดงได้เพิ่มองค์ประกอบที่ขาดหายไปในหน้าหนังสือ และยังใส่องค์ประกอบใหม่ๆ เข้ามา พร้อมกับงานภาพที่ล้ำหน้าสมกับความเป็นอวกาศ เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของสตาร์บริดจ์ สะพานลำเลียงที่ทอดยาวจากดาวแทรนทอร์ออกไปนอกอวกาศ ได้ดูการเดินทางข้ามดวงดาว ราวกับเรานั่งอยู่ในยานและเดินทางด้วยเทคโนโลยีจัมป์ผ่านไฮเปอร์สเปซด้วยตัวเอง ตัวละครแต่ละตัวก็มีมิติที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามา ทั้งหมดคือรายละเอียดที่ก่อนหน้านี้เราทำได้แค่จินตนาการผ่านตัวหนังสือบนหน้ากระดาษเท่านั้น

การกลับมาในรูปแบบทีวีซีรีส์ทำให้เราได้ตื่นตาไปกับยุคสมัยที่มนุษย์ได้ครอบครองจักรวาล และพาเราไปดูการล่มสลายของทุกอย่างที่ได้ครอบครองมา ไม่ว่าจะในทีวีซีรีส์หรือในนิยาย Foundation ยังคงพูดถึงเรื่องที่มักเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งก็คือการล่มสลายของอำนาจที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถจะถือครองไปได้ตลอดกาล

สตาร์บริดจ์, ภาพจาก : Apple TV+

จักรวรรดิโรมันในสเกลกาแล็กซี่

เป็นที่รู้กันว่า ไอแซก อาซิมอฟ ได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายชุด Foundation จาก The History of the Decline and Fall of the Roman Empire หนังสือที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ช่วงท้ายของจักรวรรดิโรมันก่อนจะเข้าสู่ยุคมืดของ เอ็ดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) และเป็นประวัติศาสตร์ที่อาซิมอฟนำกลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง

สิ่งที่อาซิมอฟทำคือเอาการล่มสลายของจักรวรรดิโรมมันมาใส่ในธีมอวกาศ Foundation เปิดเรื่องมาด้วยภาพของจักรวรรดิคลีออนอันรุ่งเรื่องที่ปกครองพื้นที่ทั่วทั้งกาแล็กซี่ แน่นอนว่าอาณาเขตการปกครองที่กว้างใหญ่ต้องมาพร้อมข้อจำกัด อำนาจที่ไม่ทั่วถึงและการไม่แยแสต่อพื้นที่สุดขอบจักรวาลทำให้กลุ่มดวงดาวอนารยชน (barbarian) เริ่มแยกขาดจากการควบคุมและพยายามทำสงครามกับจักรวรรดิ ซึ่งตรงนี้ก็คล้ายกับเรื่องราวของจักรวรรดิโรมันเลย ในอดีต จักรวรรดิโรมันเองก็เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีอำนาจยาวนานกว่า 500 ปี (27 ปีก่อนคริสตกาล–ค.ศ.476) ปกครองพื้นที่กว่า 5 ล้านตารางกิโลเมตรตั้งแต่คาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันตกในช่วงที่อาณาจักรรุ่งเรืองเอามากๆ แต่ความรุ่งเรืองก็อยู่ได้ไม่นาน ในช่วง 300 ปีสุดท้าย จักรวรรดิโรมันต้องเผชิญกับวิกฤตภายในจนต้องแบ่งแยกการปกครองเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออก สาเหตุต่อมาของการล่มสลาย คือ การรุกรานของชาวฮันจากเอเชียกลางที่คอยโจมไล่กินพื้นที่จากทางเหนือของจักรวรรดิ ความยิ่งใหญ่เกินไปจึงเป็นภัยต่อทั้งจักรวรรดิโรมันในประวัติศาสตร์จริง และจักรวรรดิคลีออนใน Foundation

ภาพจาก : Apple TV+

ที่น่าสนใจ คือ จักรพรรรดิในซีรีส์ Foundation เหนือกว่าและเก๋กว่าในจักรวรรดิโรมัน เพราะจักรวรรดิคลีออนนั้นสืบทอดอำนาจด้วยการโคลนนิ่งตัวจักรพรรดิขึ้นมาเลย ในหนึ่งรัชสมัยจักรพรรดิคลีออนจะมีถึง 3 ตัวตน จาก 3 วัย คือ อรุณา (Dawn—วัยเด็ก), ทิวา (Day—วัยหนุ่ม), และสนธยา (Dust—วัยชรา) คลีออนทั้งสามจะร่วมกันปกครองและส่งต่อตำแหน่งให้กัน เมื่อสนธยาจากไป คลีออนที่เคยเป็นทิวาก็จะมาแทนที่ คลีออนโคลนนิ่งคนใหม่ก็จะขึ้นเป็นอรุณาคนต่อไป วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ อำนาจของจักรวรรดิคลีออนจึงดูจะมั่นคงกว่าจักรวรรดิโรมัน หรือแม้กระทั่งราชวงศ์อื่นๆ ในประวัติศาสตร์โลกที่ต้องเปลี่ยนตัวผู้ปกครองไปตามกาลเวลา

เรายังเห็นอำนาจขององค์จักรพรรดิคลีออนผ่านคำที่ผู้รับใช้หรือผู้คนเรียกตัวผู้นำของจักรวรรดิ เพราะแทนที่จะเรียกว่า ‘องค์จักรพรรดิ’ (emperor) ผู้คนกลับใช้คำว่า ‘จักรวรรดิ’ (empire) เป็นคำเรียกแทน เท่ากับว่าคนในจักรวรรดิไม่ได้มองคลีออนเป็นแค่ ‘ผู้ปกครอง’ หรือเป็น ‘ตัวแทนของรัฐ/จักรวรรดิ’ แต่คลีออนคือ ‘เจ้าของจักรวรรดิ’ หรือเทียบเท่ากับ ‘รัฐ/จักรวรรดิ’ เองเลยด้วยซ้ำ และพอเป็นแบบนี้ก็หนีไม่พ้นที่ประชากรทั่วทั้งกาแล็กซี่จะเป็นเพียง ‘ผู้อยู่อาศัย’ ภายใต้จักรวรรดิ

3 ตัวตนขององค์จักรพรรดิคลีออน อรุณา (Dawn—วัยเด็ก), ทิวา (Day—วัยหนุ่ม), และสนธยา (Dust—วัยชรา)

ทว่า ต่อให้ตัวจักรพรรดิจะมั่นคงและมีอำนาจมากสักแค่ไหน ความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้จะมาถึงผู้มีอำนาจเสมอ ทุกอย่างมีวันล่มสลาย และอำนาจมีวันสิ้นสุด … เหมือนกันกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคอาณาจักรโรมัน

“ความเปลี่ยนแปลงนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะในสายตาของผู้มีอำนาจ”

—ฮาริ เซลดอน, Foundation (tv series), 2021

ส่งต่อความรู้ ไม่ใช่อำนาจ

ทางออกของจักรวรรดิที่กำลังจะพังไม่เป็นท่าคืออะไร? ฮาริ เซลดอน นักคณิตประวัติศาสตร์ในเรื่องก็เสนอทางออกที่น่าเอาไปคิดต่อ เซลดอนเสนอว่า ในเมื่อทุกอย่างต้องพังทลายลงและมนุษยชาติจะเดินหน้าเข้าสู่ยุคมืดกว่า 30,000 ปี เราก็ควรจะบันทึกเรื่องราวและเก็บรักษาภูมิปัญญาที่สำคัญๆ ทั้งหมดในตอนนี้ไว้ให้ปลอดภัย ก่อตั้ง ‘สถาบันสถาปนา’ (Foundation) เพื่อทำสารานุกรมจักรวาล เผื่อว่าวันไหนที่การล่มสลายนี้จบลง คนที่เหลือรอดในยุคมืดจะได้นำความรู้นี้ไปฟื้นฟูอารยธรรมให้กลับมาอีกครั้งโดยไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่จากศูนย์ เซลดอนบอกว่าโปรเจกต์จะช่วยลดเวลาที่ต้องเข้าสู่ยุคมืดให้เหลือแค่ 1,000 ปี

แน่นอนว่าองค์จักรพรรดิคลีออนมองคำเตือนของเซลดอนเป็นเรื่องเหลวไหล ก่อนจะส่งเซลดอลและลูกทีมไปตั้งสถาบันสถาปนาที่ดวงดาวสุดขอบกาแล็กซี่ เพียงเพื่อจะปกป้องความเชื่อมั่นและป้องกันการลุกฮือของประชากรบนดาวแทรนทอร์

เรายังไม่รู้ว่าโปรเจกต์สถาบันสถาปนาของเซลดอนจะช่วยจักรวรรดิได้จริงไหมในซีรีส์ แต่ในประวัติศาสตร์โลกจริง เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และดูเหมือนว่าทำได้สำเร็จด้วย

ตรงนี้เราต้องกลับมาที่ประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโรมันกันอีกรอบ โทมาส คาฮิล (Thomas Cahill) ระบุไว้ในหนังสือ How the Irish Saved Civilization: The Untold Story of Ireland's Heroic Role From the Fall of Rome to the Rise of Medieval Europe ว่า หนึ่งในกลุ่มคนสำคัญที่ช่วยรักษาอารยธรรมของจักรวรรดิโรมันหลังการล่มสลาย คือ กลุ่มชาวไอริชนำโดย เซนต์แพทริก พวกเขาได้ทำการคัดลอกเอกสารและเก็บรวบรวมหนังสือจากพื้นที่ที่ถูกชาวเจอร์แมนิกรุกราน ชาวไอริชกลุ่มนี้คือคนที่เก็บรักษาและฟื้นฟูประวัติศาสตร์ของอารยธรรมยุโรปเอาไว้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าแม้อำนาจจะสูญสลายหายไปพร้อมกับจักรวรรดิที่พังลง องค์ความรู้เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยปกป้องจักรวรรดิให้ยังคงอยู่ได้—อย่างน้อยก็ในประวัติศาสตร์โลก

ภาพจาก : Apple TV+

สุดท้าย การล่มสลายของจักรวรรดิคลีออนในซีรีส์ก็ยังเป็นเรื่องที่เราต้องตามดูกันต่อไป ที่สำคัญคือ Foundation นั้นพาเราไปอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน วางคนดูอยู่ระหว่างการล่มสลายของอำนาจเก่า และการเคลื่อนไหวเรียกร้องของคนที่มองเห็นปัญหาสังคม และยังเป็นกลุ่มคนที่สร้างความหวังให้กับอนาคตอันมืด

ภาพจาก : Apple TV+

ก่อนจะถึงวันที่ทุกอย่างเหลือเพียงซากปรักหักพัง เราจะลดความสูญเสียจากการพังทลายลงของสังคมได้รึเปล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า คนที่อยู่ในอำนาจจะยอมรับฟังคำเตือนจากคนในสังคมและนึกถึงอนาคตของคนรุ่นต่อไปมากแค่ไหน

อ้างอิงข้อมูลจาก

The Cambridge Companion to Science Fiction.  Edward James. Cambridge University Press. 2003 The Routledge Companion to Science Fiction. Mark Bould, Andrew Butler, Adam Roberts, Sherryl Vint. 2011

www.researchgate.net

helda.helsinki.fi1

scifi.stackexchange.com

www.wired.com

www.youtube.com

www.karwansaraypublishers.com

archive.nytimes.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...