เห็ดฟางกองเตี้ย จากกากมันสำปะหลัง เสริมรายได้ในสวนยาง
รักบ้านเกิด
อัพเดต 24 มี.ค. 2564 เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 07.00 น. • รักบ้านเกิด.คอมวันนี้ทางทีมงาน Farmer Info ลงพื้นที่ บ้านหนองแวงโปร่งสัง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภูการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยในสวนยางพารา เป็นอีกอาชีพหนึ่งของเกษตรกรบ้านหนองแวงโปร่งสัง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ที่สามารถเพิ่มรายได้ในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรที่ปลูกยางใหม่หรือในช่วงที่ยางพารามีอายุตั้งแต่ 1-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่เปิดกรีดและไม่มีรายได้จากสวนยางพารา ระหว่างนี้เกษตรกรในชุมชนบ้านหนองแวงรุ่งสัง จึงรวมตัวกันเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย ระหว่างแถวยางพารา โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเกษตรกรในชุมชนสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ว่างระหว่างอถวยางในสวนยางที่ยังไม่เปิดกรีดของเกษตรกรรายอื่นได้ โดยทางเจ้าของสวนยางจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะเจ้าของสวนหวังแค่ให้ต่นยางพาราได้รับปุ๋ย และน้ำจากการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยเป็นผลตอบแทน
การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เสริมรายได้ในสวนยางพาราก่อนเปิดกรีด : จะนำเศษวัสดุเศษเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำกากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานมันใกล้ๆ ชุมชนนั้นมาเป็นส่วนประกอบในการเพาะ และเศษฟางที่เหลือจากการสีข้าวของเกษตรกร โดยมีวิธีการเพาะ ดังนี้
++ วัสดุ-อุปกรณ์ ++
1. กากมันสำปะหลัง(กากดิน)
2. ไม้แบบ ทำเป็นบล็อกขนาด ความกว้าง 30 ซม. ยาว 70 ซม. สูง 20 ซม
3. ไม้โครง(ไม้ไผ่ผ่าซีก กว้าง 1 นิ้ว ยาว 2.50 เมตร
4. บัวรดน้ำ
5. น้ำสะอาดควรเป็นน้ำสระ (ไม่เค็มหรือกร่อยจะดีที่สุด)
6. อาหารเสริม ได้แก่ มูลสัตว์แห้ง,ปุ๋ยสูตรเสมอใช้รองพื้น,รำอ่อน
7. พลาสติกสำหรับคลุมกองเห็ด
10. ฟางแห้งสำหรับคลุมกอง
11. จอบ
++ ขั้นตอนการเพาะ ++ มีวิธีการดังนี้
1. การอัดแท่งกากมัน ก่อนอื่นต้องมีการปรับพื้นที่และแปลงให้ได้ขนาดตามความต้องการ หลังจากนั้นจึงจะนำกากมันสำปะหลังมาอัดลงในไม้แบบที่เตรียมไว้ให้เป็นแท่งพอแน่นวางแนวในพื้นที่ ที่ทำการปรับเตรียมไว้ ให้ห่างกันแต่ละกอง ประมาณ 10-20 ซม.
**การอัดแท่งนั้นต้องดูที่สภาพอากาศด้วย ถ้าสภาพอากาศเย็นให้วางแนวห่าง แต่ถ้าสภาพอากาศร้อนให้วางแนวหรือระยะระหว่างกองให้ห่างกันมากขึ้น เพื่อเป็รนการส่งเสริมการออกดอกของเห็ดฟาง
**ในขณะที่กำลังทำการอัดแท่งกากมันลงบล็อก ถ้าวัสดุเกิดแห้งให้รดน้ำพอชุ่ม เพื่อให้กากมันจับตัวกันไม่ให้แท่งพังแตกลงมา
** ในการอัดแท่งกากมันนั้นควรจะได้อย่างน้อยแปลงละ 18-20 แท่ง เพื่อให้การควบคุมอุณหภูมิในแปลงไม่ให้เปลี่ยนแปลงมากเกินไปอุณหภูมิจะได้สม่ำเสมอ
หลังจากนั้นก็ทำการโรยอาหารเสริมระหว่างช่องว่างของแท่งกากมันบางๆ จะเป็นปุ๋ยคอกที่ละเอียดตาด้วยรำอ่อน และปุ๋ยเคมีเล็กน้อยเพื่อที่จะทำให้เห็ดมีดอกที่ใหญ่และสวยงามนั้นเองครับ
2.การเตรียมเชื้อเห็ดฟาง ให้นำหัวเชื้อเห็ดฟางมาเทในกะละมังหรือภาชนะอื่น จแล้วทำการขยำหรือนยีๆ ให้ฟู
3.การโรยหัวเชื้อ ก่อนโรยหัวเชื้อให้หว่านอาหารเสริม เช่น รำอ่อน มูลสัตว์แห้ง ลงไปด้านบนกองกากมันสำปะหลังและด้านข้างโดยรอบ ไว้เป็นชั้นบางๆ ก่อน แล้วจึงนำหัวเชื้อไปโรย ในอัตราหัวเชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง ต่อพื้นที่ 2 ตารางเมตร จากนั้นรดน้ำตามให้ชุ่มทั่วแปลง **ต้องระวังไม่ให้น้ำมากจนเกินไปจนทำให้กองกากมันฯแตก
4.การคลุมกองคลุมกองด้วยพลาสติกให้มิดชิด แล้วกลบทับชายพลาสติกด้วยดินให้สนิท(กันลมคตีเปิด/เก็บกักอุณหภูมิอและความชื้น แล้วนำไม้ไผ่มาขึ้นโครง(ใช้ไม้ไผ่ปักโค้งเหนือกองเพาะเห็ด) โดยวางระยะให้ห่างกันพอสมควร แล้วคลุมพลาสติกแบบเกยทับกัน 2 ผืน จากนั้นจึงคลุมด้วยฟางหรือเศษหญ้าทับโครงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง
5. การดูแลรักษา ประมาณ 3-4 วัน (ถ้าเป็นหน้าร้อน) หลังการเพาะเชื้อ จะพบว่ามีเส้นใยเห็ดสีขาวฟูเดินอยู่เต็มกอง ช่วงนี้ให้ทำการตัดใย ด้วยการใช้น้ำสะอาด 20 ลิตร ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ EM 1 ฝา และ กากน้ำตาล 250 ซีซี รดในกอง(เปิดพลาสติดออก)บางๆ พอให้เส้นใยขาด จากนั้นหมั่นตรวจตราอุณหภูมิในกองเพาะเห็ด ถ้าร้อนจัดให้เปิดข้างกองตอนเช้าหรือเย็น ครั้งละ 5-10 นาที แล้วปิดตามเดิม เพื่อระบายอากาศ
6. การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังทำการตัดเส้นใยประมาณ 5-7 วัน เส้นใยจะพัฒนาขึ้นเป็นดอกเห็ด ที่โตจนสามารถเก็บมาบริโภคและจำหน่ายได้
** การเก็บดอกเห็ดควรเก็บในช่วงเช้ามืดและเก็บเมื่อดอกมีขนาดตูมหัวแหลม จึงจะได้น้ำหนักดีและตลาดต้องการ แต่ถ้าจะเก็บเพื่อทำป่นให้เก็บดอกบานมาย่างไฟจึงจะอร่อย
** ระยะการเก็บเกี่ยวดอกเห็ดในแต่ละรุ่น จะใช่เวลาประมาณ 3-5 วัน ก็จะหมดรุ่น จากนั้นให้เปิดกองรดน้ำพอชุ่ม ปิดไว้อีก 5-7 วัน เห็ดจะเกิดดอก ให้เก็บเกี่ยวอีก 1 รุ่น แต่ดอกเห็ดจะเกิดน้อยกว่ารุ่นแรก
7. หลังเก็บดอกเห็ดหมด ให้นำเศษเหลือไปหมักทำปุ๋ยชีวภาพต่อไป หรือ นำไปใส่ แปลงนา ไม้ผล แทนปุ๋ยเคมีได้ หรือ ถ้าเพาะในแปลงนาให้หยอดเมล็ดผัก แตง ถั่ว ลงไปในแปลงเพาะเห็ดฟางเก่าได้เลย จะพบว่าพืชผักเหล่านั้นงอกงามดีมาก
8. การตลาด ด้านการตลาดนั้นคุณเพลินจิตบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะผลผลิตที่ผลิตได้ในแต่ละรุ่นนั้นไม่เพียงพอกับการจำหน่ายครับ ส่วนราคานั้นจะอยู่ที่ ประมาณ 45-50 บาท/กก. **ราคาขึ้นอยู่กับฤดูกาลผลิต
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
เพลินจิต กอภูตา. เกษตรกรบ้านโปร่งสัง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู