โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์ : CRAZY ABOUT HER 'บ้ากะบ้าวะ' / นพมาส แววหงส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 มี.ค. 2564 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 12.30 น.

 

CRAZY ABOUT HER

‘บ้ากะบ้าวะ’

 

กำกับการแสดง

Dani de la Orden

นำแสดง

Alvaro Cervantes

Susana Abaitua

Luis Zahera

 

หัวเรื่องที่จั่วไว้แบบนี้ก็เนื่องมาจาก Crazy About Her ทำให้นึกไปถึงหนังเก่าและเก๋าที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งกวาดรางวัลออสการ์ไปมากมายเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว และเป็นหนังที่ได้รับการโหวตให้เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยติดอันดับหนังดีตลอดกาล

คือ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) ที่มีแจ็ก นิโคลสัน สมัยหนุ่มเล่นแบบสร้างชื่อไว้ลาย แทบจะกลายเป็นแบรนด์ประจำตัวของเขาไปเลย

จำได้ว่าหนังเข้าโรงฉายในเมืองไทยตอนนั้นในชื่อภาษาไทยว่า “บ้าก็บ้าวะ”

แจ็ก นิโคลสัน หาทางพาตัวเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลประสาท เพื่อจะหลีกเลี่ยงโทษจำคุกร้ายแรง และไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนไข้โรคจิตสารพัดสารพัน

และต้องเจอเข้ากับชะตากรรมสุดสังเวชจากการไปต่อกรท้าทายผู้มีอำนาจเหนือกว่า

ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในหนังเรื่องนั้น คือ พยาบาลแรดเช็ตจอมโหด (ซึ่งเล่นอย่างน่าจดจำโดยลูวิส เฟล็ตเชอร์) ได้กลายมาเป็นตัวเอกของหนังซีรีส์ที่มีสีสันยิ่งของเน็ตฟลิกซ์ที่เริ่มฉายไปในปีที่ผ่านมา ในชื่อว่า Nurse Ratched (เล่นอย่างเยือกเย็นสมบทบาทโดยซาราห์ พอลสัน แต่มีหัวจิตหัวใจมากกว่าเดิม)

 

แต่โทนของ Crazy About Her ก็ต่างจาก One Flew Over the Cuckoo’s Nest อย่างสุดขั้วแบบที่เรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลกเดียวกัน

ขณะที่เรื่องหลังเป็นดราม่าหนักอึ้งหรือถ้ามองเป็นคอเมดี ก็จะเรียกว่า “ตลกร้าย” แบบดำมืดทีเดียว

แต่เรื่องแรกเป็นโรแมนติกคอเมดี้แบบ (ออกจะ) เบาสมองและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้

ประเด็นของทั้งสองเรื่องคือการนำเอาสิ่งที่คนทั่วไปมักไม่อยากพูดถึงเพราะเป็นเรื่องอันตรายที่จะแตะหรือวิพากษ์วิจารณ์ มาพูดถึงด้วยความเข้าใจอันดีงามและความเห็นอกเห็นใจ

ลืมบอกไปว่า Crazy About Her เป็นหนังจากสเปนนะคะ เลยได้เห็นนักแสดงที่หน้าตาแปลกไปจากที่เราคุ้นเคยกันบนจอ และพูดจากันด้วยภาษาสเปน

แต่ผู้เขียนขี้เกียจตั้งค่าเลือกภาษาในตอนแรก ก็เลยเลยตามเลย และได้ดูในเวอร์ชั่นที่พากย์เสียงภาษาอังกฤษ

 

เอดรี (อัลวาโร แซร์บานเตส) เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ใช้ชีวิตหลังเลิกงานเหมือนคนสมัยใหม่ในเมืองจำนวนมาก นั่นคือไปหย่อนใจในสถานบันเทิงและมองหาสาวที่จะตกลงปลงใจไปกับเขา

เขาได้เจอสาวสวยนิรนามที่แจ้งความจำนงว่าไม่ต้องการความผูกพันใดๆ นอกเหนือจากการไปด้วยกันคืนเดียว และนั่นดูเหมือนจะเป็นสาวในฝันของผู้ชายหลายๆ คน

พวกเขาใช้ค่ำคืนนั้นสนุกด้วยกันอย่างสุดเหวี่ยง ด้วยบุคลิกที่ฉลาดเป็นกรดและใจกล้าหน้าด้านของสาวน้อย พวกเขาไปร่วมงานแต่งงานอันหรูหราของคนไม่รู้จักอย่างหน้าตาเฉย แถมยังทำตัวเป็นจุดสนใจของงานโดยไม่สนใจว่าตัวเองเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

และลงท้ายด้วยการทำเนียนไปใช้ห้องหอของเจ้าบ่าวเจ้าสาวระหว่างที่งานยังไม่เลิก

แต่ความสัมพันธ์อันน่าประทับใจนี้ก็แสนสั้น และเป็นไปตามความประสงค์ของฝ่ายหญิง นั่นคือทั้งสองจากกันไปอย่างกะทันหัน โดยไม่ได้แลกเบอร์โทร.ไว้ติดต่อกันอีก

 

พล็อตซึ่งเดินเรื่องจากมุมมองของเอดรี จึงพาเขามาสู่การถวิลหาอาวรณ์ในตัวสาวนิรนามคนนั้น ซึ่งเผอิญทิ้งไว้กับเขาเพียงกระเป๋าที่หล่นอยู่บนพื้นใบเดียว

จากเงื่อนงำเล็กๆ เอดรีสืบต่อไปจนรู้ที่อยู่ของเธอ และพบด้วยความงุนงงว่า เธออยู่ในสถานรักษาคนไข้โรคจิต

เธอไม่ดูเหมือนคนป่วยโรคจิตสำหรับเขาเลย เขาจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยเธอออกมา แม้แต่หาทางให้ตัวเองเข้าไปอยู่ที่นั่นในฐานะคนไข้ เขาได้รู้ว่าเธอชื่อ คาร์ลา (ซูซานา อาไบตัว) และไม่ได้ต้องการเจอะเจอหน้าเขาอีกโดยตัดสัมพันธ์แบบไม่มีเยื่อใย

แต่เอดรีก็ต้องเจอปัญหาว่า เข้าไปในนั้นแล้วใช่ว่าจะออกมาได้ง่ายๆ ดังใจหวัง ทำยังไงๆ ผู้อำนวยการสถาบัน (คลารา เซกูรา) ก็ไม่เชื่อว่าเขาไม่ได้ป่วยจริง

ดังนั้น เอดรีจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนไข้โรคจิตมากหน้าหลายตา ซึ่งมีพฤติกรรมแปลกๆ และอาจจะชวนขันสำหรับคนทั่วไป เช่น โรคทูเรตต์ ซึ่งสมองสั่งการให้เคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ โรคจิตเภท ซึ่งเชื่อในความเป็นจริงแบบอื่น โรคหมกมุ่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น สบู่ เป็นต้น

เพื่อนร่วมห้องของเขาคือ ซอล (ลุยส์ ซาเฮรา) เป็นโรคหวาดระแวง และภรรยาที่หย่าขาดไปมีคนใหม่ พาลูกสาวตัวน้อยมาเยี่ยมพ่อ โดยพ่อไม่อยากเสียภาพลักษณ์ในสายตาของลูกสาว เลยปลอมตัวเป็นหมอ แทนที่จะเป็นคนไข้ที่นั่น

มีฉากน่ารักๆ ชวนซาบซึ้งของซอลกับลูกสาวหลายตอน

 

สิ่งดีที่หนังเรื่องนี้สื่อสารออกมา คือ คนพวกนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่อาจจะใช้ชีวิตที่ดีได้ด้วยความเข้าใจของคนรอบข้าง แต่โรคที่พวกเขาเป็นนั้นรักษาไม่ได้ด้วยแรงใจที่มุ่งมั่นอยากหายอย่างเดียว เนื่องจากเคมีในร่างกายที่แปรเปลี่ยน ดังนั้น ถ้าไม่มีการคุมไว้ด้วยยา ก็อาจควบคุมตัวเองไม่ได้เลย

นางเอกเป็นโรคไบโพลาร์ (เพิ่งดูซีรีส์ Spinning Out เกี่ยวกับสเก๊ตน้ำแข็ง ซึ่งนางเอกเป็นโรคเดียวกันนี้ มาหยกๆ) คือสะวิงอยู่ระหว่างสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือมีความสุขเหลือล้นจนกลายเป็นไฮเปอร์ อีกขั้วหนึ่งคือหดหู่ซึมเศร้าถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

ความสัมพันธ์ที่จะงอกงามต่อไปได้จึงขึ้นอยู่กับการยอมรับในตัวตนที่เธอเป็นอยู่ ไม่ใช่การเชื่อว่าเธอจะดีขึ้นได้เพียงด้วยการสร้างกำลังใจแก่ตัวเอง และว่า เธอจะหายขาดได้

ฟังดูก็เหมือนกับหนังโรแมนติกคอเมดี้ของแจ็ก นิโคลสัน อีกเรื่องที่เขาเป็นโรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำและไปหลงรักสาวเสิร์ฟที่ต้องทนต่อนิสัยร้ายกาจของเขา เรื่อง As Good As It Gets ที่แปลว่า “ก็ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้” นั่นแหละ

พระเอก-นางเอกหล่อ สวย ฉลาดและนิสัยดีจนทำให้เราเอาใจช่วยเต็มที่

แต่หนังโรแมนติกคอเมดี้อาจทำให้มองเห็นโลกสวยกว่าที่เป็นจริงก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...